
รู้จักเจลาโต้ไวรัลราคาแรง Parameter ‘กฤษณ์’ รับเป็นแค่เชฟไม่ได้ถือหุ้น
ดราม่าเจลาโต้ราคาแรงจุดกระแสโซเชียล รู้จัก Parameter พร้อมเปิดที่มา เส้นทางธุรกิจของ “กฤษณ์ ศรีภูมิเศรษฐ์” และข้อมูลผู้ถือหุ้นบริษัทที่ไม่มีชื่อกฤษณ์ถือหุ้นแต่อย่างใด
KEY
POINTS
- Parameter เป็นร้านเจลาโต้ที่กลายเป็นกระแสไวรัลบนโลกออนไลน์จากประเด็นดราม่าเรื่องราคาสูง โดยมีราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 159-559 บาท
- กฤษณ์ ศรีภูมิเศรษฐ์ ซึ่งเป็นบุคคลที่ถูกเชื่อมโยงกับแบรนด์มากที่สุด มีบทบาทเป็นเชฟและผู้พัฒนาสูตร โดยใช้เวลาศึกษาและพัฒนานานกว่า 5 ปี
- กฤษณ์ออกมายืนยันว่าตนเองไม่ได้เป็นผู้ถือหุ้นของบริษัท พารามิเตอร์ จำกัด แต่ทำหน้าที่ดูแลการผลิตและพัฒนาผลิตภัณฑ์เป็นหลัก
กระแสถกเถียงเรื่อง “เจลาโต้ราคาแพงเกินไปหรือไม่” กลายเป็นประเด็นร้อนบนโลกออนไลน์ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา หลัง “กฤษณ์ ศรีภูมิเศรษฐ์” ออกมาโต้ตอบความคิดเห็นของผู้บริโภคเกี่ยวกับร้านเจลาโต้ “Parameter” จนเกิดการวิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้าง ทั้งประเด็นราคาสินค้า แนวคิดการบริโภค และการสื่อสารผ่านโซเชียลมีเดีย
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางกระแสดราม่าที่เกิดขึ้น ชื่อของ Parameter กลับถูกพูดถึงในวงกว้างมากขึ้น และทำให้ผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยเริ่มตั้งคำถามถึงที่มาของแบรนด์ ผู้ที่อยู่เบื้องหลังธุรกิจ รวมถึงบทบาทที่แท้จริงของกฤษณ์ในร้านเจลาโต้แห่งนี้
จากคนบันเทิงสู่ผู้พัฒนาแบรนด์เจลาโต้
Parameter เป็นร้านเจลาโต้ที่เปิดให้บริการภายในศูนย์การค้าสยามพารากอน และเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่ได้รับความสนใจในกลุ่มผู้บริโภคสายขนมและคาเฟ่จากการนำเสนอเจลาโต้ในรูปแบบพรีเมียม ภายใต้แนวคิด “Classic Refined Gelato”
นายกฤษณ์ ศรีภูมิเศรษฐ์ ซึ่งเป็นบุคคลที่ถูกเชื่อมโยงกับแบรนด์มากที่สุด เคยให้ข้อมูลผ่านสื่อหลายสำนักว่าใช้เวลาศึกษาเรื่องเจลาโต้และพัฒนาสูตรมานานกว่า 5 ปี โดยเดินทางไปเรียนรู้และชิมเจลาโต้ในหลายประเทศ อาทิ อิตาลี ฝรั่งเศส อังกฤษ เยอรมนี และญี่ปุ่น ก่อนนำองค์ความรู้ที่ได้มาปรับใช้กับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของร้าน
สำหรับเมนูของร้านมีการนำเสนอรสชาติที่ใช้วัตถุดิบจากหลายแหล่งผลิตทั่วโลก รวมถึงวัตถุดิบนำเข้าจากประเทศอิตาลี ซึ่งเป็นประเทศต้นกำเนิดของเจลาโต้ โดยกฤษณ์ทำหน้าที่ดูแลการพัฒนาสูตร การผลิต และการออกแบบผลิตภัณฑ์เป็นหลัก
ราคาเจลาโต้กลายเป็นประเด็นบนโลกออนไลน์
ชื่อของ Parameter ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในช่วงที่ผ่านมา หลังเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับระดับราคาของสินค้า โดยเจลาโต้บางเมนูมีราคาหลายร้อยบาทต่อถ้วย มีราคาเริ่มต้น 159-559 บาท
