thansettakij
thansettakij
เปิดผลศึกษา สินเชื่อช่วย SMEs อยู่รอด-เพิ่มผลิตภาพ แต่ยังโตยาก

เปิดผลศึกษา สินเชื่อช่วย SMEs อยู่รอด-เพิ่มผลิตภาพ แต่ยังโตยาก

06 ต.ค. 69 | 07:35 น.
อัปเดตล่าสุด :06 ต.ค. 69 | 07:38 น.

ผลการศึกษาพบ สินเชื่อช่วยเพิ่มโอกาสอยู่รอดและยกระดับผลิตภาพของ SMEs โดยเฉพาะสินเชื่อหมุนเวียน แต่ยังไม่พบหลักฐานชัดเจนว่าช่วยให้รายได้และสินทรัพย์เติบโต สะท้อนโจทย์ SMEs ไทยอาจต้องใช้มาตรการมากกว่าสินเชื่อ

KEY

POINTS

  • ผลการศึกษาชี้ว่าสินเชื่อ โดยเฉพาะสินเชื่อเงินทุนหมุนเวียน ช่วยเพิ่มโอกาสรอดชีวิตและเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) ให้กับธุรกิจ SMEs
  • แม้สินเชื่อจะช่วยประคองธุรกิจ แต่ยังไม่พบหลักฐานชัดเจนว่าช่วยให้ SMEs เติบโตขึ้นในด้านรายได้หรือสินทรัพย์
  • ธุรกิจ SMEs ที่มีอายุน้อย (ไม่เกิน 5 ปี) เป็นกลุ่มที่ประสบปัญหาในการเข้าถึงสินเชื่อจากธนาคารพาณิชย์มากที่สุด แม้จะมีศักยภาพก็ตาม

ผลการศึกษาบทบาทสินเชื่อในวงจรชีวิต SMEs พบว่า สินเชื่อช่วยเพิ่มโอกาสอยู่รอดและยกระดับผลิตภาพของ SMEs โดยเฉพาะสินเชื่อหมุนเวียน แต่ยังไม่พบหลักฐานชัดเจนว่าสินเชื่อช่วยให้รายได้หรือสินทรัพย์เติบโต ขณะที่ธุรกิจอายุน้อยเข้าถึงสินเชื่อได้ยาก โดย SMEs อายุไม่เกิน 5 ปี เข้าถึงสินเชื่อจากธนาคารพาณิชย์ได้เพียงประมาณ 12% เทียบกับกว่า 40% ในกลุ่มที่ดำเนินกิจการมากกว่า 25 ปี

บทวิเคราะห์ของสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ (PIER) ระบุว่า SMEs ถือเป็นฐานสำคัญของเศรษฐกิจไทย ปัจจุบันมีมากกว่า 3.28 ล้านกิจการ คิดเป็น 99.5% ของผู้ประกอบการทั้งหมด สร้างมูลค่าเพิ่มประมาณ 35% ของ GDP และจ้างงานราว 13.6 ล้านคน หรือเกือบ 69% ของการจ้างงานรวม

อย่างไรก็ตาม SMEs กำลังสูญเสียแรงส่งทางเศรษฐกิจ โดยช่วงก่อนโควิด SMEs มีส่วนขับเคลื่อน GDP เฉลี่ยประมาณ 1.9% ต่อปี แต่หลังโควิดลดลงเหลือประมาณ 1% ต่อปี ขณะที่บทบาทของธุรกิจขนาดใหญ่ยังอยู่ในระดับใกล้เคียงเดิม

ผลการศึกษาพบว่า SMEs ไทยกำลังเผชิญอย่างน้อย 3 ปัญหาพร้อมกัน ได้แก่ รอดยาก โตยาก และมีภาระหนี้สะสมมากขึ้น

ในด้านการอยู่รอด 3 ใน 10 ของกิจการ SMEs มักหยุดดำเนินงานภายใน 5 ปี และภายใน 10 ปีหลังเริ่มกิจการ SMEs จะเหลือรอดเพียงประมาณครึ่งหนึ่ง ขณะที่ SMEs รุ่นใหม่ที่ดำเนินกิจการหลังปี 2013 มีรายได้เพิ่มขึ้นในช่วงแรก แต่การเติบโตเริ่มชะงักเมื่อดำเนินกิจการประมาณ 5 ปี และหลังจากนั้นแทบไม่เพิ่มขึ้น

