
เจาะกลยุทธ์ “โอวาทเมด” ปั้นธุรกิจทำความสะอาด รายได้หลักพันล้าน
เปิดใจ “สุชาติ โอวาทวรรณสกุล“ เจ้าของ "โอวาทเมด" ผู้บริการทำความสะอาดครบวงจรของไทย ปั้นธุรกิจด้วย "บัญชีเล่มเดียว-ไม่กู้แบงก์" กางโรดแมป 3 ปี กวาดรายได้ 1,000 ล้านบาท
KEY
POINTS
- "โอวาทเมด" เปิดกลยุทธ์บริหารธุรกิจทำความสะอาดครบวงจร โดยให้ความสำคัญกับพนักงาน ("แม่บ้าน") เป็นหัวใจหลัก พร้อมดูแลสวัสดิการและคุณภาพชีวิตเพื่อสร้างบริการที่ดี
- เน้นความแข็งแกร่งทางการเงินด้วยระบบบัญชีเล่มเดียว บริหารด้วยเงินสด และปรับเปลี่ยนจากการประมูลงานภาครัฐมาเน้นลูกค้าระดับองค์กรเอกชน
- ตั้งเป้ารายได้ 1,000 ล้านบาท ผ่านการขยายสาขา บริการใหม่ และนำเทคโนโลยีหุ่นยนต์มาใช้ ควบคู่ไปกับการสร้างความแตกต่างด้วยการจ้างงานผู้พิการ
ปัจจุบันธุรกิจบริการทำความสะอาดในประเทศไทย มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง ปี 2568 มูลค่าตลาดรวมประมาณ 57,000 ล้านบาท และอัตราการเติบโตเฉลี่ย 12% ต่อปี มีผู้ให้บริการหลากหลายกลุ่ม ทั้งคนไทยและต่างชาติ ตลอดจนแอปพลิเคชันแม่บ้านรายวัน แต่ในตลาด B2B ยังคงต้องการผู้ให้บริการมืออาชีพที่มีมาตรฐานสูง โดยเฉพาะในกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรม อาคารสำนักงาน โรงพยาบาล โรงแรม โรงเรียนนานาชาติ และอื่นๆ
"โอวาทเมด" ก็เป็นหนึ่งในบริษัทที่ในบริการอยู่ในตลาดนี้ โดยรับบริการทำความสะอาดครบวงจร มีมาร์เก็ตแชร์เป็นอันดับที่ 11 ของตลาด ในประเทศไทย
นายสุชาติ โอวาทวรรณสกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท โอวาท โปร แอนด์ ควิก จำกัด ให้สัมภาษณ์ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า ก่อนจะมาเป็นผู้บริหาร “โอวาทเมด”เคยเป็นพนักงานในบริษัททำความสะอาดมาก่อน อยู่ในตำแหน่งเล็กที่สุด และเส้นทางการทำงานก็กลายเป็นห้องเรียนธุรกิจ จนค่อย ๆ เติบโตขึ้นเป็นผู้จัดการฝ่ายขาย มีรายได้หลักแสนบาทต่อเดือน ก่อนจะเข้าสู่จุดเปลี่ยนของชีวิตแล้วออกจาก “เซฟโซน”
เปลี่ยนเส้นทางชีวิต ทุบหม้อข้าวสร้างธุรกิจ
จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นในวันที่มีลูกคนแรก ที่เกิดมาพร้อมภาวะดาวน์ซินโดรม จึงตระหนักว่าหากยังทำงานประจำ จะไม่สามารถพาลูกไปฝึกพัฒนาการสัปดาห์ละ 3 วันได้ จึงตัดสินใจลาออกจากงานเงินเดือนหลักแสน เพื่อก่อตั้งบริษัทของตัวเอง เพื่อให้เวลากับครอบครัวมากขึ้น
"เป้าหมายในวันนั้นไม่ได้ยิ่งใหญ่ เพียงต้องการมีเวลาดูแลลูก และมีรายได้เลี้ยงครอบครัวเดือนละ 7-8 หมื่นบาทก็เพียงพอ แต่ช่วงเริ่มต้นธุรกิจเลือกจำหน่ายน้ำยาทำความสะอาด เพราะมองว่าการบริหารคนเป็นเรื่องยาก
กระทั่งไม่นานก็พบอุปสรรคจากระบบเครดิต ทำให้เงินทุนสะสมเริ่มร่อยหรอ และต้องยืมเงินจากญาติพี่น้องมาหมุนเวียน หลังจากใช้เวลา 7-8 เดือน จึงตัดสินใจกลับสู่ธุรกิจบริการทำความสะอาด
เน้นรับงานล้างพื้นที่ที่ได้รับเงินสดทันทีเพื่อสร้างกระแสเงินสดให้บริษัท เริ่มต้นที่โรงพยาบาล โดยมีพนักงานเพียงไม่กี่คน รวมทั้งภรรยาและน้องชายที่ร่วมกันบุกเบิกธุรกิจ หลังจากนั้นจึงสร้างการเติบโตมาเรื่อยๆ ตั้งแต่ปี 2542 จนถึงปัจจุบันที่มีพนักงานรวมกันกว่า 2,700 คน"
นายสุชาติ กล่าวว่า การเติบโตของโอวาทเมด ที่กลายมาเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านบริการทำความสะอาดครบวงจรของประเทศไทย “แม่บ้าน” คือหัวใจของธุรกิจ เพราะเป็นผู้ใกล้ชิดลูกค้ามากที่สุด โดยการบริหาร ต้องเปลี่ยนจากการตำหนิเป็นการดูแลและให้เกียรติพนักงาน พร้อมเตรียมที่พักตามสาขาต่าง ๆ เพื่อให้พนักงานเดินทางมาทำงานสะดวกและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
แนวทางสำคัญคือจ่ายเงินเดือนเร็วและตรงเวลา เพื่อไม่ให้พนักงานประสบปัญหาค่าเช่าที่พัก พร้อมยกระดับภาพลักษณ์ด้วยยูนิฟอร์มที่ดูดี ใช้น้ำยาทำความสะอาดคุณภาพสูงที่ไม่เป็นอันตราย และจัดสวัสดิการพาพนักงานไปท่องเที่ยวต่างประเทศ เช่น เกาหลี เวียดนาม เป็นต้น
บัญชีเล่มเดียว-เงินสด คือจุดแข็งขององค์กร
นอกจากนี้ การบริหารการเงินยังต้องยึดหลัก “บัญชีเล่มเดียว” เพื่อความโปร่งใสและบริหารงานได้ง่าย พร้อมใช้แนวคิดการเงินที่เน้นความแข็งแกร่งของเงินสด ไม่กู้เงินจากธนาคาร และรับงานเท่าที่กำลังเงินสดของบริษัทรองรับได้ โดยเน้นให้บริการลูกค้าในตลาดเอกชนกว่า 70% ซึ่งได้รับความไว้วางใจจากลูกค้า เช่น Samsung, Pepsi, Sony และ Mitsubishi ฯลฯ
"ในอดีตเราเคยรับงานประมูลภาครัฐ 60-70% แต่มีปัญหาในระบบการแข่งขันด้านราคาที่เน้นผู้เสนอราคาต่ำสุด โดยไม่ได้คำนึงถึงประสิทธิภาพมากนักและระเบียบการก็ล่าช้ามาก จึงตัดสินใจเปลี่ยนทิศทาง ตอนนี้เราจึงรับงานเอกชนเป็นหลัก งานจากภาครัฐเป็นส่วนน้อย ที่เหลือคืองานทำความสะอาดบ้านแบบเหมาจ่าย"
