ชำแหละอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทย 1.44 ล้านล้านบาท จุดแข็ง–จุดเสี่ยงในปี 2569

12 ม.ค. 2569 | 18:30 น.

จากทุนวัฒนธรรมสู่ทรัพย์สินทางปัญญา CEA ชี้ทางรอดเศรษฐกิจไทยในยุค AI วางทิศทางเศรษฐกิจสร้างสรรค์ปี 2569 ดันฐาน IP รับคลื่น AI ดันสร้างแรงงานในตลาดเพิ่ม 3 แสนคน

KEY

POINTS

  • อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทยมีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงถึง 1.44 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 8.01% ของ GDP ประเทศ และกำลังกลายเป็นฐานเศรษฐกิจใหม่ที่สำคัญ
  • จุดแข็งของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทยมาจาก 3 กลุ่มหลักที่สร้างมูลค่าสูงสุด ได้แก่ อุตสาหกรรมแฟชั่น, โฆษณา และการออกแบบ
  • ในปี 2569 อุตสาหกรรมต้องเผชิญความเสี่ยงจาก 6 เทรนด์สำคัญ เช่น การเร่งตัวของเทคโนโลยีและ AI, อำนาจของแพลตฟอร์มดิจิทัล และการแข่งขันด้านทรัพย์สินทางปัญญา (IP)
  • CEA วางยุทธศาสตร์รับมือความท้าทาย โดยมุ่งเน้นการเปลี่ยนทุนวัฒนธรรมไปสู่เศรษฐกิจฐานทรัพย์สินทางปัญญา (IP) ผ่านการพัฒนาคน เมือง และสร้างแพลตฟอร์มเพื่อการค้า

เศรษฐกิจสร้างสรรค์กำลังถูกพูดถึงมากขึ้น ไม่ใช่ในฐานะ “งานศิลปะ” หรือ “อุตสาหกรรมทางเลือก” แต่ในฐานะหนึ่งในกลไกหลักที่กำลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างจริงจัง โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจโลกผันผวนและอุตสาหกรรมดั้งเดิมเผชิญแรงกดดันรอบด้าน

ดร.ชาคริต พิชยางกูร ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (CEA) เปิดภาพรวมในงาน Creative Economy Strategic Direction 2026 ว่า ปัจจุบันอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทยมีมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ (GVA) สูงถึง 1.44 ล้านล้านบาท คิดเป็น 8.01% ของ GDP สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลก และยังเป็นภาคเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวได้เร็วกว่าเศรษฐกิจภาพรวมเมื่อเกิดวิกฤต

ไม่เพียงเท่านั้น เศรษฐกิจสร้างสรรค์ยังสร้างมูลค่าการส่งออกกว่า 3.78 แสนล้านบาท และมีผู้ประกอบอาชีพนักสร้างสรรค์เกือบ 1 ล้านคน ในระบบเศรษฐกิจไทย ซึ่งสะท้อนชัดว่า นี่ไม่ใช่อุตสาหกรรมเสริมอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็น “ฐานเศรษฐกิจใหม่” ที่ประเทศต้องให้ความสำคัญ

เมื่อมองไปในระดับโลก ภาพยิ่งชัดขึ้น เศรษฐกิจสร้างสรรค์ทั่วโลกมีมูลค่าสูงถึง 71.9 ล้านล้านบาท และสร้างการจ้างงานมากกว่า 50 ล้านตำแหน่ง โดยที่น่าสนใจคือ มูลค่าการส่งออกจากภาคบริการในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์สูงกว่าสินค้าถึง 34% สะท้อนว่า “ไอเดีย ความคิดสร้างสรรค์ และบริการ” กำลังเป็นสินค้าหลักของโลกยุคใหม่

ดร.ชาคริต พิชยางกูร ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (CEA)

แฟชั่น–โฆษณา–ออกแบบ 3 เสาหลักอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทย

สำหรับโครงสร้างอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของไทย CEA ระบุว่า กลุ่มที่สร้างมูลค่าสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ อุตสาหกรรมแฟชั่น อุตสาหกรรมโฆษณา และอุตสาหกรรมออกแบบ ซึ่งไม่ได้เติบโตแบบโดดเดี่ยว แต่เข้าไปเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าและบริการในภาคเศรษฐกิจอื่น ๆ

ขณะที่อุตสาหกรรมคอนเทนต์ เช่น ภาพยนตร์ ซีรีส์ เพลง หรือแอนิเมชัน แม้จะยังไม่ติดอันดับต้น ๆ ในเชิงมูลค่าตรง แต่กลับเป็นกลุ่มที่มี “ตัวคูณทางเศรษฐกิจ” สูงที่สุด เพราะสามารถต่อยอดไปสู่การท่องเที่ยว การบริโภคสินค้า และการสร้างภาพลักษณ์ประเทศในระยะยาว

CEA ระบุว่า อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ที่สร้างมูลค่าสูงสุดของไทย 3 อันดับแรก ได้แก่

  • อุตสาหกรรมแฟชั่น ครอบคลุมเครื่องนุ่งห่ม เครื่องหนัง และอัญมณี มูลค่า 236,272 ล้านบาท
  • อุตสาหกรรมโฆษณา ที่สร้างเม็ดเงินจากการซื้อสื่อและการผลิตคอนเทนต์ 214,972 ล้านบาท
  • อุตสาหกรรมออกแบบ ซึ่งเป็นกลไกเพิ่มมูลค่าให้สินค้าและบริการในทุกภาคส่วน 87,312 ล้านบาท

 

6 เทรนด์เขย่าเศรษฐกิจสร้างสรรค์ปี 2569

อย่างไรก็ตาม เส้นทางข้างหน้าของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทยไม่ได้ราบเรียบทั้งหมด ดร.ชาคริต ชี้ว่า มีอย่างน้อย 6 เทรนด์ใหญ่ ที่กำลังเปลี่ยนกติกาเกม ได้แก่ การเร่งตัวของเทคโนโลยีและ AI อำนาจของแพลตฟอร์มดิจิทัล การเติบโตของเศรษฐกิจครีเอเตอร์ พลังของวัฒนธรรมท้องถิ่น พฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ และการแข่งขันด้านทรัพย์สินทางปัญญา (IP)

“AI ไม่ได้มาแทนคน แต่คนที่ใช้ AI เป็น จะสร้างมูลค่าได้มากกว่า”

ดร.ชาคริต ระบุ พร้อมชี้ว่า หากนักสร้างสรรค์และผู้ประกอบการไทยไม่ปรับตัว ก็มีความเสี่ยงจะถูกทิ้งไว้ข้างหลังในตลาดโลกที่ขับเคลื่อนด้วยแพลตฟอร์มและคอนเทนต์ไร้พรมแดน

จากบริบทดังกล่าว CEA จึงวางยุทธศาสตร์ปี 2569 ภายใต้แนวคิด การเปลี่ยนทุนวัฒนธรรมไปสู่เศรษฐกิจฐาน IP ผ่าน 4 กลยุทธ์หลัก ตั้งแต่การพัฒนาคนด้วยข้อมูลและ AI การยกระดับเมืองสร้างสรรค์ในภูมิภาค การบ่มเพาะผลงานให้กลายเป็นทรัพย์สินทางปัญญา ไปจนถึงการสร้างแพลตฟอร์มที่ช่วยให้ “ขายงานได้จริง”

CEA ประเมินว่า อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทยกำลังเผชิญ 6 การเปลี่ยนแปลงสำคัญ ได้แก่

  • Tech & AI Acceleration AI เพิ่มผลิตภาพ แต่หากไม่ปรับตัวอาจตกขบวน
  • Platform Power แพลตฟอร์มดิจิทัลและ OTT เปิดโอกาสไร้พรมแดน
  • Creator Economy เศรษฐกิจครีเอเตอร์ไทยพุ่งแตะ 4.5 หมื่นล้านบาท
  • Regional Rising พลังท้องถิ่นและวัฒนธรรมภูมิภาคเติบโตแซงเมืองหลวง
  • New Consumerism ผู้บริโภคยุคใหม่ยอมจ่ายเพื่อประสบการณ์และดิจิทัลไลฟ์สไตล์
  • High-Value IP การสร้างและปกป้องทรัพย์สินทางปัญญาที่เลียนแบบยาก

4 ยุทธศาสตร์หลัก ปั้นเศรษฐกิจฐาน IP

เพื่อตอบโจทย์บริบทใหม่ CEA วาง 4 ยุทธศาสตร์หลักในปี 2569 ได้แก่

  • Maximize Creative Intelligence with Data and AI พัฒนาคนด้วยข้อมูลและ AI เตรียมเปิด TCDC เพิ่มอีก 10 แห่งทั่วประเทศ และร่วมมือกับ WIPO พัฒนาโมเดลข้อมูลเศรษฐกิจสร้างสรรค์
  • Elevate Regional Creative Cities ยกระดับเมืองสร้างสรรค์ผ่าน City Branding 7 เมือง และจัด Design Week 4 ภูมิภาค สร้างรายได้ไม่น้อยกว่า 5,000 ล้านบาทต่อปี
  • Leverage Assets for Creative IP บ่มเพาะ IP ผ่าน Content Lab, Music Lab และส่งนักโฆษณาไทยสู่เวทีโลก เช่น Cannes Lions
  • Platforms for Monetization สร้างเวทีซื้อขายจริง อาทิ Thailand Content IPX, Music Exchange และงานนานาชาติด้านคอนเทนต์

ตั้งเป้า New IP 350 ราย ดันรายได้ครีเอเตอร์โต 30%

CEA ตั้งเป้าในปี 2569 จะสร้าง New IP มากกว่า 350 รายการ เพิ่มจำนวนนักสร้างสรรค์และผู้ประกอบการอีก 3 แสนราย ผลักดันรายได้เฉลี่ยเติบโตมากกว่า 30% และขยายมูลค่าเศรษฐกิจสร้างสรรค์เติบโต 5% ต่อปี

ดร.ชาคริต สรุปว่า เศรษฐกิจสร้างสรรค์เปรียบเสมือนการ “แปรรูปทุนวัฒนธรรม” หากขายวัตถุดิบย่อมได้มูลค่าจำกัด แต่เมื่อผ่านการออกแบบ เทคโนโลยี และการสร้างแบรนด์จนกลายเป็น Creative IP จะสามารถสร้างมูลค่าสูงและแข่งขันได้บนเวทีโลก พร้อมก้าวขึ้นเป็นฟันเฟืองหลักของเศรษฐกิจไทยในอนาคต