thansettakij
thansettakij
‘เสี่ยบุณยสิทธิ์’ ชี้เศรษฐกิจไทยปี 69 เหลือแค่ ‘ซาเล้ง’ เร่งรัฐลงทุน-ฟื้นกำลังซื้อ

‘เสี่ยบุณยสิทธิ์’ ชี้เศรษฐกิจไทยปี 69 เหลือแค่ ‘ซาเล้ง’ เร่งรัฐลงทุน-ฟื้นกำลังซื้อ

10 มิ.ย. 69 | 10:13 น.
อัปเดตล่าสุด :10 มิ.ย. 69 | 10:40 น.

‘บุณยสิทธิ์ โชควัฒนา’ ฉายภาพเศรษฐกิจไทยปี 69 เปรียบจาก “สามล้อเครื่อง” เหลือเพียง “ซาเล้ง” ที่ทุกฝ่ายต้องช่วยกันถีบ ชี้รัฐบาลต้องเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน แก้ปัญหาบาทแข็ง และสร้างแรงส่งใหม่ให้เศรษฐกิจไทย

KEY

POINTS

  • นายบุณยสิทธิ์ โชควัฒนา เปรียบเศรษฐกิจไทยปัจจุบันว่าเป็น "ซาเล้ง" ซึ่งถดถอยกว่าปีก่อนที่เคยเป็น "รถสามล้อเครื่อง" สะท้อนถึงภาวะที่ต้องอาศัยทุกฝ่ายช่วยกันผลักดัน
  • ชี้ว่าเศรษฐกิจไทยเผชิญแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลก สงครามการค้า และกำลังซื้อในประเทศที่ยังคงเปราะบางและฟื้นตัวไม่เต็มที่
  • เสนอให้รัฐบาลเร่งลงทุนในโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ เพื่อสร้างการจ้างงานและกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะยาว แทนการใช้มาตรการกระตุ้นระยะสั้น
  • มองว่าการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานจะสร้างผลตอบแทนให้ประเทศได้ต่อเนื่องในอีก 5-20 ปีข้างหน้า และช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

‘เสี่ยบุณยสิทธิ์’ หรือ นายบุณยสิทธิ์ โชควัฒนา ประธานเครือสหพัฒน์ หนึ่งในผู้นำภาคธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่ของประเทศ สะท้อนมุมมองต่อทิศทางเศรษฐกิจไทยในปี 2569 หลังการแถลงข่าวงาน “สหกรุ๊ปแฟร์ ครั้งที่ 30” ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 25-28 มิถุนายน 2568 ณ ไบเทค บางนา โดยมองว่าเศรษฐกิจไทยยังเผชิญแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลก สงครามการค้า และกำลังซื้อในประเทศที่ฟื้นตัวได้ไม่เต็มที่ พร้อมเสนอให้ภาครัฐเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

เศรษฐกิจไทยในสายตาของ “เสี่ยบุณยสิทธิ์” กำลังอยู่ในช่วงที่ต้องอาศัยแรงขับเคลื่อนครั้งใหม่จากภาครัฐ หลังเผชิญแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลก สงครามการค้า และกำลังซื้อในประเทศที่ยังเปราะบาง เจ้าตัวเปรียบภาพเศรษฐกิจปีนี้ว่า จากเดิมที่เคยนิยามว่าเป็น “รถสามล้อเครื่อง” วันนี้อาจต้องถอยกลับไปเป็น “ซาเล้ง” ที่ต้องอาศัยทุกฝ่ายช่วยกันถีบให้เดินหน้าได้

“ปีที่แล้วรถ 3 ล้อยังมีเครื่องยนต์ แต่ปีนี้ต้องกลับไปใช้ซาเล้ง รัฐบาลต้องช่วยกันถีบ”

ให้รัฐบาลผ่าน 6 เต็ม 10 แต่ต้องเร่งเครื่องเศรษฐกิจ

แม้จะให้คะแนนการทำงานของรัฐบาลมากกว่า 60% หรือราว 6 เต็ม 10 แต่สิ่งที่ภาคธุรกิจต้องการเห็นมากที่สุดคือการเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ เพื่อสร้างการจ้างงานและกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะยาว นายบุณยสิทธิ์มองว่า มาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายอย่าง “ไทยช่วยไทยพลัส” อาจช่วยพยุงกำลังซื้อได้ในระยะสั้น แต่เมื่อมาตรการสิ้นสุดลง แรงส่งทางเศรษฐกิจก็จะค่อย ๆ หายไป แตกต่างจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่สามารถสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจได้ต่อเนื่องอีก 5-20 ปีข้างหน้า

“รัฐบาลไม่ควรมองแค่วันนี้ แต่ต้องมองอีก 5 ปี 10 ปีข้างหน้าว่าจะทำอะไรให้ประเทศ”

พร้อมยกตัวอย่างว่า หากประเทศไทยไม่ลงทุนสนามบินสุวรรณภูมิหรือระบบทางด่วนในอดีต ประเทศอาจไม่สามารถรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจได้เช่นทุกวันนี้ จึงเชื่อว่าโครงการขนาดใหญ่ทั้งรถไฟความเร็วสูง ระบบโลจิสติกส์ และโครงสร้างพื้นฐานใหม่ ๆ ควรเดินหน้าต่อภายใต้หลักธรรมาภิบาลและความโปร่งใส

 

นายบุณยสิทธิ์ โชควัฒนา ประธานเครือสหพัฒน์

 

สำหรับโครงการแลนด์บริดจ์ นายบุณยสิทธิ์มองว่าประเทศไทยควรคิดในภาพใหญ่และเชื่อมโยงระบบคมนาคมระหว่างภาคตะวันออกกับภาคใต้ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อยกระดับศักยภาพด้านโลจิสติกส์ของประเทศในระยะยาว

รับธุรกิจปีนี้โตต่ำกว่าปีก่อน

สำหรับภาพรวมธุรกิจในเครือปีนี้ ยอมรับว่าอาจเติบโตต่ำกว่าปีก่อนจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว แม้บางธุรกิจโดยเฉพาะกลุ่มอาหารยังขยายตัวได้ดี แต่กลุ่มแฟชั่นยังเผชิญแรงกดดันจากกำลังซื้อที่อ่อนแรง อย่างไรก็ตาม การกระจายพอร์ตธุรกิจที่หลากหลายช่วยให้กลุ่มธุรกิจยังสามารถรักษาสมดุลของรายได้ได้ แม้บางอุตสาหกรรมจะได้รับผลกระทบมากกว่ากลุ่มอื่น

สำหรับทิศทางการลงทุนจากต่างประเทศ นายบุณยสิทธิ์ระบุว่า นักลงทุนจีนยังแสดงความสนใจประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง แต่การตัดสินใจลงทุนต้องใช้เวลา เนื่องจากนักลงทุนจีนมักเข้ามาพร้อมโครงการขนาดใหญ่ โดยปัจจุบันยังอยู่ระหว่างการเจรจาและศึกษาความเป็นไปได้ของการลงทุนในหลายโครงการ

“สมัยก่อนญี่ปุ่นมาลงทุนอาจซื้อที่ดิน 10-20 ไร่ แต่จีนเข้ามาทีหนึ่งมักมองระดับ 100-300 ไร่”

พร้อมยังเชื่อว่าหากไทยสามารถรักษาความสามารถในการแข่งขัน เดินหน้าลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และสร้างความเชื่อมั่นด้านนโยบายได้อย่างต่อเนื่อง ประเทศไทยยังมีศักยภาพดึงดูดเงินลงทุนจากต่างชาติได้ในระยะยาว ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้