thansettakij
thansettakij
ตลาดน้ำปลาหมื่นล้าน ปรับแผนรับคนรุ่นใหม่ – ส่งออกทรุด

ตลาดน้ำปลาหมื่นล้าน ปรับแผนรับคนรุ่นใหม่ – ส่งออกทรุด

07 ก.ย. 68 | 22:05 น.

ชี้เทรนด์ตลาดน้ำปลาหมื่นล้าน ปรับแผนรับโครงสร้างสังคมไทย พฤติกรรมคนรุ่นใหม่เปลี่ยน หันเลือกซื้อผ่านโมเดิร์นเทรด-ออนไลน์เพิ่ม ขณะที่ร้านโชห่วยยอดวูบ 3% เผยพิษภาษีสหรัฐฯ ฉุดยอดส่งออกทรุด ผู้เล่นรายใหญ่เร่งปรับกลยุทธ์รับมือการแข่งขัน

KEY

POINTS

  • ตลาดน้ำปลาในประเทศชะลอตัวลง เนื่องจากพฤติกรรมผู้บริโภครุ่นใหม่มีทางเลือกเครื่องปรุงอื่นและหันไปซื้อผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น
  • มูลค่าการส่งออกในช่วงครึ่งปีแรกลดลง 1.3% โดยได้รับผลกระทบจากมาตรการทางการค้าและภาษีนำเข้าของประเทศคู่ค้า
  • ผู้ผลิตเผชิญความท้าทายจากไลฟ์สไตล์คนเมืองที่ทำอาหารน้อยลง ไม่นิยมรสเค็มจัด และขนาดครัวเรือนที่เล็กลง
  • แบรนด์ต่างๆ ปรับตัวโดยการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ เช่น น้ำปลาผง เพื่อตอบสนองความต้องการและสร้างความแตกต่างในตลาด

อัตราการบริโภคน้ำปลาของคนไทยที่เฉลี่ยราว 15 มิลลิลิตรต่อคนต่อวัน หรือราว 5–6 ลิตรต่อคนต่อปี ถือเป็นตัวเลขที่ค่อนข้างสูง โดยการบริโภคสูงสุดคือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือหรืออีสาน ซึ่งมีการใช้ปรุงอาหารอย่างต่อเนื่องและแพร่หลาย ตามมาด้วยภาคกลาง ที่ใช้น้ำปลาเป็นวัตถุดิบหลัก ทำให้มองเห็นถึงศักยภาพและโอกาสในการเติบโตของตลาดน้ำปลาที่มีมูลค่ากว่า 1 หมื่นล้านบาทได้เป็นอย่างดี

 อย่างไรก็ตาม แม้ตลาดในประเทศยังคงมีมูลค่าสูงแต่ทิศทางการเติบโตเริ่มชะลอตัวลง โดยในช่วงครึ่งแรกของปีที่ผ่านมาพบว่ามีการเติบโตราว 5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ถือว่าเป็นอัตราที่ลดลงจากอดีต ปัจจัยสำคัญมาจากการที่ผู้บริโภคมีทางเลือกมากขึ้น โดยกลุ่มซอสและเครื่องปรุงชนิดอื่นเข้ามามีบทบาท ทั้งซอสถั่วเหลือง น้ำจิ้มปรุงสำเร็จ หรือซอสพิเศษที่ตอบโจทย์รสนิยมและไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่

 ขณะเดียวกันช่องทางการจำหน่ายก็มีความเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน โดยยอดขายผ่านโมเดิร์นเทรดขยายตัวสูงถึง 11% และใน 6 เดือนแรกของปีมีการเติบโตมากกว่า 27% ส่วนช่องทางออนไลน์ก็มีการเติบโตแบบก้าวกระโดด ขยายตัวมากกว่า 30% ผ่านแพลตฟอร์มอย่าง TikTok, Shopee, Lazada และ Facebook ตอกย้ำว่าผู้บริโภครุ่นใหม่หันมาเลือกซื้อสินค้าผ่านโลกดิจิทัลมากขึ้น ในขณะที่ร้านค้าดั้งเดิมหรือโชห่วยกลับมียอดขายหดตัวลงถึง 3% และมีแนวโน้มชะลอตัวต่อไปเรื่อย ๆ