ต่อมาประเด็นดังกล่าวขยายวงกว้างสู่การถกเถียงบนสื่อสังคมออนไลน์ ทั้งในมุมของการกำหนดราคา การสื่อสารของแบรนด์ และแนวคิดเกี่ยวกับสินค้าในกลุ่มพรีเมียม ส่งผลให้ชื่อของ Parameter กลายเป็นหนึ่งในแบรนด์อาหารที่ถูกพูดถึงอย่างมากในช่วงเวลานั้น
ขณะเดียวกัน นายกฤษณ์ได้ออกมาชี้แจงต่อสาธารณะถึงประเด็นต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น พร้อมระบุว่าข้อความบางส่วนที่ถูกนำมาเผยแพร่ในโซเชียลมีเดียเป็นการสื่อสารในลักษณะหยอกล้อกับลูกค้าภายในร้านตั้งแต่ช่วงแรกของการเปิดกิจการ แต่เมื่อถูกเผยแพร่ออกไปในวงกว้างอาจทำให้เกิดความเข้าใจที่แตกต่างกันได้ นอกจากนี้ กฤษณ์ยังเปิดเผยว่าร้านมีแผนพัฒนาเมนูใหม่เพิ่มเติมในอนาคต ซึ่งอาจมีราคาสูงกว่าที่วางจำหน่ายอยู่ในปัจจุบัน
เปิดโครงสร้างผู้ถือหุ้น พบไม่มีชื่อ “กฤษณ์”
นอกจากประเด็นเรื่องราคาแล้ว อีกหนึ่งคำถามที่ได้รับความสนใจคือโครงสร้างการถือหุ้นของบริษัทผู้ดำเนินธุรกิจร้าน Parameter ข้อมูลจาก “กรุงเทพธุรกิจ” ได้สอบถาม นายกฤษณ์ ศรีภูมิเศรษฐ์ ถึงกรณีข้อมูลจากฐานข้อมูลนิติบุคคลที่ระบุว่า บริษัท พารามิเตอร์ จำกัด ไม่มีชื่อของกฤษณ์เป็นผู้ถือหุ้น ข้อมูลผู้ถือหุ้นล่าสุดของ บริษัท พารามิเตอร์ จำกัด ระบุว่า นางสาวพรพิพัฒน์ เวหัพพลา เป็นผู้ถือหุ้นหลัก
ด้านกฤษณ์ยืนยันว่า ตนเองไม่ได้เป็นผู้ถือหุ้นของบริษัท และมีบทบาทในฐานะเชฟและผู้พัฒนาผลิตภัณฑ์ โดยรับผิดชอบการคิดค้นเมนู การผลิต และการออกแบบงานส่วนหลังบ้านของร้านเป็นหลัก ขณะที่การบริหารจัดการด้านอื่นมีผู้รับผิดชอบแยกต่างหาก
“ไม่ได้เป็นเจ้าของ เป็นเชฟ ทำเจลาโต้เป็นหลัก”
จากข้อมูลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ พบว่า บริษัท พารามิเตอร์ จำกัด จดทะเบียนจัดตั้งเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2568 มูลค่าจดทะเบียน 5,000,000 บาท โดยข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 19 กรกฎาคม 2569 ระบุว่า บริษัทมีกรรมการเพียง 1 ราย คือ นางสาวพรพิพัฒน์ เวหัพพลา ขณะที่ไม่ปรากฏชื่อของ “กฤษณ์” ในฐานะผู้ถือหุ้นของบริษัทแต่อย่างใด
ด้านผลประกอบการในปี 2568 ซึ่งเป็นรอบบัญชีแรกนับตั้งแต่จัดตั้งบริษัท โดยมีรายได้รวมปีล่าสุด 960.63 บาท รายจ่ายรวม 1.88 ล้านบาท ขาดทุนสุทธิ 1.97 ล้านบาท ซึ่งมีการเปิดหน้าร้านวันแรก 6 มีนาคม 2569ตามข้อมูลที่ยื่นต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์
สำหรับ Parameter กระแสดราม่าที่เกิดขึ้นไม่เพียงทำให้เกิดการถกเถียงเรื่องราคาและการสื่อสารของแบรนด์เท่านั้น แต่ยังทำให้ผู้บริโภคจำนวนมากหันมาสนใจที่มาของธุรกิจและโครงสร้างการดำเนินงานของร้านมากขึ้น โดยเฉพาะประเด็นเกี่ยวกับผู้ถือหุ้นและบทบาทของผู้ที่อยู่เบื้องหลังแบรนด์ ซึ่งกลายเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ถูกพูดถึงควบคู่ไปกับกระแส Overpriced ที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา







