SCB WEALTH แนะนักลงทุนไทยข้ามกำแพง ลงทุนหุ้นต่างประเทศ

17 มิ.ย. 2567 | 11:19 น.

SCB WEALTH ชี้หุ้นไทยยังขาดเสน่ห์ มีความผันผวนในระยะสั้น แนะนักลงทุนข้ามกำแพง ลงทุนหุ้นต่างประเทศ กระจายความเสี่ยงหลายประเทศ ลดข้อจำกัดอัตราแลกเปลี่ยน

นายศรชัย สุเนต์ตา รองผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงาน Investment Office and Product กลุ่มธุรกิจ Wealth ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวในงานสัมนาหุ้นไทย 2024 with the Dragon Fire "Discover new opportunities" หัวข้อเรื่อง Discover new opportunities ทลายกำแพงการลงทุน จัดโดยฐานเศรษฐกิจ ว่า ดัชนีตลาดหุ้นไทยวันนี้ลดลงมาต่ำสุดในรอบหลายปี ซึ่งเทียบเท่ากับระดับเดียวกันในช่วงที่เกิดโควิด แต่ไม่ได้น่ากังวลเท่าช่วงที่เกิดวิกฤตโควิด มองว่าตลาดหุ้นไทยยังมีความน่าสนใจ

นายศรชัย สุเนต์ตา รองผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงาน Investment Office and Product กลุ่มธุรกิจ Wealth ธนาคารไทยพาณิชย์

ขณะเดียวกัน มองว่า Dividend Yield หรืออัตราตอบแทนจากเงินปันผลในตลาดหุ้นไทยยังอยู่ระดับสูง บางธุรกิจอยู่ที่ 6% สูงกว่าการฝากเงินธนาคาร ทั้งนี้ ตลาดหุ้นไทยไม่ได้น่าเกลียดเลยที่จะเข้าไปลงทุนในจังหวัดเวลาที่นักลงทุนไม่สนใจ และเทขายหุ้นในปัจจุบัน ซึ่งมองว่าเป็นความผันผวนในระยะสั้นที่กดดันตลาด

นายศรชัย กล่าวว่า ภาพการลงทุนปัจจุบันนี้เปิดกว้างกว่าในอดีต หากสินทรัพย์มีจำกัด สามารถบริหารจัดการได้ หากตลาดหุ้นไทยระยะสั้นไม่ดี นักลงทุนอาจจะข้ามกำแพงไปลงทุนในตลาดหุ้นต่างประเทศ ยอมรับว่าตลาดหุ้นไทยถูก แต่บางครั้งก็ขาดเสน่ห์ในระยะสั้น

“ภาพที่เราเห็น หากดูธุรกิจในประเทศไทย ซึ่งสะท้อนจากบริษัทจดทะเบียน โดยช่วง 10 กว่าปีที่ผ่าน แม้เรามีธุรกิจ New Economy มากขึ้น แต่เมื่อเทียบกับสหรัฐอเมริกา ยุโรป เอเชียประเทศอื่นๆ อาทิ เกาหลีใต้ และเวียดนาม เป็นต้น จะมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นกว่าประเทศไทยมาก แสดงให้เห็นถึงความน่าสนใจในตลาดหุ้นต่างประเทศ”

อย่างไรก็ตาม ขอเรียนว่าหุ้นไทยยังดีอยู่ หากต้องการกระจายการลงทุน ก็คงต้องกระจายบางส่วน แต่โอกาสการลงทุนเราสามารถข้ามกำแพงไปลงทุนต่างประเทศได้ และเมื่อข้ามกำแพงไปลงทุนในต่างประเทศแล้ว กลุ่มการลงทุน และหลักทรัพย์จะมีหลากหลายมากยิ่งขึ้น เช่น เรื่องเทคโนโลยีนั้น จะไม่เฉพาะการลงทุนในเทคโนโลยีไอทีเพียงอย่างเดียว แต่แตกแขนงไปยังกลุ่มเทคโนโลยีอื่นๆ ด้วย

นอกจากนี้ นักลงทุนจะต้องมีการกระจายความเสี่ยง ซึ่งส่วนใหญ่นักลงทุนจะค่อนข้างคุ้นชินกับฐานข้อมูล หรือบริษัทที่ตัวคุ้นเคย ซึ่งหากลดข้อจำกัดส่วนนี้ได้ จะเป็นเรื่องกระจายความเสี่ยงได้ดีขึ้น รวมทั้งโอกาสที่จะแสวงหาผลตอบแทนได้ดีด้วย ซึ่งหุ้นไทยในฐานะนักลงทุนต่างประเทศ หุ้นที่ลงทุนได้มีประมาณ 30 ตัว มาเก็ตแคปประมาณ 268 พันล้านบาท ขณะที่หุ้นโลกมีขนาดใหญ่กว่าหุ้นไทยเป็นอย่างมาก เมื่อเปรียบเทียบประมาณ 99%

