
‘แมทธิว กิจโอธาน’ ในวัย 60 กับภารกิจสุดท้าทาย ทรานส์ฟอร์ม Mc Group
‘แมทธิว กิจโอธาน’ ในวัย 60 พร้อมกางโรดแมป ‘แม็คกรุ๊ป’ ทรานส์ฟอร์มแบรนด์อายุ 51 ปี ‘MC Jeans’ ย้ำต้องเดินหน้า ไม่ใช่ Water under the bridge
KEY
POINTS
- แมทธิว กิจโอธาน ซีอีโอแม็คกรุ๊ป วางยุทธศาสตร์ 3 ปี เพื่อทรานส์ฟอร์มแบรนด์ภายใต้แนวคิด "สะพานเชื่อมต่อ" ระหว่างความสำเร็จในอดีตกับโอกาสในยุคใหม่
- ขับเคลื่อนธุรกิจด้วย 4 เสาหลัก ได้แก่ การเชื่อมโยงลูกค้าต่างวัย, การผสานช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ (O2O), การสร้างความผูกพันทางอารมณ์กับแบรนด์ และการเตรียมขยายสู่ตลาดต่างประเทศ
- ลงทุนครั้งใหญ่ในระบบคลังสินค้าอัจฉริยะ (Fulfillment) และนำเทคโนโลยี AI มาใช้ยกระดับการทำงาน ทำให้ธุรกิจออนไลน์เติบโตอย่างก้าวกระโดดและครองอันดับหนึ่งบนแพลตฟอร์ม TikTok
ภายหลังการเข้ารับตำแหน่งครบ 1 ปีเต็มของ “แมทธิว กิจโอธาน” ผู้นำทัพ “แม็คกรุ๊ป” ได้สร้างแรงกระเพื่อมครั้งสำคัญในวงการแฟชั่นไทย ด้วยการประกาศแผนยุทธศาสตร์ 3 ปีเพื่อขับเคลื่อนแบรนด์อายุ 51 ปีข้ามสะพานการเปลี่ยนแปลงไปสู่การเติบโตแบบก้าวกระโดดผ่านระบบนิเวศออนไลน์และระบบคลังสินค้าอัจฉริยะเพื่อมุ่งสู่เป้าหมายที่ท้าทาย
ปูทางสร้าง "สะพานเชื่อมต่อ" ของแบรนด์แฟชั่นระดับตำนาน 51 ปี
การเข้ารับตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ “แมทธิว” ตลอดระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา เป็นช่วงเวลาสำคัญในการวางรากฐานเพื่อการเปลี่ยนผ่านของ บริษัท แม็คกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ Mc แบรนด์เสื้อผ้าไทยที่เดินทางมายาวนานกว่า 51 ปี
“แมทธิว” อธิบายว่า ภารกิจหลักของเขาไม่ใช่เพียงการดำเนินธุรกิจทั่วไป แต่เป็นการสร้าง “สะพานเชื่อมต่อ” (Bridge) ที่มีความสำคัญยิ่งต่ออนาคตขององค์กร สะพานนี้จะเชื่อมประวัติศาสตร์ความสำเร็จเดิมเข้ากับโอกาสใหม่ในโลกยุคปัจจุบัน หากแม็คกรุ๊ปไม่สามารถสร้างและข้ามสะพานนี้ไปได้ แบรนด์ก็อาจต้องเผชิญกับสภาวะหยุดนิ่งและไม่เติบโตอย่างต่อเนื่อง
ปัจจุบัน แม็คกรุ๊ปมีความแข็งแกร่งและพร้อมที่จะออกวิ่งไปข้างหน้าอย่างเต็มกำลัง แต่การจะวิ่งได้อย่างมั่นคงจำเป็นต้องสร้างสะพานเชื่อมนี้ให้เสร็จสมบูรณ์ก่อน ภารกิจในขวบปีแรกจึงเน้นไปที่การวางโครงสร้างระบบงานภายใน การปรับเปลี่ยนกระบวนการคิดของพนักงาน และการพัฒนาภาพลักษณ์แบรนด์ให้มีความทันสมัย
เพื่อให้เข้าถึงและก้าวทันกลุ่มผู้บริโภคยุคใหม่ตั้งแต่ Gen Y, Gen Z ไปจนถึง Gen Alpha การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวไม่เพียงรักษาฐานลูกค้าดั้งเดิม แต่ยังช่วยขยายตลาดเชิงรุกไปสู่ผู้บริโภคเจเนอเรชันใหม่ที่มีพฤติกรรมแตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง
ผ่าแผนยุทธศาสตร์ 4 เสาหลัก: อาวุธนำทัพขับเคลื่อนธุรกิจสู่ทศวรรษใหม่
“แมทธิว” บอกว่า เพื่อทำให้สะพานนี้มั่นคง ได้กำหนดแผนยุทธศาสตร์หลัก 4 เสาหลักในการดำเนินธุรกิจเพื่อนำทัพองค์กรให้บรรลุเป้าหมาย
เสาหลักที่ 1: การทลายช่องว่างระหว่างวัย (Generation Bridge) คือการเชื่อมโยงพฤติกรรมของลูกค้ากลุ่ม Gen X, Y, Z ไปจนถึง Gen Alpha แบรนด์ได้รุกตลาดเจาะกลุ่ม Gen Z รุ่นใหม่ที่มีศักยภาพสูงด้วยการสร้างแบรนด์บนช่องทางออนไลน์ เช่น แบรนด์ "Wiin" (วิน) ซึ่งจำหน่ายเสื้อยืดครอป (Crop T-Shirt) สำหรับผู้หญิงเป็นหลัก รวมถึงการร่วมมือทำคอลลาบอเรชันพิเศษผ่านโครงการ "MCJ" เพื่อสร้างความแปลกใหม่และสร้างสัดส่วนกลุ่มลูกค้าคนรุ่นใหม่ให้กับบริษัทอย่างไม่เคยมีมาก่อน
เสาหลักที่ 2: บูรณาการช่องทางการขาย O2O (Online & Offline Integration) ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจที่แบรนด์ค้าปลีกส่วนใหญ่ประสบภาวะติดลบจากผลกระทบของน้ำท่วมหรือสงคราม แต่แม็คกรุ๊ปยังคงสามารถทำผลงานเป็นบวกได้ ด้วยกลยุทธ์ปรับปรุงหน้าร้านออฟไลน์ควบคู่ไปกับการเติบโตอย่างก้าวกระโดดบนออนไลน์ ซึ่งช่องทางออนไลน์เพียงอย่างเดียวเติบโตเกือบ 2 เท่าตัว จนสร้างยอดขายได้เกินกว่า 1,200 ล้านบาทในรอบปีที่ผ่านมา
เสาหลักที่ 3: การเพิ่มอารมณ์ความรู้สึกในมูลค่าแบรนด์ (Brand Equity & Emotional Connection) ลูกค้าทั่วไปต่างรับรู้และยอมรับแม็คกรุ๊ปในด้านคุณภาพสินค้าที่ดี แต่สำหรับการทำธุรกิจแฟชั่น จำเป็นต้องสร้าง "การเชื่อมโยงทางอารมณ์" (Emotional Connection) ให้กับผู้ซื้อด้วยการออกแบบผลิตภัณฑ์จึงต้องมีเรื่องราวลึกซึ้ง (Storytelling) มีคอมมูนิตี้ และการนำเสนอแนวคิดที่มีความเฉพาะตัว เช่น คอลลาบอเรชันพิเศษกับครีเอเตอร์ไทยที่ผลิตสินค้ารวมกว่า 60,000 ชิ้น เพื่อสร้างความคึกคักให้กับทีมงานและต้อนรับการตอบรับอย่างล้นหลามจากผู้บริโภค
เสาหลักที่ 4: การขยายโอกาสสู่ตลาดต่างประเทศ (International Expansion) เป็นเสาหลักลำดับสุดท้ายที่อยู่ในขั้นตอนการปูทางและเตรียมความพร้อมในอนาคต ปัจจุบันยอดขายของแม็คกรุ๊ปยังมาจากในประเทศ 100% เต็ม โดยไม่มีการเปิดหน้าร้านเองในต่างประเทศ มีเพียงการขายในลักษณะผู้ซื้อรับสินค้าไปจัดจำหน่ายต่อในปริมาณน้อยเท่านั้น โดยปีนี้บริษัทยังคงโฟกัสตลาดประเทศไทยที่มีมูลค่ากว่า 4,000 ล้านบาทเป็นลำดับแรกพร้อมกับการเตรียมทางเดินสู่อินเตอร์ต่อไป
ระบบหลังบ้านและคลังสินค้า Fulfillment
