
เบื้องลึก โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ 2567 หางบโปะแจกเงิน 10,000 บาท
ผ่าเบื้องลึก โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ปี 2567 ผ่านผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และคนพิการ กระทรวงการคลัง หางบโปะแจกเงินกลุ่มเปราะบาง 10,000 บาท ติดตามที่มาที่ไปของงบก้อนใหญ่ ก่อนเสนอครม.ไฟเขียว
โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ปี 2567 ผ่านผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และคนพิการ เหล้าเก่าในขวดใหม่ หลังรัฐบาลเปลี่ยนเงื่อนไขโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่าน Digital Wallet หรือ เงินดิจิทัลวอลเล็ต เพื่อนำเงินมาแจกให้กับกลุ่มเปราะบางก่อนคนละหมื่น โดยให้เหตุผลว่าเป็นความจำเป็นเร่งด่วนของรัฐบาล สอดคล้องกับเงินที่มีจัดเตรียมไว้รออยู่ก่อนที่จะสิ้นสุดปีงบประมาณ 2567 ในวันที่ 30 กันยายน นี้
โดย กระทรวงการคลัง ได้ปรับชื่อโครงการใหม่เป็น โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ปี 2567 พ่วงด้วยการรื้อเงื่อนไขใหม่นำมาเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 17 กันยายน 2567 ที่ผ่านมา พิจารณาเห็นชอบ พร้อมอนุมัติงบประมาณสำหรับการดำเนินโครงการ วงเงินไม่เกิน 145,552.40 ล้านบาท จาก 2 แหล่งเงินภายใต้งบประมาณ 2567 นั่นคือ
- งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 งบกลาง รายการค่าใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจ จำนวนไม่เกิน 122,000 ล้านบาท
- งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจ าเป็น วงเงินไม่เกิน 23,552.40 ล้านบาท
คลังแจ้งความจำเป็นด่วน
สำหรับที่มาที่ไปกว่าจะจัดสรรงบประมาณในปี 2567 ทั้งสองก้อน ลงมายังโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ปี 2567 จากการตรวจสอบข้อมูลพบว่ามีรายละเอียดเบื้องลึกที่น่าสนใจ ตั้งแต่จุดเริ่มต้นจนถึงการสรุปข้อมูลโครงการเสนอเข้ามายังครม. โดยไล่เรียงเรื่องราวได้ดังนี้
กระทรวงการคลัง ได้แจ้งถึงความจำเป็นในการจัดทำโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ปี 2567 ว่า จากรายงานผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ( GDP) รายไตรมาส ณ เดือนสิงหาคม 2567 ของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พบว่า ในช่วงครึ่งแรกของ ปี 2567 เศรษฐกิจขยายตัวได้ 1.9% ต่อปี และคาดว่าทั้งปี 2567 จะขยายตัวที่ 2.5% ต่อปี
โดยมีช่วงการคาดการณ์ที่ 2.3-2.8% ต่อปี ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำกว่าอัตราการขยายตัวเฉลี่ยในอดีต ต่ำกว่าอัตราการขยายตัวตามศักยภาพ (Potential Growth) และต่ำกว่าอัตราการขยายตัวของประเทศในภูมิภาค
อีกทั้งในปี 2567 เศรษฐกิจไทยยังเผชิญกับความท้าทายทั้งในและนอกประเทศ เช่น การหดตัวของผลผลิตภาคอุตสาหกรรมและผลผลิตภาคการเกษตรในช่วงครึ่งแรกของปี การหดตัวของการบริโภคสินค้าคงทนในช่วง 7 เดือนของปี ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ผู้ผลิตอุตสาหกรรม และวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ลดลงอย่างต่อเนื่อง
ขณะที่หนี้ภาคครัวเรือนและเอสเอ็มอีที่ยังอยู่ในระดับสูง และการฟื้นตัวช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้ของเศรษฐกิจโลก และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์โลกในหลายภูมิภาค ซึ่งปัจจัยทั้งหมดส่งผลทำให้ประชาชนผู้มีรายได้น้อยและกลุ่มเปราะบางที่มีกำลังซื้อที่อ่อนแอ ได้รับผลกระทบเป็นกลุ่มแรก ๆ
แนะแจกเงินกลุ่มเปราะบางเหมาะสุด
จากบริบทและความท้าทายทางเศรษฐกิจในมิติต่าง ๆ จึงจำเป็นที่จะต้องเร่งการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพิจารณาจัดสรรเงินเพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายของผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และคนพิการก่อนเป็นกลุ่มแรก เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของผู้มีรายได้น้อยและคนพิการซึ่งมีกำลังซื้ออ่อนแอให้ได้ทั่วถึง
ขณะเดียวกันการใช้จ่ายของกลุ่มเป้าหมายดังกล่าวยังจะช่วยเพิ่มกำลังซื้อและเพิ่มเม็ดเงินหมุนเวียน ในระบบเศรษฐกิจได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากเป็นกลุ่มเป้าหมายที่มีรายได้ต่ำกว่าประชาชนกลุ่มอื่น ทำให้มีความโน้มเอียงหน่วยสุดท้ายในการบริโภค (MPC) สูงกว่าประชาชนกลุ่มอื่น ซึ่งเอื้อให้เกิดการบริโภค การผลิต และการลงทุนเพิ่มขึ้นเป็นลูกโซ่ และส่งผลให้อัตราการขยายตัว ของเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นได้อย่างชัดเจนและเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจโดยรวมอย่างรวดเร็ว
กระทรวงการคลังมีความจำเป็นต้องขอรับการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.25657 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น สำหรับเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนิน โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ปี 2567 ผ่านผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและคนพิการ เพื่อเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วง ปลายปี 2567 ให้เป็นรูปธรรม
