
ค่าจ้างขั้นต่ำ 400 บาท แต่ละจังหวัดต้องปรับขึ้นเท่าไหร่ ถึงได้ตามเป้าหมาย
เช็ครายละเอียดข้อมูลการปรับ “ขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ” วันละ 400 บาท เท่ากันทั่วประเทศตามนโยบายของรัฐบาล หากต้องการทำให้ได้ตามเป้าหมาย แต่ละจังหวัดต้องขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเท่าไหร่
การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ วันละ 400 บาท เท่ากันทั่วประเทศตามนโยบายของรัฐบาล มีความชัดเจนแล้วว่า กระทรวงแรงงาน โดย สำนักงานคณะกรรมการค่าจ้าง ได้กำหนดเป้าหมายการจัดทำรายละเอียดของ อัตราค่าจ้างขั้นต่ำ เสนอคณะกรรมการค่าจ้าง เพื่อทบทวนการกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ปี 2567 อีกครั้งเป็นรอบที่สาม ก่อนประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้มีผลบังคับใช้ ภายในเดือนกันยายน - ตุลาคม 2567 นี้ตามเป้าหมาย
ล่าสุดในการประชุมคณะกรรมการค่าจ้าง ที่มีนายไพโรจน์ โชติกเสถียร ปลัดกระทรวงแรงงาน เป็นประธานเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2567 ที่ผ่านมา มีมติให้คณะอนุกรรมการพิจารณาอัตราค่าจ้างขั้นต่ำจังหวัดเป็นผู้พิจารณาว่าแต่ละจังหวัดจะมีการขึ้นค่าจ้างในอัตราเท่าไหร่ และให้กำหนดวันที่จะบังคับใช้ด้วยว่าควรบังคับใช้ 1 ตุลาคม 2567 หรือ 1 มกราคม 2568
โดยการพิจารณาอัตราค่าจ้างขั้นต่ำต้องทำภายใต้กรอบแนวคิดในเรื่องของค่าครองชีพของจังหวัดนั้น ๆ สภาพเศรษฐกิจ สภาพเงินเฟ้อ และที่สำคัญที่ต้องมอง คือ ราคาสินค้าในท้องตลาดของจังหวัดต่าง ๆ ด้วย เนื่องจากบริบทของแต่ละจังหวัดไม่เหมือนกัน
เบื้องต้นน่าจะมีข้อสรุปภายใน 2 เดือน หลังจากในช่วงก่อนเทศกาลสงกรานต์ 2567 ที่ผ่านมา ได้มีการนำร่องขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาท ไปแล้วครอบคลุมกลุ่มธุรกิจโรงแรมในพื้นที่นำร่องของ 10 จังหวัด
ทั้งนี้หากพิจารณาอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ หรือค่าจ้างขั้นต่ำ ล่าสุดของแต่ละจังหวัดนั้น จะพบข้อมูลว่า แต่ละจังหวัดได้รับค่าแรงขั้นต่ำไม่เหมือนกัน และหากจะปรับขึ้นให้ได้ตามนโยบายรัฐบาลวันละ 400 บาทนั้น แต่ละจังหวัดต้องปรับค่าแรงขั้นต่ำเพิ่มขึ้นในอัตราต่าง ๆ ดังนี้
- อัตรา 370 บาท ต้องปรับขึ้น 30 บาท จำนวน 1 จังหวัด ได้แก่ ภูเก็ต
- อัตรา 363 บาท ต้องปรับขึ้น 37 บาท จำนวน 6 จังหวัด ได้แก่ กทม., นครปฐม, นนทบุรี, ปทุมธานี, สมุทรปราการ, สมุทรสาคร