ขณะเดียวกัน ไทยยังมีโอกาสลงทุนในเรื่องอัตราดอกเบี้ย โดยส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาปรับตัวเพิ่มขึ้นค่อนข้างเยอะในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ฉะนั้น นักลงทุนไทยส่วนใหญ่ฝากเงินเป็นสกุลดอลลาร์ ซึ่งวันนี้ดอกเบี้ยในสหรัฐอเมริกาสูง 5%ต่อปี หรือสามารถไปลงทุนในหุ้นกู้เอกชนได้เช่นเดียวกัน รวมทั้งการลงทุนในตราสารหนี้อนุพันธ์ เป็นต้น

นายศรชัยกล่าวว่า กฎหมายภาษีใหม่ สำหรับการลงทุนในต่างประเทศ รายได้ที่นำกลับเข้าประเทศไทย เช่น กำไรจากการลงทุน เงินปันผล หรือ ดอกเบี้ย ผู้ลงทุนจะต้องนำมารวมคำนวณเป็นรายได้แล้วเสียภาษีตามฐานภาษีของแต่ละบุคคล ซึ่งบางท่านอาจจะสูงถึง 35% ก็เป็นไปได้ 

ทางออกสำหรับนักลงทุนทั่วไป ที่ต้องการการลงทุนในสินทรัพย์ต่างประเทศ และ ไม่อยู่ในเงื่อนไขที่ต้องนำรายได้มาคำนวณภาษี ได้แก่ การลงทุนผ่านกองทุนรวมต่างประเทศ (FIF) ที่จดทะเบียนในประเทศไทย การลงทุนในตราสารแสดงสิทธิในหลักทรัพย์ต่างประเทศ เช่น Depositary Receipt (DR) และ Fraction Depositary Receipt (DRx) ผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือหากเป็นลูกค้ากลุ่ม HNW มีเงินลงทุนจำนวนมาก สามารถจัดตั้งเป็นนิติบุคคล ซึ่งภาษีนิติบุคคลจะถูกกว่าการลงทุนแบบบุคคลธรรมดาทั่วไป 

นอกจากนี้ ในเรื่องของอัตราแลกเปลี่ยนการลงทุนในต่างประเทศ มีโอกาสทั้งกำไร และขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน ขึ้นอยู่กับค่าเงินในช่วงเวลานั้นๆ ทางออกคือ การป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน และกระจายการลงทุนในหลากหลายประเทศ

สำหรับการพัฒนาตลาดหุ้นไทยในอนาคต อาจจะได้เห็นเหมือนหลายประเทศที่ทำกันอยู่ ทั้งญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ที่พยายามส่งเสริมให้บริษัทจดทะเบียนในตลาดเพิ่มมูลค่าหุ้น ผ่านการซื้อหุ้นคืน และ การจ่ายเงินปันผลในระดับที่ค่อนข้างสูง โดยคาดหวังว่าหุ้นไทยจะสามารถฟื้นกลับขึ้นมาได้ จาก Valuation ที่ยังถูก และมาตรการต่างๆที่จะออกมา

สำหรับนักลงทุนที่สนใจลงทุนในต่างประเทศ การกระจายความเสี่ยงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ตลาดหุ้นที่พัฒนาแล้ว จะมีหุ้น New Economy มาค่อนข้างมาก และ Valuation ที่สูง แต่นักลงทุนมีความเชื่อมั่นจากรายได้ของบริษัทที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ทำให้ตลาดมีเสถียรภาพ 

ดังนั้น การลงทุนควรแบ่งเงินลงทุนเป็นระยะยาว 80% ( Core Portfolio) นักลงทุนที่ไม่สามารถกระจายเงินลงทุนเองได้ แนะนำให้ลงทุนผ่านกองทุนรวมที่มีการกระจายการลงทุนในสินทรัพย์ทั่วโลกเยอะมากโดย Core Port จะเน้นลงทุนระยะยาว 1 ปีขึ้นไป เน้นความมั่นคง และมีเสถียรภาพ ส่วน Opportunistic Port จะนำเงินบางส่วนลงทุนแบบเฉพาะเจาะจง เป็นการลงทุนระยะสั้นไม่เกิน 1 ปี เป็นการเพิ่มโอกาสในการสร้างผลตอบแทนตามสถานการณ์ เช่น ตลาดหุ้นเวียดนาม เกาหลีใต้ จีน H-Share ยุโรป และไทย เป็นต้น