ในฐานะองค์กรขนาดเล็กโอวาทเมดมีจุดแข็งคือความคล่องตัวสูง ลูกค้าสามารถติดต่อเจ้าของบริษัทได้โดยตรง และปัญหาส่วนใหญ่ได้รับการแก้ไขภายใน 1-3 วัน และอีกหนึ่งแนวทางที่สร้างความแตกต่าง คือการจ้างงานคนพิการ ซึ่งปัจจุบันคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 3% ของพนักงานทั้งหมด
ซึ่งเป็นความตั้งใจที่จะช่วยเหลือสังคม สร้างความเชื่อมั่นให้กับองค์กรชั้นนำ เช่น ปตท. ที่เลือกใช้บริการ เพราะเห็นถึงการดูแลพนักงานคนพิการอย่างจริงจัง
นายสุชาติ กล่าวว่า ตลาดผู้ให้บริการด้านการทำความสะอาดในปัจจุบันแข่งขันสูง มีบริษัทรายย่อยในธุรกิจนี้เพิ่มขึ้นเฉลี่ยประมาณ 20% ต่อปีแต่ก็ล้มหายตายจากไป 20% ต่อปีเช่นกันซึ่งผู้ให้บริการต้องบริหารจัดการให้ดี จุดแข็งคือต้องมีมาตรฐานสูงและไว้วางใจได้ เช่น โรงงาน อาคารสำนักงาน และโรงพยาบาล ที่โอวาทเมดใช้จุดแข็งด้านบริการและมาตรฐานมาเป็นเครื่องมือในการชิงส่วนแบ่งตลาดในกลุ่มนี้
เติบโตคู่สังคม สู่เป้าหมาย 1,000 ล้านบาท
ในปี 2568 โอวาทเมดมีรายได้รวม 498 ล้านบาท ซึ่งบริษัทตั้งเป้าจะต่อยอดสู่ธุรกิจบริการจัดหาแรงงาน การจำหน่ายผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด รวมถึงบริการติดตั้งพรม ผ้าม่าน และวอลเปเปอร์ โดยปี 2569 ตั้งเป้ารายได้รวม 600 ล้านบาท และเติบโตสู่ 1,000 ล้านบาท ภายใน 3 ปี
"แม้การแข่งขันจะรุนแรง แต่ตลาด B2B ยังต้องการผู้ให้บริการที่มีมาตรฐานสูง โดยเฉพาะโรงงาน อาคารสำนักงาน โรงพยาบาล โรงแรม และโรงเรียนนานาชาติ ซึ่งโอวาทเมดได้รับความไว้วางใจจากองค์กรชั้นนำหลายรายและหลายพื้นที่ จากจำนวน 3 สาขาในปัจจุบัน ได้แก่ กรุงเทพมหานคร, ชลบุรี และลพบุรี ซึ่งในอนาคตบริษัทได้วางแผนการขยายธุรกิจเพิ่มในจังหวัดท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสำคัญ คือ เชียงใหม่ และ ภูเก็ต"
นอกจากการขยายพื้นที่แล้ว บริษัทยังมีแผนนำ หุ่นยนต์ทำความสะอาด เข้ามาเสริมทัพ โดยตั้งเป้าเพิ่มจำนวนหุ่นยนต์เป็น 20 เครื่องในปี 2570 และวางแผนเป็นตัวแทนจำหน่ายหุ่นยนต์ทำความสะอาดและหุ่นยนต์เช็ดกระจกด้วย
อย่างไรก็ตาม โอวาทเมดตั้งใจสร้างองค์กรที่เปิดโอกาสให้ผู้พิการได้ทำงาน การเป็นองค์กรที่พิสูจน์ว่า "ความสะอาด" สามารถเติบโตไปพร้อมกับ "การสร้างสังคมที่ดี" ได้อย่างยั่งยืน ภายใต้คอนเซ็ปต์ "โอวาทเมด สะอาดดี สังคมดี" ปัจจุบันบริษัทจ้างงานผู้พิการกว่า 30 คน ในหลายตำแหน่ง ทั้งฝ่ายไอที ฝ่ายจัดซื้อ ฝ่ายคลังสินค้า และฝ่ายสรรหาบุคลากร ทั้งการทำงานในสำนักงานและ Work from Home ต่อไปในอนาคต







