thansettakij
thansettakij
ไวรัล ลิซ่า ‘หมดแก้ว’ ส่องกฎหมายไทย ภาพเบียร์-โลโก้ แค่ไหนถึงโฆษณาได้

ไวรัล ลิซ่า ‘หมดแก้ว’ ส่องกฎหมายไทย ภาพเบียร์-โลโก้ แค่ไหนถึงโฆษณาได้

18 ก.ย. 69 | 03:55 น.
อัปเดตล่าสุด :18 ก.ย. 69 | 07:47 น.

ไวรัล “ลิซ่า” ชนแก้วเบียร์ในรายการดังสหรัฐฯ ส่องกติกาไทย ร่างกฎหมายลูก ม.32/1 คุมเข้มภาพสินค้า-บรรจุภัณฑ์ จำกัดพื้นที่โลโก้ 3-5% พร้อมกำหนดคำเตือนบนสื่อ

KEY

POINTS

  • กรณีไวรัลของลิซ่าที่ดื่มเบียร์ในรายการต่างประเทศ จุดประเด็นเปรียบเทียบความแตกต่างของกฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของไทยกับสากล
  • กฎหมายไทยตามมาตรา 32/1 ห้ามโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แต่มีข้อยกเว้นให้สามารถ "ให้ข้อมูลข่าวสาร" หรือ "ประชาสัมพันธ์" ได้ภายใต้หลักเกณฑ์ที่กำลังร่างขึ้นใหม่
  • ร่างหลักเกณฑ์ใหม่มีข้อกำหนดเข้มงวด เช่น ห้ามใช้ภาพผลิตภัณฑ์หรือบรรจุภัณฑ์ และจำกัดพื้นที่หรือเวลาของโลโก้บนสื่อไม่เกิน 3-5% รวมถึงจำกัดช่วงเวลาออกอากาศ (22.00-05.00 น.)
  • ผู้ประกอบการมีความกังวลต่อนิยาม "การจูงใจ" ที่ไม่ชัดเจน และข้อจำกัดที่อาจกระทบต่อการสื่อสารแบรนด์ โดยเฉพาะผู้ค้ารายย่อย

ไวรัล ลิซ่า ‘หมดแก้ว’ ส่องกฎหมายไทย

ภาพ “ลิซ่า” ปรากฏตัวในรายการ The Tonight Show Starring Jimmy Fallon พร้อมเครื่องดื่มที่มีภาพขวดเบียร์และชื่อแบรนด์ปรากฏอย่างชัดเจน ก่อนกลายเป็นอีกหนึ่งโมเมนต์ที่ถูกพูดถึงบนโลกออนไลน์ โดยเฉพาะช่วงที่เจ้าตัวชวนพิธีกรชนแก้วและพูดคำว่า “หมดแก้ว”

แม้เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในสหรัฐฯ และไม่ได้อยู่ภายใต้กฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของไทยโดยตรง แต่ภาพดังกล่าวสะท้อนให้เห็นความแตกต่างของ “การปรากฏตัวของแบรนด์แอลกอฮอล์ในสื่อ” เมื่อเทียบกับกติกาของไทย ซึ่งยังอยู่ในช่วงวางรายละเอียดหลักเกณฑ์การให้ข้อมูลและประชาสัมพันธ์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ภายใต้กฎหมายฉบับใหม่

จากภาพเบียร์ในรายการระดับโลก กับกฎหมายไทยที่ยังคุมเข้ม

ภายใต้พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ฉบับแก้ไข มาตรา 32/1 กำหนดหลักการว่า การโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ยังเป็นสิ่งต้องห้าม เว้นแต่เป็นการให้ “ข้อมูลข่าวสาร ความรู้ หรือการประชาสัมพันธ์” ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนด

ประเด็นสำคัญจึงไม่ได้อยู่เพียงว่า “พูดถึงเบียร์ได้หรือไม่” แต่รวมถึงว่า ชื่อแบรนด์ โลโก้ ภาพสินค้า และบรรจุภัณฑ์จะปรากฏในสื่อได้มากน้อยเพียงใด (ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา)

 

ล่าสุดคณะอนุกรรมการด้านกฎหมาย สำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขได้จัดทำร่างหลักเกณฑ์ลำดับรองตามมาตรา 32/1 และเปิดรับฟังความคิดเห็นเมื่อ 9 กันยายน 2569

โดยรายละเอียดในร่างกำหนดกรอบการให้ข้อมูลและประชาสัมพันธ์ไว้ค่อนข้างชัด ตั้งแต่ประเภทข้อมูลที่สามารถนำเสนอ วิธีการเผยแพร่ ไปจนถึงขนาดของชื่อหรือเครื่องหมายที่เกี่ยวข้องกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

ร่างใหม่คุมตั้งแต่ “ภาพสินค้า” ถึงพื้นที่โลโก้

สาระสำคัญของร่างกำหนดให้ “ข้อมูลข่าวสาร” ที่นำเสนอได้ต้องเป็นข้อเท็จจริง เช่น ปริมาณแอลกอฮอล์ ส่วนประกอบ แหล่งกำเนิด กระบวนการผลิต สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ และราคาจำหน่ายปกติ โดยต้องไม่เป็นการจูงใจโดยตรงหรือโดยอ้อม ขณะที่การประชาสัมพันธ์สามารถแสดงชื่อผลิตภัณฑ์ ชื่อผู้ผลิต ผู้นำเข้า หรือผู้จำหน่าย รวมถึงภาพหรือสัญลักษณ์ที่เกี่ยวข้องได้ แต่มีข้อจำกัดด้านรูปแบบการนำเสนอ

