
เดอะ คอฟฟี่ คลับ บุกจุฬาฯ ปักหมุดสาขา Green Store
"เดอะ คอฟฟี่ คลับ" ปักหมุดสาขาใหม่ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชูคอนเซปท์ Gereen Store เจาะบุคลากรทางการแพทย์ นักศึกษา
นางนงชนก สถานานนท์ ผู้จัดการทั่วไป เดอะ คอฟฟี่ คลับ ภายใต้การดำเนินงานของบริษัท เอ็มเอฟ คาเฟ่ แอนด์ เรสเตอรองต์ จำกัด กล่าวว่า บริษัทลงทุน 6 ล้านบาท เปิดร้าน “เดอะ คอฟฟี่ คลับ สาขา MDCU” เป็นสาขาที่อยู่ในอาคารหอสมุด คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บนพื้นที่ 140 ตารางเมตร จำนวน 60 ที่นั่ง
โดยเป็นร้านกาแฟแบบ Grab & Go เปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง ตั้งแต่วันที่ 13 ธันวาคมที่ผ่านมา และจะเป็นต้นแบบสำหรับร้านเดอะ คอฟฟี่ คลับ ที่จะเปิดในโรงพยาบาลของรัฐในอนาคตซึ่งเป็นสาขาที่ 42 ของ เดอะ คอฟฟี่ คลับ
เดอะ คอฟฟี่ คลับ MDCU นี้ได้รับแรงบันดาลใจจากแนวคิด “Green Concept” ออกแบบอย่างใส่ใจสิ่งแวดล้อม โดยใช้วัสดุรีไซเคิลและอัพไซเคิลในการตกแต่งร้าน เช่น โต๊ะและที่นั่งภายในร้านที่ทำจากพลาสติกรีไซเคิลจากโรงงานอุตสาหกรรม หรือ ฟอยล์จากบรรจุภัณฑ์เครื่องดื่มที่ผ่านการใช้งาน รวมถึง ฝุ่นไม้เหลือทิ้งจากโรงงานเฟอร์นิเจอร์ เป็นต้น
เพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มลูกค้าในโรงพยาบาล เดอะ คอฟฟี่ คลับ MDCU ได้ออกเมนูเครื่องดื่มหลากหลายกว่า 40 รายการ พร้อมทั้งขนมหวานและเมนูเพื่อสุขภาพอีกกว่า 30 รายการ ในราคาที่จับต้องได้ เมนูเครื่องดื่มเริ่มต้น 48 บาท สำหรับบุคลากรทางการแพทย์ เพื่อเป็นสวัสดิการของบุคลากรทางการแพทย์โดยเฉพาะ
ส่วนลูกค้าทั่วไป เริ่มต้นที่ 60 บาท กลยุทธ์นี้มุ่งเน้นไปที่การตอบสนองความต้องการของกลุ่มเป้าหมายในโรงพยาบาล ไม่ว่าจะเป็นนักศึกษาแพทย์ บุคลากรทางการแพทย์ หรือผู้ที่มาเยี่ยมผู้ป่วย ที่ต้องการอาหารและเครื่องดื่มที่มีคุณภาพ รวดเร็ว สะดวกสบาย ซึ่งสาขา MDCU เป็นสาขาเดียวที่ทำราคานี้และถูกกว่าสาขาอื่น 20-50%
โดยสาขา MDCU มีลูกค้าเข้ามาใช้บริการเฉลี่ยวันละ 400-500 คน โดยแบ่งเป็นกลุ่มแพทย์และนิสิตแพทย์ 30%, กลุ่มเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ 30% และกลุ่มบุคคลทั่วไปอีก 40% ของจำนวนลูกค้าทั้งหมด
แผนธุรกิจในปีหน้าบริษัทมีแผนขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง โดยจะเปิดสาขาใหม่ 4-5 สาขาในเมืองท่องเที่ยวหลักอย่างกรุงเทพฯ ภูเก็ต และพัทยา แต่ละสาขาต้องใช้งบราว 7-8 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังมีแผนปรับปรุงสาขาเดิมอีก 5 แห่ง ด้วยงบสาขาละ 4-5 ล้านบาท เพื่อยกระดับบริการให้ดียิ่งขึ้น และยังมีแผนขยายตลาดสู่ต่างประเทศ โดยเริ่มจากการเปิดสาขาที่เวียงจันทน์ อีกทั้งตั้งเป้าหมายการเติบโตของธุรกิจไว้ที่ 10%
ขณะที่ภาพรวมปีนี้มีผลประกอบการที่ดี โดยเฉพาะในไตรมาส 1 และ 2 แต่ไตรมาส 3 มีผลประกอบการลดลง เนื่องจากเป็นช่วงโลว์ซีซัน ทำให้นักท่องเที่ยวน้อยลง อย่างไรก็ตาม ไตรมาส 4 กลับมาดีขึ้น เนื่องจากเป็นช่วงเทศกาลและนักท่องเที่ยวเริ่มกลับมา
นางนงชนก กล่าวต่อว่า กำไรของบริษัทในปีนี้เติบโตขึ้นอย่างมากถึง 20 เท่า เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว โดยมีปัจจัยสำคัญมาปรับโครงสร้างธุรกิจโดยการปิดสาขาที่ไม่ทำกำไรและการลดต้นทุนต่างๆ เพื่อช่วยให้บริษัทสามารถเพิ่มกำไรได้
ในปีนี้และปีหน้าเราต้องเผชิญกับปัญหาต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น โดยเฉพาะนมและกาแฟ ได้ส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตของเราอย่างมาก ทำให้เราจำเป็นต้องปรับราคาสินค้าขึ้นในช่วงที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม เราตระหนักดีถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับผู้บริโภค จึงพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะควบคุมราคาไม่ให้สูงขึ้นไปอีก เพื่อแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายให้กับผู้บริโภค






