
“จิราพร” เผยยอดผู้ร้องทุกข์ The icon group จำนวน 504 ราย ความเสียหาย 118 ล้านบาท
“จิราพร สินธุไพร" เผยยอดผู้ร้องทุกข์ The icon group จำนวน 504 ราย เตรียมหารือ DSI เป็นคดีพิเศษ มองดาราชี้แจงพูดตามสคริปต์เป็นสิทธิ์ แต่ต้องเข้าสู่กระบวนการ สั่ง สคบ. ทบทวนกฎหมายล้าหลังทำงานเชิงรุก
นางสาวจิราพร สินธุไพร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงความคืบหน้าการตรวจสอบ บริษัท The icon group ธุรกิจออนไลน์และผลิตภัณฑ์อาหารเสริมสุขภาพ ว่า ขณะนี้มียอดของผู้มาร้องทุกข์ 504 ราย ความเสียหาย 118 ล้านบาท ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการดำเนินคดี โดยทาง สคบ. ได้ร่วมสอบสวนด้วยสอบถามข้อเท็จจริงให้เร็วที่สุดในวันเสาร์-อาทิตย์ ไม่ได้หยุดทำงาน เมื่อวานนี้ได้สอบสวนถึง 5 ทุ่ม และ มีผู้เสียหายเข้ามาร้องทุกข์อย่างต่อเนื่องจนถึงเช้าวันนี้
ขณะนี้ DSI ได้เข้ามาร่วมทำคดีนี้อยู่แล้ว เพื่อร่วมกันตรวจสอบข้อมูล เมื่อมีผู้เสียหาย 300 คนขึ้นไปและมูลค่าความเสียหายเกิน 100 ล้านบาทก็เข้าเกณฑ์ที่จะเป็นคดีพิเศษ แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับ DSI จะพิจารณาว่าจะรับเป็นคดีพิเศษหรือไม่ ซึ่งขณะนี้ DSI ได้เข้ามาพูดคุยกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และ ตอนนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติก็ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งการรับเรื่องร้องทุกข์และสอบสวนข้อเท็จจริง
"ผู้เสียหายสามารถไปร้องทุกข์ที่สถานีตำรวจในพื้นที่ได้เลยไม่ต้องเดินทางมาที่กรุงเทพฯหรือโทร 1599 ตลอดจนยื่นร้องทุกข์ผ่านเว็บไซต์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ"
ส่วนที่ สคบ.ถูกพาดพิง เรื่องเทวดา สคบ.รับสินบน เรื่องนี้มีกรอบเวลาในการตรวจสอบหรือไม่ นางสาวจิราพร กล่าวว่า ตอนนี้อยู่ระหว่างประสานตัวแทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพราะอยากได้คนนอกเข้ามาร่วมสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงเพื่อให้เกิดความโปร่งใส คาดว่าจะสามารถแต่งตั้งคณะกรรมการชุดนี้ได้ในวันอังคารที่ 14 ตุลาคมนี้
กรณีที่ดารานักแสดงออกมาปฏิเสธว่าไม่ได้มีส่วนกับการบริหารธุรกิจ The iCon และ การโฆษณาก็เป็นการพูดตามสคริปต์ที่ทางบริษัทจัดให้เท่านั้น ส่งผลให้พ้นผิดได้หรือไม่ นางสาวจิราพร กล่าวว่า เป็นสิทธิ์ที่จะชี้แจงกับประชาชน แต่ทุกคนก็ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ซึ่งตำรวจอยู่ระหว่างการสอบสวนข้อเท็จจริง หากพบข้อหาที่ชัดเจนก็จะมีการขยายผล
นางสาวจิราพร กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ธุรกิจประเภทนี้มีความเสียหายมาแล้วในอดีต ซึ่งจะมีการอัพเกรดตามความเปลี่ยนแปลง หน่วยงานราชการเองก็ต้องมีการอัพเดทข้อมูลตลอดเวลา สคบ. ก็จะดำเนินงานในส่วนที่เกี่ยวข้องกับตัวเองเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชน และในระยะยาวก็จะต้องมาพูดคุยกันเพื่อทำงานอย่างบูรณาการ และต้องกลับไปดูกฎหมายต่างๆที่เกี่ยวข้องว่าล้าสมัยหรือไม่
“ได้หารือกับ สคบ. ว่าเรามีทั้งพ.ร.บ.ขายตรง ตลาดแบบตรง และ พ.ร.บ. คุ้มครองผู้บริโภค ถ้ามีการอนุญาตธุรกิจประเภทนี้จะต้องมีการมอนิเตอร์อยู่ตลอด เนื่องจากที่ผ่านมาเป็นลักษณะให้บริษัทเป็นผู้แจ้งงบการเงินเข้ามาทุกปี ไม่มีระบบเข้าไปตรวจในเชิงรุกจึงอยากเป็นประเด็นสำคัญที่อยากให้เข้าไปแก้ไขเพื่อให้การตรวจสอบมีประสิทธิภาพมากขึ้น” นางสาวจิราพร กล่าว