 

ไวรัล ลิซ่า ‘หมดแก้ว’ ส่องกฎหมายไทย ภาพเบียร์-โลโก้ แค่ไหนถึงโฆษณาได้

 

หนึ่งในประเด็นที่ผู้ประกอบการจับตาคือ ห้ามใช้ภาพเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ภาพบรรจุภัณฑ์ หรือส่วนหนึ่งส่วนใดของเครื่องดื่มหรือบรรจุภัณฑ์ ในการสื่อสารตามหลักเกณฑ์ที่ร่างไว้ นั่นหมายความว่า ภาพ “ขวดเบียร์ที่เห็นชื่อและฉลากชัดเจน” ซึ่งสามารถปรากฏอยู่ในรายการโทรทัศน์ต่างประเทศ ไม่ใช่ภาพที่สามารถนำมาเทียบตรง ๆ กับสิ่งที่กฎหมายไทยอนุญาตได้ เพราะบริบททางกฎหมายและเขตอำนาจแตกต่างกัน

โลโก้ได้ แต่ต้องอยู่ในกรอบ

ร่างหลักเกณฑ์ยังเสนอการจำกัดพื้นที่ของชื่อหรือเครื่องหมาย โดยสื่อโทรทัศน์ ภาพยนตร์ วิดีโอ สื่ออิเล็กทรอนิกส์ เว็บไซต์ และโซเชียลมีเดีย กำหนดพื้นที่รวมของชื่อหรือเครื่องหมายที่เกี่ยวข้องกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไม่เกิน 5% ของพื้นที่สื่อ ส่วนสื่อประเภทอื่นกำหนดไว้ไม่เกิน 3% ขณะที่สื่อสิ่งพิมพ์และเมนูอาหารหรือเครื่องดื่มกำหนดไม่เกิน 5% และห้ามอยู่บริเวณปกหน้า ปกหลัง หน้ากลาง หรือการหุ้มรอบสื่อ

สำหรับสื่อภาพเคลื่อนไหว ร่างยังกำหนดให้การแสดงชื่อหรือเครื่องหมายรวมกันไม่เกิน 5% ของเวลาที่แสดงทั้งหมด และให้ปรากฏเฉพาะช่วงท้ายของสื่อ นอกจากนี้ โทรทัศน์ วิทยุ และสื่อเสียงดิจิทัล รวมถึงรายการโทรทัศน์ กำหนดช่วงเวลาเผยแพร่ไว้ที่ 22.00-05.00 น.

“ห้ามจูงใจ” ยังเป็นโจทย์ใหญ่

อีกประเด็นที่ภาคธุรกิจแสดงความเห็นต่อร่างคือคำว่า “การจูงใจโดยตรงหรือโดยอ้อม” ซึ่งผู้ประกอบการมองว่าควรมีนิยามที่ชัดเจน เพราะอาจกระทบการสื่อสารข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริง ทั้งภาพสินค้า บรรจุภัณฑ์ ราคา รายชื่อสถานที่จำหน่าย การออกงาน รวมถึงข้อมูลเกี่ยวกับแบรนด์ จึงกลายเป็นประเด็นที่ต้องกำหนดเส้นแบ่งระหว่าง “ให้ข้อมูล” กับ “โฆษณาหรือจูงใจ” ให้ชัดเจน

สมาคมการค้าผู้ประกอบธุรกิจคราฟท์เบียร์ได้เสนอให้ทบทวนหลายประเด็น โดยเฉพาะการห้ามแสดงภาพผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ รวมถึงข้อจำกัดด้านพื้นที่สื่อ เพราะเห็นว่าอาจกระทบการสื่อสารของผู้ประกอบการรายเล็กและสินค้าที่ต้องสร้างการรับรู้แบรนด์

จาก “หมดแก้ว” สู่คำถามเรื่องภาพแบรนด์

ดังนั้น โมเมนต์ “หมดแก้ว” ของลิซ่าจึงอาจมองเป็นเพียงกิมมิกของรายการ แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือ ภาพขวดเบียร์และชื่อแบรนด์ที่ปรากฏชัดในสื่อบันเทิงระดับโลก ซึ่งทำให้เห็นความแตกต่างของกติกา กฎหมายการสื่อสารเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ระหว่างประเทศ

สำหรับประเทศไทย ประเด็นสำคัญในเวลานี้จึงไม่ใช่การนำภาพดังกล่าวมาตัดสินว่าผิดหรือถูกตามกฎหมายไทย แต่คือการจับตาว่า เมื่อร่างกฎหมายลำดับรองตามมาตรา 32/1 มีผลบังคับใช้ในอนาคต เส้นแบ่งระหว่าง “การให้ข้อมูล–การประชาสัมพันธ์–การโฆษณา” จะถูกกำหนดไว้อย่างไร

เพราะในยุคที่คอนเทนต์หนึ่งชิ้นสามารถถูกเผยแพร่จากประเทศหนึ่งไปถึงผู้ชมทั่วโลกได้ภายในไม่กี่วินาที กติกาการควบคุมภาพแบรนด์แอลกอฮอล์ของไทย จึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของ “โฆษณาเหล้าเบียร์” แบบเดิมอีกต่อไป แต่เกี่ยวข้องกับการสื่อสารแบรนด์บนภูมิทัศน์สื่อที่ไร้พรมแดนด้วย