ชงบอร์ดประชารัฐฯ ไฟเขียว
ทั้งนี้ กระทรวงการคลัง ได้นำโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ปี 2567 เสนอให้คณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2567 รับทราบหลักการของโครงการซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพ และเพิ่มศักยภาพของผู้มีสิทธิตามโครงการลงทะเบียนฯ ปี 2567 ซึ่งรวมถึงผู้พิการที่ผ่านคุณสมบัติ ตามโครงการลงทะเบียนสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2565 ให้มีโอกาสเข้าถึงการใช้จ่ายที่จำเป็นในการยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
อีกทั้งการใช้จ่ายของกลุ่มผู้มีสิทธิฯ กว่า 13.5 ล้านคน ยังมีส่วนช่วยเพิ่มการบริโภคที่จะสร้างเม็ดเงินหมุนเวียน ในระบบและกระตุ้นเศรษฐกิจภาพรวมของประเทศในช่วงปลายปี 2567 อีกด้วย โดยเป็นการดำเนินการที่สอดคล้องกับการจัดประชารัฐสวัสดิการตามมาตรา 3 และมาตรา 8 (9) แห่งพระราชบัญญัติการจัดประชารัฐ สวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม พ.ศ.2562 ซึ่งเป็นการจัดประชารัฐสวัสดิการที่คณะรัฐมนตรีมอบหมาย
เปลี่ยนสาระสำคัญโครงการใหม่
อย่างไรก็ดี หากโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ปี 2567 ผ่านผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ปี 2567 ผ่านคนพิการ ที่กระทรวงการคลัง เสนอต่อคณะรัฐมนตรี มีการเปลี่ยนแปลงในหลักการหรือสาระสำคัญขอให้นำมารายงานให้คณะกรรมการฯ ทราบต่อไป
เมื่อครม.มีมติเห็นชอบการดำเนินโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ปี 2567 ผ่านผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เห็นชอบให้กองทุนฯ ดำเนินการขอรับจัดสรรงบประมาณรายจ่าย เพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567 งบกลาง รายการค่าใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ และสร้างความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจ จำนวนไม่เกิน 122,000 ล้านบาท ตามแนวทางที่สำนักงบประมาณ กำหนด
สำหรับใช้จ่ายในการให้ความช่วยเหลือผ่านการโอนเงินระบบพร้อมเพย์โดยใช้เลขบัตรประจำตัว ประชาชนของผู้มีสิทธิฯ หรือบัญชีเงินฝากธนาคารตามที่กลุ่มเป้าหมาย แจ้งความประสงค์ใน “หนังสือ ให้ความยินยอมโอนเงินสวัสดิการเข้าบัญชีร่วมกับบุคคลอื่นสำหรับผู้ได้รับสิทธิ์โครงการลงทะเบียน เพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ (เฉพาะกรณีผู้พิการ/ผู้ป่วยติดเตียง และ/หรือผู้สูงอายุที่มีอายุเกิน 60 ปีขึ้นไป ที่ไม่สามารถเปิดบัญชีหรือผูกพร้อมเพย์ได้)”
หรือ “หนังสือให้ความยินยอมโอนเงินสวัสดิการเข้าบัญชีบุคคลอื่น สำหรับผู้ได้รับสิทธิ์โครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ (เฉพาะกรณีผู้พิการ/ผู้ป่วยติดเตียง และ/หรือ ผู้สูงอายุที่มีอายุเกิน 60 ปีขึ้นไปที่ไม่สามารถเปิดบัญชีหรือผูกพร้อมเพย์ได้)"
ทั้งนี้ เนื่องจากโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ปี 2567 ผ่านผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่กระทรวงการคลังนำเสนอเป็นเรื่องเร่งด่วน เห็นชอบให้กองทุนฯ ขอรับการจัดสรรงบประมาณรายจ่าย ประจำปี พ.ศ.2567 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ภายในกรอบวงเงินไม่เกินจำนวนผู้มีสิทธิฯ ที่ยืนยันตัวตน (e-KYC) สำเร็จ ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2567 (ไม่รวมถึงกลุ่มผู้พิการ)
เพื่อให้ได้รับความช่วยเหลือตามโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ปี 2567 ผ่านผู้มีบัตรฯ ซึ่งตัดความซ้ำซ้อนกับผู้มีบัตรประจำตัวคนพิการตามที่กรมบัญชีกลางได้ตรวจสอบแล้วด้วย
คลังขอจัดสรรงบกลาง 2.3 หมื่นล้าน
อย่างไรก็ตาม กระทรวงการคลัง ได้มีหนังสือ ด่วนที่สุด ลงวันที่ 5 กันยายน 2567 ถึงผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ เพื่อขอให้สำนักงบประมาณกราบเรียนนายกรัฐมนตรี เพื่อโปรดพิจารณาอนุมัติจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567 งบกลาง รายการ เงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นภายในวงเงินจำนวน 23,552.40 ล้านบาท ประกอบด้วย
- วงเงินจำนวนไม่เกิน 2,059.54 ล้านบาท โดยจัดสรรให้แก่ สป.กค. สำหรับกองทุนฯ เพื่อใช้ดำเนิน โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ปี 2567 ผ่านผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
- วงเงินจำนวนไม่เกิน 21,492.86 ล้านบาท โดยจัดสรรให้แก่ สป.กค. เพื่อใช้ดำเนินโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ปี 2567 ผ่านคนพิการ
อย่างไรก็ตามเมื่อรายละเอียดโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ปี 2567 มีความชัดเจน กระทรวงการคลัง จึงได้จัดทำข้อมูลทั้งหมดเข้ามาเสนอครม.พิจารณาเห็นชอบ