หนึ่งในกุญแจสำคัญที่ทำให้ออนไลน์เติบโตอย่างก้าวกระโดด คือการตัดสินใจลงทุนครั้งใหญ่ในระบบหลังบ้านและคลังสินค้า Fulfillment ของตัวเอง โดย “แมทธิว” ชี้ว่าในธุรกิจอีคอมเมิร์ซ หากคุณขายดีแต่ไม่มีระบบจัดเตรียมสินค้าหลังบ้านที่ดี จะเกิดปัญหาอัตราการยกเลิกคำสั่งซื้อสูงและระดับการให้บริการที่ย่ำแย่จนเสียฐานลูกค้า
แม็คกรุ๊ปจึงลงทุนสร้างสตูดิโอไลฟ์สดของตนเองถึง 10 สตูดิโอ และสร้างเครือข่ายพันธมิตรช่วยขาย (Affiliate) และครีเอเตอร์กว่า 200,000 รายเข้ามาผลักดันยอดขาย ควบคู่กับการบริหารจัดการคลังสินค้าเองเกือบ 100% สิ่งนี้ทำให้บริษัทสามารถจัดส่งสินค้าได้อย่างรวดเร็ว
การเป็นเจ้าของและบริหารระบบคลังสินค้าเองกว่า 99% เป็นข้อได้เปรียบทางการแข่งขันที่ทำให้แม็คกรุ๊ปสามารถครองแบรนด์ยอดขายอันดับหนึ่งบนแพลตฟอร์ม TikTok ได้ในมหกรรมลดราคาครั้งใหญ่ เช่น Double Day 8.8 ที่ทำยอดขายได้สูงถึงกว่า 20 ล้านบาท หรือจัดส่งสินค้าเกือบ 25,000 ชิ้นได้ภายในวันเดียว ซึ่งหากปราศจากระบบ Fulfillment ที่มีประสิทธิภาพ การจัดการยอดคำสั่งซื้อขนาด 25,000 ถึง 30,000 ชิ้นในหนึ่งคืนเป็นเรื่องที่เกือบเป็นไปไม่ได้สำหรับคู่แข่งรายอื่น
"Disruption" ผสมขุมพลัง AI ทรานส์ฟอร์มองค์กร
ปรัชญาการบริหารส่วนตัวของ “แมทธิว” คือการกล้าทำลายรูปแบบเดิม ๆ หรือ "Disruption" โดยเขาเน้นย้ำว่าเราต้องท้าทายตนเองในปัจจุบันอย่างต่อเนื่อง หากไม่มีการดิสรัปต์ ทุกอย่างก็จะหยุดนิ่งเหมือนสายน้ำที่ไหลผ่านใต้สะพานโดยไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง (Water under the bridge)
เพื่อทำลายรูปแบบเดิม แมทธิวจึงริเริ่มนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาช่วยยกระดับการทำงานหลังบ้านอย่างรอบด้าน ทั้งการนำมาประยุกต์ปรับปรุงการจัดหน้าร้านค้าปลีก การจัดการระบบลูกค้าสัมพันธ์ (CRM) และการยกระดับงานออนไลน์
หนึ่งในตัวอย่างความสำเร็จคือระบบ AI ที่ช่วยวิเคราะห์และวิจัยการเดินของลูกค้าในร้านค้าปลีก โดยลิงก์เข้ากับคู่มือ SOP การบริการและการจัดร้านค้าโดยตรง การใช้เทคโนโลยีช่วยตัดสินใจร่วมกับการปรับระบบคิดของทีมงานให้ยืดหยุ่น กล้าเปิดรับแนวคิดใหม่ ๆ และกล้าลงมือทำ คือหัวใจสำคัญของกลยุทธ์ Disruption ที่ทำให้แม็คกรุ๊ปสามารถขับเคลื่อนนวัตกรรมการขายออนไลน์ได้อย่างรวดเร็วและแซงหน้าคู่แข่งขันในเซกเมนต์เดียวกันได้เสมอ
ปัจจุบัน แม็คกรุ๊ปมียอดขายต่อปีอยู่ที่ 4,800 ล้านบาท นับเป็นระยะทางครึ่งหนึ่งสู่เป้าหมายใหญ่ตามแผนงาน 3 ปีที่เสนอต่อบอร์ดบริหาร
“แมทธิว” เชื่อมั่นว่า ด้วยระบบ Fulfillment ที่ทรงพลัง Brand Equity ที่ครองใจผู้ใช้ และระบบหลังบ้านที่ขับเคลื่อนด้วย AI จะนำพาให้แม็คกรุ๊ปในวัย 51 ปียังคงมีความเป็นวัยรุ่น พร้อมจะก้าววิ่งอย่างสง่างามสู่แบรนด์หมื่นล้านในอนาคตอันใกล้






