
กางแผนสร้าง "ศูนย์ขนส่งนครพนม" 1.3 พันล้าน “กรมขนส่ง” เผยเปิดบริการปี 68
“กรมการขนส่งทางบก” เปิดแผนสร้างศูนย์ขนส่งนครพนม 1.3 พันล้านบาท หลังบจ.เอสเอซีแอล คว้างานประมูล PPP สัญญา 30 ปี เล็งส่งมอบพื้นที่ ต.ค.นี้ พร้อมเปิดบริการปี 68
รายงานข่าวจากกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) เปิดเผยว่า ความคืบหน้าโครงการศูนย์การขนส่งชายแดน จ.นครพนม วงเงิน 1,361 ล้านบาท ปัจจุบันภาครัฐดำเนินการก่อสร้างมีความคืบหน้าล่าสุด (เดือน ก.ค.66) กว่า 19.996% เร็วกว่าแผน 5.124% ขณะนี้อยู่ระหว่างการก่อสร้างงานระบบระบายน้ำ งานถนนและลานคอนกรีตเสริมเหล็ก งานฐานรากอาคารต่างๆ งานทางลอด (Underpass) สำหรับรถบรรทุกเข้า-ออกโครงการ เพื่อดำเนินการให้เป็นไปตามที่ภาครัฐรับผิดชอบเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานส่วนกลางและอาคารที่ภาครัฐใช้ประโยชน์
ขณะเดียวกันกรมฯมีแผนส่งมอบพื้นที่ให้บริษัท เอสเอซีแอล จำกัด ในฐานะผู้ร่วมลงทุนโครงการศูนย์การขนส่งชายแดนจังหวัดนครพนม ไปก่อสร้างในส่วนที่ภาคเอกชนรับผิดชอบช่วงเดือน ต.ค.นี้ ตามเงื่อนไขของสัญญาร่วมลงทุน (PPP) สัญญาสัมปทาน 30 ปี
โดยเอกชนจะเป็นผู้รับผิดชอบลงทุนค่าก่อสร้างองค์ประกอบอาคารที่ก่อให้เกิดรายได้ อาทิ อาคารรวบรวมและกระจายสินค้า อาคารคลังสินค้า และอาคารซ่อมบำรุง รวมถึงการติดตั้งเครื่องมืออุปกรณ์ เช่น Gantry Crane และงานระบบต่าง ๆ โดยมีมูลค่าการลงทุนของภาคเอกชนรวมกว่า 317 ล้านบาท ซึ่งมีกำหนดก่อสร้างทั้งในส่วนที่ภาครัฐและภาคเอกชนรับผิดชอบแล้วเสร็จในช่วงปลายปี 67 และมีแผนเปิดให้บริการปี 68
สำหรับโครงการศูนย์การขนส่งชายแดน จ.นครพนม ตั้งอยู่ ต.อาจสามารถ อ.เมืองนครพนม จ.นครพนม พื้นที่ 121 ไร่ ทำหน้าที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งสินค้าทางถนน รองรับการขนส่งสินค้าทางถนนระหว่างประเทศ บนเส้นทางสาย R12 ซึ่งเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ทสำคัญและมีศักยภาพสูง สามารถเชื่อมต่อการขนส่งจาก จ.นครพนม ไป สปป.ลาว เวียดนาม และทางตอนใต้ของประเทศจีน แถบเมืองหนานหนิง ซึ่งเป็นเมืองเศรษฐกิจและเป็นตลาดส่งออกผลไม้ที่สำคัญของประเทศไทย ได้อย่างสะดวก รวดเร็ว
ทั้งนี้ภายในศูนย์การขนส่งชายแดน จ.นครพนม จะมีองค์ประกอบและสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับรองรับกิจกรรมทางด้านโลจิสติกส์อย่างครบครัน เป็นพื้นที่สำหรับรวบรวมและกระจายสินค้า และเป็นจุดให้บริการแบบจุดเดียวเบ็ดเสร็จ (One Stop Service) รองรับการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่หน่วยงานตรวจปล่อยสินค้า (Customs, Immigrations & Quarantines : CIQ) ทำให้สามารถตรวจปล่อยสินค้าได้อย่างเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียว และยังพัฒนาเป็นพื้นที่ควบคุมร่วมกัน หรือ Common Control Area (CCA) รองรับการปฏิบัติงานร่วมกันของเจ้าหน้าที่ไทย และ สปป.ลาว ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกตรวจปล่อยสินค้าให้กับผู้ประกอบการขนส่งสินค้าในอนาคต
นอกจากนี้โครงการฯยังรองรับการเปลี่ยนรูปแบบการขนส่ง (Modal Shift) ระหว่างทางถนนกับทางรางอย่างไร้รอยต่อ ผ่านแนวโครงการรถไฟทางคู่ สายบ้านไผ่-นครพนม ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันผู้ประกอบการขนส่งไทย ช่วยลดต้นทุนการขนส่งสินค้าและโลจิสติกส์ด้วย