- อัตรา 361 บาท ต้องปรับขึ้น 39 บาท จำนวน 2 จังหวัด ได้แก่ ชลบุรี, ระยอง
- อัตรา 352 บาท ต้องปรับขึ้น 48 บาท จำนวน 1 จังหวัด ได้แก่ นครราชสีมา
- อัตรา 351 บาท ต้องปรับขึ้น 49 บาท จำนวน 1 จังหวัด ได้แก่ สมุทรสงคราม
- อัตรา 350 บาท ต้องปรับขึ้น 50 บาท จำนวน 6 จังหวัด พระนครศรีอยุธยา, สระบุรี,ฉะเชิงเทรา, ปราจีนบุรี, ขอนแก่น, เชียงใหม่
- อัตรา 349 บาท ต้องปรับขึ้น 51 บาท จำนวน 1 จังหวัด ได้แก่ ลพบุรี
- อัตรา 348 บาท ต้องปรับขึ้น 52 บาท จำนวน 3 จังหวัด ได้แก่ สุพรรณบุรี, นครนายก, หนองคาย
- อัตรา 347 บาท ต้องปรับขึ้น 53 บาท จำนวน 2 จังหวัด ได้แก่ กระบี่, ตราด
- อัตรา 345 บาท ต้องปรับขึ้น 55 บาท จำนวน 15 จังหวัด ได้แก่ กาญจนบุรี, ประจวบคีรีขันธ์, สุราษฎร์ธานี, สงขลา, พังงา, จันทบุรี, สระแก้ว, นครพนม, มุกดาหาร, สกลนคร, บุรีรัมย์, อุบลราชธานี, เชียงราย, ตาก, พิษณุโลก
- อัตรา 344 บาท ต้องปรับขึ้น 56 บาท จำนวน 3 จังหวัด ได้แก่ เพชรบุรี, ชุมพร, สุรินทร์
- อัตรา 343 บาท ต้องปรับขึ้น 57 บาท จำนวน 3 จังหวัด ยโสธร, ลำพูน, นครสวรรค์
- อัตรา 342 บาท ต้องปรับขึ้น 58 บาท จำนวน 5 จังหวัด ได้แก่ นครศรีธรรมราช, บึงกาฬ, กาฬสินธุ์, ร้อยเอ็ด, เพชรบูรณ์
- อัตรา 341 บาท ต้องปรับขึ้น 59 บาท จำนวน 5 จังหวัด ได้แก่ ชัยนาท, สิงห์บุรี, พัทลุง, ชัยภูมิ, อ่างทอง
- อัตรา 340 บาท ต้องปรับขึ้น 60 บาท จำนวน 16 จังหวัด ได้แก่ ระนอง, สตูล, เลย, หนองบัวลำภู, อุดรธานี, มหาสารคาม, ศรีสะเกษ, อำนาจเจริญ, แม่ฮ่องสอน, ลำปาง, สุโขทัย, อุตรดิตถ์, กำแพงเพชร, พิจิตร, อุทัยธานี, ราชบุรี
- อัตรา 338 บาท ต้องปรับขึ้น 62 บาท จำนวน 4 จังหวัด ได้แก่ ตรัง, น่าน, พะเยา, แพร่
- อัตรา 330 บาท ต้องปรับขึ้น 70 บาท จำนวน 3 จังหวัด ได้แก่ นราธิวาส, ปัตตานี, ยะลา
อย่างไรก็ตามการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาทต่อวัน ทั่วประเทศ ยังคงต้องรอติดตามกันต่อไปด้วยว่า เป้าหมายที่กำหนดเอาไว้นั้น จะเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน แม้ว่าธงของรัฐบาลจะปักเอาไว้อย่างชัดเจนว่า "ขึ้นแน่" เพื่อเป็นข่าวดีสำหรับบรรดาลูกจ้างแรงงาน
แต่ในอีกมุมหนึ่งก็ต้องดูผลกระทบต่อนายจ้างด้วย แถมสุดท้ายก็ยังต้องฝ่าด่านหิน นั่นคือ การประชุมคณะกรรมการไตรภาคี ซึ่งจะเป็นผู้ชี้ขาดในอีกไม่นานนับจากนี้






