
ต้นทุนบรรจุภัณฑ์-ค่าขนส่งพุ่ง 'ศรีจันทร์' ปรับแนวรบบุกต่างแดน
ต้นทุนบรรจุภัณฑ์-ค่าขนส่งพุ่ง "ศรีจันทร์" ปรับแผนบริหารต้นทุน เพิ่มปริมาณการขาย ลุย Music Marketing ปั้นแบรนด์ ‘ศศิ’ ฝ่ากำลังซื้อทรุด โกอินเตอร์อาศัยกระแส T-Beauty ปักธงสู้ศึกอาเซียน
KEY
POINTS
- ศรีจันทร์ตั้งเป้าผลักดันแบรนด์ "ศศิ" ให้ก้าวสู่การเป็นแบรนด์ระดับภูมิภาคในอาเซียน
- อาศัยกระแสความนิยมของ T-Beauty และความเชื่อมั่นในคุณภาพสินค้า "Made in Thailand" เป็นกลยุทธ์หลักในการบุกตลาดต่างประเทศ
- ปัจจุบัน "ศศิ" มีวางจำหน่ายแล้วใน 4-5 ประเทศ โดยฟิลิปปินส์เป็นตลาดที่มีการเติบโตสูงสุด
- การขยายตลาดต่างประเทศมีเป้าหมายเพื่อสร้างฐานรายได้ใหม่และลดการพึ่งพาตลาดในประเทศที่กำลังซื้อชะลอตัว ความงาม
นาย รวิศ หาญอุตสาหะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ศรีจันทร์สหโอสถ จำกัด กล่าวว่า ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาถือเป็นช่วงเวลาที่ท้าทายสำหรับภาคธุรกิจ เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ส่งผลให้กำลังซื้อของผู้บริโภคชะลอลงอย่างเห็นได้ชัด ขณะเดียวกันผู้ประกอบการยังต้องเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะต้นทุนบรรจุภัณฑ์พลาสติกและค่าขนส่งที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ซัพพลายเชนโลกและทิศทางราคาพลังงาน
อย่างไรก็ตาม บริษัทยังไม่มีแผนปรับขึ้นราคาสินค้าในระยะนี้ โดยจะเน้นการบริหารต้นทุนและเพิ่มปริมาณการขายเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาด รวมถึงชดเชยกำไรต่อหน่วยที่ลดลงจากภาวะต้นทุนที่สูงขึ้น
ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคระวังใช้จ่าย
ท่ามกลางภาวะที่ผู้บริโภคใช้จ่ายอย่างระมัดระวังมากขึ้น ศศิยังคงยึดจุดแข็งด้านความคุ้มค่าเป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินธุรกิจ โดยสินค้าส่วนใหญ่มีราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 39 บาท ไปจนถึงหลักร้อยต้น ๆ เพื่อให้เข้าถึงผู้บริโภคได้ในวงกว้าง
ปัจจุบันบริษัทมุ่งเจาะลูกค้า 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มผู้เริ่มต้นแต่งหน้า (Beauty Beginner) กลุ่มผู้บริโภคสายไลฟ์สไตล์และติดตามเทรนด์บนโซเชียลมีเดีย และกลุ่ม Smart Seeker หรือผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพสินค้าในราคาที่เหมาะสม ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีแนวโน้มเติบโตท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน
รีโพสิชันนิ่ง ขยายกลุ่มเป้าหมาย