ขณะเดียวกัน จำนวนกิจการที่มีหนี้เสียเรื้อรังเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งไม่เพียงเพิ่มความเสี่ยงต่อการปิดกิจการ แต่ยังจำกัดความสามารถในการลงทุน ปรับปรุงกระบวนการผลิต และรับมือกับการแข่งขัน

SMEs กลุ่มหัวแถวมีศักยภาพใกล้ธุรกิจใหญ่

เมื่อพิจารณาประสิทธิภาพของธุรกิจผ่านทั้งการใช้สินทรัพย์และผลิตภาพการผลิตรวม หรือ TFP พบว่า หากเปรียบเทียบค่ามัธยฐาน SMEs มีประสิทธิภาพต่ำกว่าธุรกิจขนาดใหญ่

แต่เมื่อพิจารณาเฉพาะ SMEs กลุ่มหัวแถวที่เปอร์เซ็นไทล์ที่ 85 พบว่า ประสิทธิภาพไม่ได้ด้อยไปกว่าธุรกิจขนาดใหญ่ทั่วไป และช่องว่างกับธุรกิจขนาดใหญ่กลุ่มหัวแถวก็แคบลง โดยภาพดังกล่าวยังปรากฏในตัวชี้วัด TFP ซึ่งได้รับอิทธิพลจากขนาดและโครงสร้างกิจการน้อยกว่า

ผลดังกล่าวสะท้อนว่า SMEs กลุ่มหัวแถวมีขีดความสามารถไม่ต่างจากธุรกิจขนาดใหญ่มากนัก แต่ยังติดข้อจำกัดด้านทรัพยากรที่จำเป็นต่อการขยายกิจการ โดยเงินทุนเป็นหนึ่งในทรัพยากรดังกล่าว

ธุรกิจอายุน้อยเข้าถึงสินเชื่อยาก

สินเชื่อ SMEs หดตัวต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2022 และยังติดลบจนถึงปัจจุบัน สวนทางกับสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ที่กลับมาขยายตัวในช่วงหลัง

ขณะเดียวกัน SMEs ที่มีหนี้มากกว่าหนึ่งในสามยังต้องพึ่งพาการกู้ยืมจากญาติพี่น้อง คนรู้จัก หรือแหล่งเงินนอกระบบ โดยผู้ประกอบการระบุถึงข้อจำกัดในการเข้าถึงสินเชื่อในระบบ ทั้งเกณฑ์การพิจารณาที่เข้มงวด ขั้นตอนการกู้ที่ซับซ้อน การขาดความรู้ในการจัดเตรียมเอกสาร การไม่มีหลักประกัน และงบการเงินที่ยังไม่น่าเชื่อถือเพียงพอ

ข้อจำกัดดังกล่าวกระทบถึง SMEs ที่มีศักยภาพด้วย โดยในกลุ่มธุรกิจที่มีประสิทธิภาพสูงสุด 30% แรก มี SMEs เพียงประมาณ 1 ใน 5 ที่มีสินเชื่อกับธนาคารพาณิชย์ ขณะที่ธุรกิจขนาดใหญ่ในกลุ่มเดียวกันเข้าถึงสินเชื่อได้กว่า 60%

นอกจากนี้ SMEs ขนาดเล็กในกลุ่มประสิทธิภาพสูงยังจ่ายดอกเบี้ยประมาณ 7.8% ขณะที่ธุรกิจขนาดใหญ่จ่ายเพียงประมาณครึ่งหนึ่ง

ที่สำคัญ การเข้าถึงสินเชื่อแตกต่างกันอย่างชัดเจนตามอายุธุรกิจ โดย SMEs ที่มีอายุไม่เกิน 5 ปี เข้าถึงสินเชื่อจากธนาคารพาณิชย์ได้เพียงประมาณ 12% เพิ่มเป็นราว 28% เมื่ออายุ 10 ปี และมากกว่า 40% ในกลุ่มที่ดำเนินกิจการมานานกว่า 25 ปี กล่าวได้ว่า ธุรกิจที่อยู่มานานมีโอกาสได้รับสินเชื่อมากกว่าธุรกิจเกิดใหม่ถึง 3 เท่า แม้อยู่ในกลุ่มประสิทธิภาพเดียวกัน

สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากธุรกิจอายุน้อยยังไม่มีงบการเงินย้อนหลัง ไม่มีประวัติการชำระหนี้ และมักมีสินทรัพย์ถาวรไม่เพียงพอสำหรับใช้เป็นหลักประกัน ทำให้ผู้ให้กู้ต้องใช้อายุกิจการและหลักประกันเป็นเกณฑ์ประกอบการพิจารณา ส่งผลให้ธุรกิจที่มีศักยภาพแต่ยังใหม่ต้องใช้เวลาในการ “พิสูจน์ตัวเอง”

สินเชื่อช่วย SMEs รอดและเก่งขึ้น

ผลการเปรียบเทียบเบื้องต้นพบว่า SMEs ที่เข้าถึงสินเชื่อในระบบมีผลลัพธ์ดีกว่ากลุ่มที่เข้าไม่ถึง ทั้งด้านการอยู่รอด ผลิตภาพ และการขยายกิจการ

กิจการที่เข้าถึงสินเชื่อมีอัตราการอยู่รอดถึงปีที่ 3 ราว 93% เทียบกับ 75% ในกลุ่มที่เข้าไม่ถึง และเมื่อถึงปีที่ 5 อยู่รอด 87% เทียบกับ 65%

ด้านผลิตภาพ กลุ่มที่เข้าถึงสินเชื่อมีค่า Asset Turnover ที่ 0.97 เท่า เทียบกับ 0.83 เท่าในกลุ่มที่เข้าไม่ถึง ขณะที่ TFP สูงกว่าประมาณ 8%

ส่วนการเติบโตของรายได้ กลุ่มที่เข้าถึงสินเชื่อมีอัตราเติบโตเฉลี่ยประมาณ 1.8% ต่อปี เทียบกับ 0.9% ในกลุ่มที่เข้าไม่ถึง ขณะที่สินทรัพย์เติบโตประมาณ 4.4% เทียบกับ 3.2% ต่อปี

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวเป็นเพียงการเปรียบเทียบเชิงพรรณนา จึงยังไม่สามารถสรุปได้ว่าสินเชื่อเป็นสาเหตุโดยตรงของความแตกต่าง เพราะกิจการที่เข้าถึงสินเชื่ออาจมีความพร้อมมากกว่าตั้งแต่ต้น

ผลศึกษา “สินเชื่อช่วยรอด-เพิ่มผลิตภาพ แต่ยังไม่ช่วยให้โต”

เพื่อแยกผลของสินเชื่อออกจากคุณสมบัติของกิจการ การศึกษาจึงใช้วิธี Propensity Score Matching หรือ PSM ร่วมกับ Difference-in-Differences หรือ DiD เพื่อเปรียบเทียบกิจการที่ได้รับสินเชื่อกับกิจการที่ยังไม่ได้รับ แต่มีลักษณะพื้นฐานใกล้เคียงกัน

  • ผลการศึกษาพบว่า สินเชื่อช่วยให้อยู่รอดและเก่งขึ้น แต่ยังไม่ช่วยให้โตขึ้น

ในระยะตั้งต้นและอยู่รอด การเข้าถึงสินเชื่อสัมพันธ์กับโอกาสอยู่รอดที่สูงขึ้นของ SMEs โดยอัตราส่วนโอกาสอยู่รอดสูงขึ้นประมาณ 18.5% ที่ 1 ปี และ 16.7% ที่ 3 ปีหลังได้รับสินเชื่อ หรือคิดเป็นโอกาสอยู่รอดที่เพิ่มขึ้นสูงสุดประมาณ 4-5 จุดร้อยละ

แต่ผลไม่ได้เป็นบวกในทุกกรณี เพราะ SMEs ที่มีภาระหนี้สินต่อทุนสูงอยู่ก่อนแล้ว การได้รับสินเชื่อเพิ่มกลับสัมพันธ์กับโอกาสอยู่รอดที่ลดลง

ในระยะตั้งหลักได้ การเข้าถึงสินเชื่อสัมพันธ์กับ TFP ของ SMEs ที่สูงขึ้นประมาณ 4.2% และ Asset Turnover เพิ่มขึ้นประมาณ 0.09 เท่า โดยผลดังกล่าวมาจาก สินเชื่อหมุนเวียน เป็นหลัก ขณะที่สินเชื่อระยะยาวยังไม่ให้ผลที่เด่นชัด

สะท้อนว่าเงินทุนมีส่วนช่วยให้กิจการบริหารสภาพคล่อง จัดการวัตถุดิบ และปรับปรุงการดำเนินงานประจำวันได้ดีขึ้น

แต่เมื่อเข้าสู่ระยะขยายกิจการ ยังไม่พบหลักฐานชัดเจนว่า SMEs ที่เข้าถึงสินเชื่อมีรายได้หรือสินทรัพย์เติบโตเร็วขึ้น

ผลดังกล่าวอาจสะท้อนว่า SMEs จำนวนมากใช้สินเชื่อเพื่อเสริมสภาพคล่องและประคองการดำเนินงาน มากกว่านำไปลงทุนเพื่อขยายกำลังการผลิต ขณะเดียวกัน การศึกษานี้ยังไม่ได้พิจารณาขนาดวงเงินสินเชื่อ จึงยังเป็นไปได้ว่าวงเงินที่ได้รับอาจไม่มากพอสำหรับการขยายกิจการ

SMEs จะก้าวต่อ ต้องมากกว่าสินเชื่อ

ผลการศึกษาชี้ว่า นโยบายสินเชื่อ SMEs ไม่ควรใช้เครื่องมือชุดเดียวกับทุกกิจการ แต่ควรออกแบบให้สอดคล้องกับแต่ละช่วงของวงจรชีวิตธุรกิจ

สำหรับธุรกิจระยะตั้งต้นและอยู่รอด ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ปริมาณสินเชื่อเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงความสามารถของผู้ให้กู้ในการมองเห็นศักยภาพของกิจการ แนวทางหนึ่งคือการเพิ่มข้อมูลที่ใช้ประกอบการพิจารณาสินเชื่อ เช่น ข้อมูลธุรกรรมการชำระเงิน ข้อมูลภาษี หรือข้อมูลการค้าในห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงกลไกค้ำประกันสินเชื่อสำหรับธุรกิจที่ยังไม่มีหลักประกันเพียงพอ

สำหรับธุรกิจที่ตั้งหลักได้ ควรรักษาการไหลของสินเชื่อหมุนเวียน และเชื่อมสินเชื่อเข้ากับมาตรการยกระดับขีดความสามารถ เช่น การปรับปรุงกระบวนการผลิตและการพัฒนาทักษะแรงงาน

ส่วนธุรกิจที่อยู่ในระยะขยายกิจการ สินเชื่อเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ เพราะยังมีข้อจำกัดด้านขนาดตลาด การเข้าถึงห่วงโซ่มูลค่า ความสามารถในการบริหารจัดการ รวมถึงกฎระเบียบและสิทธิประโยชน์ที่ผูกอยู่กับเพดานขนาดกิจการ ซึ่งอาจไม่จูงใจให้ธุรกิจขยายตัว

นอกจากนี้ การขยายการเข้าถึงสินเชื่อควรมาพร้อมการคัดแยกกลุ่มกิจการ โดยเฉพาะระหว่างธุรกิจที่ขาดสภาพคล่องชั่วคราวกับกิจการที่มีปัญหาเชิงโครงสร้าง เพราะกลุ่มหลังอาจเหมาะกับการปรับโครงสร้างหนี้หรือปรับรูปแบบธุรกิจมากกว่าการเพิ่มวงเงินสินเชื่อ

ท้ายที่สุด การประเมินผลนโยบายควรดูให้ตรงกับเป้าหมายของแต่ละช่วง โดยระยะตั้งต้นควรวัดจากโอกาสอยู่รอด ระยะตั้งหลักได้วัดจากผลิตภาพ และระยะขยายกิจการวัดจากการเติบโตของรายได้และสินทรัพย์

โดยรวมแล้ว ผลการศึกษาชี้ว่า สินเชื่อยังมีบทบาทสำคัญต่อ SMEs ไทย แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ธุรกิจตั้งหลักและทำงานได้ดีขึ้น มากกว่าจะเป็นเครื่องมือที่เร่งให้ธุรกิจเติบโตเป็นรายใหญ่ ขณะที่ช่องว่างสำคัญยังอยู่ที่การเข้าถึงสินเชื่อของกิจการอายุน้อยที่มีศักยภาพ ซึ่งเป็นช่วงที่เงินทุนมีโอกาสสร้างความแตกต่างได้มากที่สุด