
ท็อป จิรายุส ถอดบทเรียน WEF ชี้ AI-พลังงาน-ภูมิรัฐศาสตร์ พลิกเกมเศรษฐกิจโลก
ท็อป จิรายุส ชี้โลกกำลังเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ 5 มิติ “ภูมิรัฐศาสตร์-การค้า-เศรษฐกิจโลก-เทคโนโลยี-อาเซียน” พร้อมเตือนไทยเร่งสร้างโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล รองรับคลื่นการลงทุนยุคใหม่
KEY
POINTS
- ท็อป จิรายุส สรุปบทเรียนจากเวที WEF ว่า 3 ปัจจัยสำคัญที่จะพลิกโฉมเศรษฐกิจโลกคือ การแข่งขันด้านภูมิรัฐศาสตร์, การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัลด้วย AI และความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้นมหาศาล
- AI และหุ่นยนต์จะเข้ามาเพิ่มผลิตภาพทางเศรษฐกิจและแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงาน แต่จะทำให้ความต้องการพลังงานเพิ่มสูงขึ้น จนกลายเป็นปัจจัยชี้วัดศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ
- การแข่งขันเชิงภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างมหาอำนาจได้เปลี่ยนจากการค้าไปสู่สงครามรูปแบบใหม่ทางเทคโนโลยี พลังงาน และเงินทุน ซึ่งส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานและการลงทุนทั่วโลก
- ไทยจำเป็นต้องเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและพลังงาน เพื่อดึงดูดการลงทุนยุคใหม่ (Digital FDI) และไม่พลาดโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของเศรษฐกิจโลก
โลกกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญที่ไม่ได้แข่งขันกันเพียงด้านเศรษฐกิจหรือการค้าอีกต่อไป แต่เป็นการแข่งขันด้านเทคโนโลยี พลังงาน และความมั่นคง ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลกในทศวรรษหน้า ขณะที่ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งยกระดับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล หากไม่ต้องการพลาดโอกาสจากเม็ดเงินลงทุนรอบใหม่
นายจิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด กล่าวบรรยายในโครงการพัฒนาศักยภาพผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจระดับสูง (พศส.) ปี 2569 ในหัวข้อ “เศรษฐกิจทั่วโลกจะหมุนไปทางไหน? ถอดมุมมองของผู้นำระดับโลกจากเวที World Economic Forum (WEF)” โดยระบุว่า โลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ใน 5 มิติ ได้แก่ ภูมิรัฐศาสตร์ การค้า เศรษฐกิจโลก เทคโนโลยี และบทบาทของอาเซียน ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลกในระยะยาว
ภูมิรัฐศาสตร์เปลี่ยนเกมแข่งขันมหาอำนาจ
นายจิรายุส กล่าวว่า ความเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดที่สุดคือ การแข่งขันด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่เปลี่ยนจากการยึดกฎกติกาสากลไปสู่การแข่งขันด้านอำนาจ โดยเฉพาะระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน ส่งผลให้โลกกำลังเผชิญ “สงครามรูปแบบใหม่” ทั้งด้านพลังงาน เทคโนโลยี เงินทุน และความมั่นคงทางอาหาร แม้จะยังไม่ใช่สงครามทางทหารโดยตรง แต่ได้ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน การลงทุน และเศรษฐกิจโลกอย่างมีนัยสำคัญ
ตัวอย่างที่สะท้อนการแข่งขันดังกล่าว คือ มาตรการจำกัดการส่งออกชิปประมวลผลขั้นสูงไปยังจีน รวมถึงข้อจำกัดด้านการลงทุนของสหรัฐฯ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจได้ขยายจากเวทีการค้าไปสู่การแข่งขันด้านเทคโนโลยีและเงินทุนอย่างเต็มรูปแบบ
สำหรับประเทศไทย มองว่า “ความมั่นคงทางอาหาร” (Food Security) ถือเป็นจุดแข็งที่สามารถต่อยอดเป็นข้อได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์ หากโลกเผชิญความขัดแย้งยืดเยื้อ ขณะเดียวกัน ประเทศขนาดกลางต่างเร่งสร้างความร่วมมือระหว่างกันเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองกับมหาอำนาจ โดยยกตัวอย่างกรอบความร่วมมือ ASEAN Digital Economy Framework Agreement (DEFA) ที่มีเป้าหมายผลักดันเศรษฐกิจดิจิทัลของอาเซียนสู่การเป็นตลาดเดียวในอนาคต