ตลาดน้ำปลาหมื่นล้าน ปรับแผนรับคนรุ่นใหม่ – ส่งออกทรุด

 หากมองไปที่ตลาดต่างประเทศ ประเทศไทยยังคงรักษาสถานะการเป็นผู้ส่งออกน้ำปลาที่มีความสำคัญในตลาดโลก โดยข้อมูลจากกรมศุลกากรระบุว่าในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 มูลค่าการส่งออกลดลง 1.3% ชะลอตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยสหรัฐอเมริกายังคงป็นตลาดส่งออกอันดับหนึ่งของไทย มีอัตราการเติบโตถึง 7.8% รองลงมาคือ สปป.ลาว ที่ขยายตัว 23.6% ตามด้วย ญี่ปุ่น ซึ่งเติบโต 22.7% อย่างไรก็ดี การเติบโตกลับชะลอตัวเนื่องจากมาตรการทางการค้าของประเทศคู่ค้า เช่น ภาษีนำเข้าของสหรัฐอเมริกาที่ส่งผลต่อผู้ส่งออก

นอกจากนี้ความท้าทายของตลาดน้ำปลาไทยคือ พฤติกรรมของผู้บริโภครุ่นใหม่ซึ่งมักไม่ชอบอาหารที่มีกลิ่นแรงหรือรสเค็มจัด ประกอบกับวิถีชีวิตคนเมืองที่อาศัยอยู่ตามคอนโดหรือหอพักซึ่งทำอาหารน้อยลง ทำให้ความต้องการซื้อน้ำปลาลดลง หรือเปลี่ยนไปเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ปรุงรสที่สะดวกมากกว่า ประการที่สองคือภาวะเศรษฐกิจ เพราะหากเศรษฐกิจอยู่ในช่วงขาขึ้น ผู้บริโภคก็พร้อมจะเลือกซื้อน้ำปลาพรีเมียมในราคาสูงขึ้น แต่หากเศรษฐกิจไม่ดี ความต้องการก็จะหันไปหาน้ำปลาที่มีราคาถูกลงแทน และประการสุดท้ายคือโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนไป อัตราการเกิดในไทยลดลงอย่างต่อเนื่อง จำนวนครัวเรือนเล็กลง ส่งผลให้ปริมาณการซื้อน้ำปลาต่อครัวเรือนลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

 ขณะที่การแข่งขันในตลาดน้ำปลายังคงร้อนแรง โดยมีผู้เล่นหลักหลายรายที่ครองส่วนแบ่งตลาดชัดเจน ผู้นำตลาดคือแบรนด์ทิพรสที่ครองส่วนแบ่งถึง 40% ตามมาด้วยตราปลาหมึก 18% เมกาเชฟ 17% หอยนางรม 5% และแบรนด์อื่น ๆ รวมกันอีก 20% การแข่งขันในตลาดไม่ได้จำกัดอยู่เพียงราคา แต่ยังรวมถึงการสร้างความแตกต่างด้วยนวัตกรรมและภาพลักษณ์แบรนด์ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภครุ่นใหม่

 นายพันธ์ชนะ รัตนประสิทธิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท น้ำปลาพิไชย จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายน้ำปลาแท้ตราหอยนางรม กล่าวว่า แม้ในช่วงครึ่งแรกของปี การส่งออกจะได้รับผลกระทบจากนโยบายภาษีนำเข้าใหม่ของสหรัฐฯ ทำให้ยอดขายต่างประเทศชะลอตัว แต่ปัจจุบันการสั่งซื้อกลับสู่ภาวะปกติแล้ว โดยพบว่า บริษัทสามารถสร้างการเติบโตในทุกเซ็กเมนต์ โดยเฉพาะกลุ่มพรีเมียมที่มียอดขายเพิ่มขึ้น 30% ขณะที่กลุ่มสแตนดาร์ดเติบโต 14% และกลุ่มอีโคโนมีที่แม้จะยังเป็นตลาดเล็ก แต่ก็ขยายตัวมากถึง 160% ส่งผลให้บริษัทมีรายได้รวม 650 ล้านบาทในปีที่ผ่านมา และตั้งเป้าที่จะเติบโต 20% ในปีนี้

 นอกจากนั้นบริษัทยังมีแผนพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ต่อยอดจากน้ำปลาผง เช่น น้ำปลาพริกผงหรือน้ำปลากลิ่นพิเศษ เพื่อสร้างความหลากหลายและตอบสนองความต้องการของผู้บริโภครุ่นใหม่ โดยมีเป้าหมายที่จะสร้างรายได้แตะ 1,000 ล้านบาท ภายในปี 2570

 

หน้า 16 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,129 วันที่ 7 - 10 กันยายน พ.ศ. 2568