
"อัครา" ออกโรงยันทำถูกต้องตามกฎหมาย ชี้จ่ายค่าภาคหลวงกว่า 358 ล้านบาท
"อัครา" ออกโรงยันทำถูกต้องตามกฎหมาย ชี้จ่ายค่าภาคหลวงกว่า 358 ล้านบาท ระบุได้รับการต่ออายุประทานบัตรในพื้นที่เดิมไม่ใช่พื้นที่ใหม่ ด้านอาชญาบัตรพิเศษ 44 แปลง ยื่นคำขอเพื่อสำรวจแร่ตั้งแต่ปี 2546 และ 2548
ตามที่มีการอภิปรายในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรถึงประเด็นเกี่ยวกับบริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) หรืออัครา เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2567 ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการความคืบหน้าของกระบวนการอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศเพื่อระงับข้อพิพาทระหว่างรัฐบาลไทยกับบริษัท คิงส์เกต คอนโซลิเดเต็ด ลิมิเต็ด (คิงส์เกต) และการกลับมาเปิดดำเนินการของเหมืองแร่ทองคำชาตรีของอัครา
จากกรณีดังกล่าวนายเชิดศักดิ์ อรรถอารุณ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) ระบุว่า บริษัทฯ ได้รับการต่ออายุประทานบัตรในพื้นที่ประทานบัตรเดิม ไม่ใช่พื้นที่ใหม่ สำหรับอาชญาบัตรพิเศษจำนวน 44 แปลง ที่ได้รับอนุญาตนั้น บริษัทฯ ได้ยื่นคำขออาชญาบัตรพิเศษเพื่อสำรวจแร่ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2546 และ พ.ศ. 2548
ซึ่งคำขอดังกล่าวถูกชะลอการอนุมัติไว้ ภายหลังจากที่ได้มีการประกาศบังคับใช้กฎระเบียบใหม่ที่เกี่ยวข้อง จึงได้ดำเนินการตามพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2560 รวมทั้งได้ดำเนินการตามกรอบนโยบายบริหารจัดการแร่ทองคำ และกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องจนครบถ้วน
โดยการออกอาชญาบัตรพิเศษดังกล่าว เป็นเพียงการให้สิทธิในการสำรวจแร่ในพื้นที่ในอาชญาบัตรพิเศษเท่านั้น มิใช่สิทธิ์ในการทำเหมืองแต่อย่างใด ทั้งนี้ ก่อนเข้าปฎิบัติงานในพื้นที่ บริษัทฯ จำเป็นต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าของที่ดินอย่างถูกต้องเสมอ
หากสำรวจพบแหล่งแร่ใหม่ บริษัทฯ ก็ต้องทำการศึกษาความเป็นไปได้ และความคุมค่าของการทำเหมืองก่อนที่จะขออนุญาตทำเหมืองแร่ตาม พรบ. แร่ ฉบับใหม่ที่มีความเข้มงวดมากขึ้น ซึ่งใช้เงินลงทุนจำนวนมาก และใช้เวลานานพอสมควร
สำหรับผงทอง (Sludge) ที่ถูกกล่าวถึงนั้น เป็นผงทองที่ตกค้างอยู่ในกระบวนการผลิตของบริษัทฯ มาตั้งแต่ที่มีคำสั่งให้ระงับการประกอบกิจการ จึงถือเป็นทรัพย์สินของบริษัทฯ ซึ่งภายหลังจากที่บริษัทฯ ปฏิบัติทุกอย่างตามกฎหมาย และเงื่อนไขที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งได้ชำระค่าภาคหลวงจำนวน 34 ล้านบาทครบถ้วนแล้ว จึงนำไปถลุงเป็นโลหะทองคำตามกระบวนการผลิตตามปกติ ไม่ได้เป็นข้อแลกเปลี่ยนทางคดีแต่ประการใด
หลังจากที่กลับมาเปิดดำเนินการอีกครั้งเมื่อเดือนมีนาคม 2566 ที่ผ่านมา อัคราเป็นผู้ผลิตและส่งต่อทองคำในรูปแบบแท่งโดเร่ให้ผู้ประกอบการไทยทำการถลุง แปรรูป และจัดจำหน่ายต่อไป ซึ่งถือเป็นการเชื่อมต่อสายการผลิตทองคำ และยกระดับการแข่งขันของไทยกับสินค้าทองและเงินจากประเทศอื่น ทำให้สินค้าทองและเงินไทยได้รับสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ เช่น ลดหย่อนภาษีนำเข้าของประเทศปลายทางจากการพิสูจน์ประเทศต้นทาง (Country of Origin) ว่าใช้ทองที่ถลุง สกัดและแปรรูปในประเทศไทย สร้างแต้มต่อให้กับผู้ประกอบการและผลิตภัณฑ์ทองและเงินไทยในตลาดต่างประเทศ
นายเชิดศักดิ์ กล่าวอีกว่า เรื่องของมาตรการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอนั้น เป็นไปตามที่นางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ชี้แจงว่าคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบนโยบายด้านอุตสาหกรรมเหมืองแร่และอุตสาหกรรมต่อเนื่อง เพราะแร่คือความมั่นคงของประเทศ
และผู้ประกอบการรายอื่นก็ได้รับสิทธิ์เช่นเดียวกัน สำหรับอัครา ได้ลงทุนประมาณ 3,250 ล้านบาท ในการยกเครื่องซ่อมบำรุงเครื่องจักร โรงประกอบโลหกรรม อุปกรณ์ในการทำเหมือง การซ่อมแซมโครงสร้างต่าง ๆ เพื่อให้สามารถกลับมาเปิดทำการได้อย่างเต็มรูปแบบ
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจมวลรวมของประเทศผ่านการสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนและประเทศ อาทิ การซื้อสินค้าและบริการ การสนับสนุนผู้ประกอบการธุรกิจต่อเนื่องในประเทศไทยเป็นเงินกว่า 32,000 ล้านบาท การชำระค่าภาคหลวงกว่า 4,800 ล้านบาท การจ้างงานทั้งโดยตรงและผ่านผู้รับเหมาของบริษัทฯ กว่า 1,000 คน ซึ่ง 99% เป็นคนไทย และ 90% เป็นประชาชนในพื้นที่ เพื่อส่งเสริมให้ครอบครัวได้อยู่กันพร้อมหน้า ไม่ต้องอพยพย้ายถิ่นเพื่อหางานทำ
นอกจากนี้ หากจะพิจารณาเฉพาะช่วงที่เหมืองแร่ทองคำชาตรีกลับมาเปิดดำเนินการอีกครั้งเมื่อเดือนมีนาคม 2566 ที่ผ่านมา อัคราชำระค่าภาคหลวงแล้ว358 ล้านบาท และได้สมทบทุนเข้ากองทุนจำนวน 4 กองอีกกว่า 74 ล้านบาท เพิ่มเติมจากเดิมที่สมทบไปแล้วกว่า 243 ล้านบาท เพื่อเป็นอีกหนึ่งกลไกในการยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชน
“การดำเนินงานของบริษัทไม่เคยส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนและสิ่งแวดล้อม ความเป็นอัคราไม่ได้ทำให้บริษัทฯ ได้มาซึ่งสิทธิพิเศษเหนือผู้ประกอบการอื่นแต่อย่างใด ในทางตรงกันข้าม การดำเนินการทุกอย่างของอัครามีการกำกับดูแลอย่างเข้มงวดและรัดกุม การจะได้รับอนุญาตให้กระทำการใดในแต่ละครั้งนั้น เรียกได้ว่าเลือดตาแทบกระเด็น”