นายรวิศ กล่าวว่า แบรนด์ “ศศิ” (sasi) เดินหน้าปรับภาพลักษณ์แบรนด์ครั้งใหญ่ในโอกาสครบรอบ 9 ปี ภายใต้แนวคิดใหม่ “sasi We Can” จากเดิมที่ใช้แท็กไลน์ “Girls Can” เพื่อขยายฐานผู้บริโภคให้ครอบคลุมความหลากหลายมากขึ้น ไม่จำกัดเฉพาะกลุ่มผู้หญิง พร้อมวางตำแหน่งแบรนด์สู่การเป็นแบรนด์ความงามและไลฟ์สไตล์ที่เข้าถึงผู้บริโภคในชีวิตประจำวัน และเตรียมต่อยอดการเติบโตสู่ตลาดอาเซียน ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่กำลังซื้อยังชะลอตัว
ตลอดระยะเวลา 9 ปีที่ผ่านมา แบรนด์ศศิมีอัตราการเติบโตเป็นเลข 2 หลักอย่างต่อเนื่องทุกปี และบางปีสามารถเติบโตได้อย่างก้าวกระโดด โดยการปรับภาพลักษณ์ครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของแบรนด์ในการรองรับการเติบโตระยะต่อไป และสอดรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่มีความหลากหลายมากขึ้น
ชูกลยุทธ์ "มิวสิค" สร้างการรับรู้แบรนด์
ด้านกลยุทธ์การตลาดในปีนี้ บริษัทเลือกใช้การตลาดผ่านดนตรีผ่านแคมเปญ “ซิ่งศศิ” (Singsasi) โดยรวบรวมพรีเซนเตอร์รวม 9 คน จาก 3 กลุ่ม ได้แก่ เก้า สุภัสสรา วง PROXIE และ เก่ง-น้ำปิง เพื่อสร้างการรับรู้แบรนด์และขยายฐานผู้บริโภครุ่นใหม่
แม้งบประมาณการตลาดในปีนี้จะอยู่ในระดับใกล้เคียงกับปีก่อน แต่บริษัทเลือกใช้งบประมาณผ่านแคมเปญขนาดใหญ่ เพื่อสร้างผลกระทบต่อผู้บริโภคและเพิ่มประสิทธิภาพในการสื่อสารแบรนด์มากขึ้น
นอกจากการสร้างแบรนด์แล้ว ศศิยังเตรียมขยายพอร์ตสินค้าในกลุ่ม Base Makeup ทั้งรองพื้นและแป้งมากขึ้น เนื่องจากเป็นตลาดที่มีมูลค่าสูงและมีศักยภาพการเติบโตมากกว่ากลุ่มเครื่องสำอางสี
บริษัทมองว่าการเพิ่มสัดส่วนสินค้าในกลุ่มดังกล่าวจะช่วยสร้างรายได้เพิ่มเติมและเสริมศักยภาพการแข่งขันของแบรนด์ในตลาดความงามที่มีการแข่งขันสูง
ปักธงอาเซียน อาศัยแรงหนุน T-Beauty
สำหรับแผนการขยายตลาดต่างประเทศ ปัจจุบันศศิมีการจำหน่ายสินค้าแล้วใน 4-5 ประเทศ โดยฟิลิปปินส์ถือเป็นตลาดที่มีอัตราการเติบโตสูงสุด เนื่องจากมีสภาพอากาศและลักษณะผิวของผู้บริโภคใกล้เคียงกับประเทศไทย
นายรวิศ กล่าวว่า เป้าหมายต่อจากนี้คือการผลักดันศศิให้ก้าวสู่การเป็นแบรนด์ระดับภูมิภาคในอาเซียน โดยอาศัยกระแส T-Beauty ที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงความเชื่อมั่นของผู้บริโภคต่างชาติที่มีต่อสินค้า “Made in Thailand” ทั้งในด้านคุณภาพ มาตรฐานการผลิต และระดับราคาที่สามารถแข่งขันได้
“ประเทศไทยมีศักยภาพในการพัฒนาแบรนด์ความงามสู่ตลาดต่างประเทศมากขึ้น และเราเชื่อว่าจุดแข็งด้านคุณภาพสินค้า ประกอบกับราคาที่เข้าถึงได้ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยผลักดันการเติบโตของแบรนด์ไทยในตลาดภูมิภาค”
ทั้งนี้บริษัทยังคงเดินหน้าสร้างการเติบโตผ่านการพัฒนาสินค้าใหม่ การรักษาจุดแข็งด้านความคุ้มค่า และการขยายตลาดต่างประเทศ เพื่อสร้างฐานรายได้ใหม่และลดการพึ่งพาตลาดภายในประเทศในระยะยาว ท่ามกลางความท้าทายจากภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่