นอกจากนี้ ยังกล่าวถึงแนวคิด “Thucydides Trap” ซึ่งอธิบายความเสี่ยงจากการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจเดิมกับมหาอำนาจใหม่ โดยชี้ว่า แม้ประวัติศาสตร์หลายครั้งจะจบลงด้วยความขัดแย้ง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเกิดขึ้นในทุกสถานการณ์
AI เปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจโลก
นายจิรายุส กล่าวว่า โลกกำลังเปลี่ยนผ่านจากเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยการผลิตสินค้า ไปสู่เศรษฐกิจดิจิทัลที่มี AI บริการออนไลน์ อีคอมเมิร์ซ และหุ่นยนต์ เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของการเติบโต การใช้บริการ AI อย่าง ChatGPT ถือเป็นตัวอย่างของการค้าบริการดิจิทัลรูปแบบใหม่ ที่สามารถสร้างรายได้ข้ามพรมแดนโดยไม่จำเป็นต้องมีสำนักงานหรือสินทรัพย์ทางกายภาพในประเทศผู้ใช้บริการ
เขาระบุว่า AI และหุ่นยนต์จะช่วยยกระดับผลิตภาพทางเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากสามารถทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมง ช่วยบรรเทาปัญหาการขาดแคลนแรงงานและรองรับสังคมสูงวัย ส่งผลให้บทบาทของมนุษย์ค่อย ๆ เปลี่ยนจาก “ผู้ผลิต” ไปสู่ “ผู้บริโภค” มากขึ้น ขณะเดียวกัน จีนเองก็เริ่มปรับโมเดลเศรษฐกิจจากการขับเคลื่อนด้วยการผลิตและการส่งออก ไปสู่การกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศมากขึ้น
พลังงานปัจจัยใหม่ชี้ขาดศักยภาพเศรษฐกิจ
อีกประเด็นสำคัญคือ การเติบโตของ AI จะทำให้ความต้องการใช้พลังงานเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด เนื่องจากทั้งระบบ AI และหุ่นยนต์ต่างต้องพึ่งพาไฟฟ้าเป็นปัจจัยหลักในการดำเนินงาน
นายจิรายุส มองว่า ในอนาคตขนาดเศรษฐกิจของแต่ละประเทศอาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนประชากรเพียงอย่างเดียว แต่จะขึ้นอยู่กับศักยภาพในการผลิตพลังงาน เพื่อรองรับการทำงานของ AI และหุ่นยนต์ที่สามารถดำเนินงานได้ตลอด 24 ชั่วโมง
Digital FDI คลื่นลงทุนใหม่ ไทยต้องเร่งสร้างโครงสร้างพื้นฐาน
ในด้านการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) นายจิรายุส ระบุว่า เม็ดเงินลงทุนกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ยุคของ Digital FDI หรือการลงทุนในอุตสาหกรรมดิจิทัลมากขึ้น ประเทศที่ต้องการดึงดูดการลงทุนจำเป็นต้องเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานยุคใหม่ ทั้งระบบพลังงาน ศูนย์ข้อมูล (Data Center) ชิปประมวลผล ระบบคลาวด์ และแพลตฟอร์ม AI เพื่อรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
“หลายประเทศเริ่มลงทุนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลควบคู่กับการเสริมความมั่นคงของประเทศ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการแข่งขันทางเศรษฐกิจรอบใหม่ ไทยจึงไม่ควรมุ่งมองเฉพาะเศรษฐกิจแบบเดิม แต่ต้องเร่งลงทุนเพื่อรองรับเศรษฐกิจดิจิทัลที่กำลังเติบโต”
ย้ำไทยต้องเร่งปรับตัวรับเศรษฐกิจยุคใหม่
นายจิรายุส กล่าวทิ้งท้ายว่า ประเด็นที่นำเสนอครั้งนี้เป็นเพียง 2 ใน 5 แกนสำคัญของการเปลี่ยนผ่านโลก ได้แก่ ภูมิรัฐศาสตร์และเทคโนโลยี ขณะที่อีก 3 ประเด็น ได้แก่ เศรษฐกิจโลก การค้า และบทบาทของอาเซียน จะเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดทิศทางการลงทุนและการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในระยะต่อไป
พร้อมย้ำว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งปรับตัวและลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เพื่อสร้างความพร้อมรองรับคลื่นเศรษฐกิจลูกใหม่ และไม่พลาดโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของโลกในอนาคต






