
CPAXT เปิดผลประกอบการ 1/69 กำไรแตะ 2.79 พันล้าน ลุยเปิดสาขาใหม่ รุกอาเซียน
CPAXT เดินเกมรุกค้าปลีก-ค้าส่งเต็มสูบ หลังรายได้รวมโตแตะ 1.36 แสนล้านบาท เตรียมเปิด Lotus’s Go Fresh 120 สาขา และเร่งลงทุนมาเลเซีย-ฟิลิปปินส์
KEY
POINTS
- CPAXT ประกาศผลประกอบการไตรมาส 1/69 มีกำไรสุทธิ 2,793 ล้านบาท เติบโต 5.7% จากการควบคุมต้นทุนและยอดขาย Omni Channel ที่เพิ่มขึ้น
- เดินหน้าลงทุนขยายสาขาใหม่ทั้งในและต่างประเทศ โดยมีแผนเปิดแม็คโครในไทยและฟิลิปปินส์ และโลตัสในไทยและมาเลเซีย
- รุกตลาดอาเซียนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะมาเลเซียที่มีแผนเปิดสาขาโลตัสเพิ่มและเข้าซื้อกิจการซูเปอร์มาร์เก็ตพรีเมียม The Food Purveyor (TFP)
CPAXT เปิดผลประกอบการไตรมาส 1/69 มีกำไรสุทธิ 2,793 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.7% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ยังชะลอตัว โดยได้แรงหนุนจากการควบคุมต้นทุน การลดภาระดอกเบี้ย และการเติบโตของธุรกิจ Omni Channel พร้อมเดินหน้าลงทุนขยายสาขาในไทย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ รวมถึงเร่งพัฒนา Community Hub และธุรกิจค้าปลีกพรีเมียมในภูมิภาคอาเซียน เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตระยะยาว
รายได้รวม 1.36 แสนล้าน EBITDA แตะ 9.1 พันล้าน
บริษัทมีรายได้รวม 136,050 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.7% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ขณะที่ EBITDA อยู่ที่ 9,110 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.7% และกำไรขั้นต้น (Gross Profit) อยู่ที่ 18,381 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.6%
ส่วนอัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin) อยู่ที่ 2.1% เพิ่มขึ้นจาก 2.0% ในปีก่อน สะท้อนประสิทธิภาพในการบริหารต้นทุนและค่าใช้จ่ายทางการเงิน โดยปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากการควบคุมต้นทุนการดำเนินงาน การลดลงของต้นทุนทางการเงิน การรับรู้ผลประกอบการของ Lucky Frozen และกำไรจากการ Mark to Market สัญญาซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า
อย่างไรก็ตาม อัตรากำไรขั้นต้น (GP Margin) ลดลง 40 basis points มาอยู่ที่ 14.1% จากสัดส่วนยอดขายสินค้ากลุ่มโภคภัณฑ์ที่มีมาร์จิ้นต่ำเพิ่มขึ้น การเร่งระบายสินค้าคงคลังค้างนานในธุรกิจค้าส่ง และการรับรู้สินค้าสูญหาย (Shrinkage) ในธุรกิจค้าปลีกจากเหตุการณ์ IT Disruption เมื่อปลายปีก่อน
เร่งลงทุน “ไทย-มาเลเซีย-ฟิลิปปินส์”
สำหรับแผนลงทุนปี 2569 บริษัทเตรียมเปิดสาขาค้าส่ง “แม็คโคร” เพิ่ม 2 สาขาในไทย และอีก 2 สาขาในฟิลิปปินส์ ขณะที่ธุรกิจค้าปลีก “โลตัส” เตรียมเปิดสาขาขนาดใหญ่ 2 แห่งในไทย พร้อมขยาย Lotus’s Go Fresh อีก 120 สาขา และซูเปอร์มาร์เก็ตเพิ่มเติมอีก 6-8 แห่ง ทั้งในไทยและมาเลเซีย
นอกจากนี้ บริษัทยังเดินหน้ารุกตลาดมาเลเซียเต็มรูปแบบ ผ่านแผนเปิดสาขาโลตัส มาเลเซีย เพิ่มเป็น 4 สาขาในปีนี้ พร้อมเข้าทำสัญญาซื้อกิจการ The Food Purveyor (TFP) เพื่อก้าวขึ้นเป็นผู้เล่นอันดับ 2 ในตลาดพรีเมียมซูเปอร์มาร์เก็ตของมาเลเซีย โดยคาดว่าธุรกรรมจะแล้วเสร็จภายในไตรมาส 4 ปีนี้
พร้อมกันนี้ ยังเดินหน้าพัฒนาโครงการ “Happy Mall” ผ่านการ Refresh และ Renovate ศูนย์การค้าให้เป็น Community Hub โดยมี Pipeline อย่างน้อย 40 สาขา รวมถึงโครงการ The Happitat (Wonder Wide) ที่เตรียมเปิดให้บริการส่วนที่เหลือภายในไตรมาส 3 ปีนี้
ยอดขายรวมโต รับแรงหนุน Omni Channel
ยอดขายรวมเติบโต 4.8% จากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยธุรกิจค้าส่งเติบโต 5.9% จากการขยายตัวของแม็คโครประเทศไทย ธุรกิจ Food Service APME และ Lucky Frozen ส่วนธุรกิจค้าปลีกเติบโต 4.3% ด้านยอดขายสาขาเดิม (SSSG) ธุรกิจค้าส่งยังเติบโต 0.6% แม้กำลังซื้อยังเปราะบาง ส่วนธุรกิจค้าปลีกทรงตัวจากฐานสูงของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในปีก่อน
อีกแรงหนุนสำคัญมาจากผลการดำเนินงานของโลตัส มาเลเซีย ที่เติบโตดีจากมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายและเทศกาลฮารีรายอขณะที่ธุรกิจ Omni Channel มียอดขายเติบโต 13.4% คิดเป็นมูลค่าราว 29,000 ล้านบาท หรือประมาณ 22% ของยอดขายรวม โดยยอดขายผ่านแอปพลิเคชันของแม็คโครและโลตัสเติบโตถึง 28% ปัจจุบันบริษัทได้รับการจัดอันดับจาก Euromonitor ให้เป็น Grocery E-commerce Platform อันดับ 1 ของไทยต่อเนื่องเป็นปีที่ 2
ฐานะการเงินแข็งแกร่ง ชู Net Gearing ต่ำ
ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569 บริษัทมีสินทรัพย์รวม 571,543 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อยจากการลดลงของสินค้าคงเหลือหลังเทศกาล รวมถึงการใช้เงินลงทุนในสาขาใหม่และชำระคืนเงินกู้ ขณะที่หนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยอยู่ที่ 112,158 ล้านบาท โดยมี IBD to Equity อยู่ที่ 0.37 เท่า และ Net IBD to Equity อยู่ที่ 0.33 เท่า สะท้อนฐานะทางการเงินที่ยังแข็งแกร่งและรองรับแผนลงทุนระยะยาวได้
ชู 4 กลยุทธ์หลัก ขับเคลื่อนธุรกิจ บริษัทวางกลยุทธ์หลัก 4 ด้าน ได้แก่ การฟื้นฟูคุณภาพอัตรากำไร การต่อยอด Omni Channel การกระจายแหล่งเติบโตไปยังมาเลเซียและฟิลิปปินส์ และการลงทุนอย่างพิถีพิถันเพื่อสร้างผลตอบแทนที่เหมาะสมด้านการบริหารต้นทุน บริษัทติดตั้ง Solar Rooftop แล้วกว่า 88% ของสาขาทั้งหมด และใช้รถขนส่งไฟฟ้า (EV) ประมาณ 10%
ขณะเดียวกัน บริษัทเตรียมความพร้อมรองรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐ อาทิ Digital Wallet และคนละครึ่ง เพื่อสนับสนุนยอดขายและเพิ่มทราฟฟิกในสาขา โดยแนวโน้มไตรมาส 2 บริษัทระบุว่า SSSG เดือนเมษายนยังทรงตัว แต่ธุรกิจค้าส่งยังเติบโตได้ดี โดยเฉพาะกลุ่มโชห่วยและ Omni Channel ขณะที่ทั้งปีตั้งเป้ารายได้เติบโตระดับ Low to Mid Single Digit.






