thansettakij
thansettakij
“กอบศักดิ์” ระดมสมองรัฐ-เอกชน สั่งตั้งทีมเฉพาะกิจ แก้วิกฤต SME

“กอบศักดิ์” ระดมสมองรัฐ-เอกชน สั่งตั้งทีมเฉพาะกิจ แก้วิกฤต SME

07 ก.ค. 69 | 09:20 น.
อัปเดตล่าสุด :07 ก.ค. 69 | 09:42 น.

“กอบศักดิ์ ภูตระกูล” นั่งหัวโต๊ะระดมสมองภาครัฐ-บิ๊กเอกชน หารือเร่งด่วนขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนและช่วยเหลือ SME ที่กำลังเผชิญภาวะวิกฤตหนัก พร้อมตั้งทีมเฉพาะกิจ ชงแนวทางแก้ปัญหาส่งต่อรองนายกฯศุภจี

KEY

POINTS

  • ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล เป็นประธานการประชุมระดมสมองระหว่างหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนเพื่อหาทางแก้ไขวิกฤต SME
  • มีมติให้จัดตั้งทีมทำงานเฉพาะกิจร่วมระหว่างภาครัฐและเอกชน โดยมีอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้าเป็นแกนนำในการรวบรวมปัญหา
  • สรุปแนวทางความร่วมมือและแผนงานหลัก 8 ประการเพื่อช่วยเหลือ SME อาทิ การปลดล็อกแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ การให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี และการจัดระเบียบสินค้าออนไลน์
  • คณะทำงานจะเสนอประเด็นปัญหาเร่งด่วน 4-5 เรื่องต่อเดือนเพื่อพิจารณาแก้ไขทันทีในรูปแบบ Fast Track

การประชุมหารือเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้านการส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน และ SME เมื่อวันที่ 6 ก.ค. 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งมี ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล เป็นประธานในที่ประชุม โดยมีเป้าหมายเพื่อระดมสมองระหว่างหน่วยงานภาครัฐระดับสูงและตัวแทนภาคเอกชนชั้นนำของประเทศ เพื่อหาทางออกให้กับเศรษฐกิจฐานรากที่กำลังอยู่ในภาวะถดถอยอย่างรุนแรง

ดึงรัฐ-เอกชน ร่วมแก้วิกฤตเศรษฐกิจ

มีหน่วยงานที่เข้าร่วมประชุมในครั้งนี้ครอบคลุมทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย ประกอบด้วยปลัดกระทรวงสำคัญ อาทิ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์, ปลัดกระทรวงพาณิชย์, ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม และปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

นอกจากนี้ยังมีอธิบดีกรมสำคัญ เช่น อธิบดีกรมพัฒนาชุมชน, อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร, อธิบดีกรมการค้าภายใน, อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ, อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ

ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธาน ที่ประชุมหารือเร่งด่วนขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนและช่วยเหลือ SME

ส่วนของภาคเอกชนและองค์กรอิสระ มีตัวแทนจากหอการค้าไทย, สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย, สมาคมธนาคารไทย สมาคมผู้ค้าปลีกไทย สมาคมการค้าส่ง-ปลีกไทย ผู้บริหารระดับสูงจากบริษัทเอกชนยักษ์ใหญ่ อาทิ บมจ. เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น, เครือเจริญโภคภัณฑ์, บมจ. เบทาโกร, บมจ. ไทยเบฟเวอเรจ และบริษัท สยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด เป็นต้น

แผนงานเชิงรุก ติดอาวุธใหม่ SME

จากการหารืออย่างเข้มข้น ที่ประชุมได้ข้อสรุปถึงแนวทางความร่วมมือและแผนงานหลัก 8 ประการ เพื่อเป็นกลไกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดังนี้:

1. การสะสางฐานข้อมูล (Cleansing Data): เร่งดำเนินการตรวจสอบและปรับปรุงฐานข้อมูล SME ทั่วประเทศเพื่อให้มีความถูกต้อง แม่นยำ ซึ่งจะช่วยให้ภาครัฐสามารถเข้าถึงและส่งความช่วยเหลือให้แก่กลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพและถูกฝาถูกตัว

2. มาตรการจูงใจดึงธุรกิจนอกระบบเข้าสู่ระบบ: ใช้มาตรการด้านภาษีเป็นแรงจูงใจเพื่อให้ธุรกิจที่ยังอยู่นอกระบบตัดสินใจเข้ามาจดทะเบียนอย่างถูกต้อง เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีในระยะยาวและเพื่อให้ธุรกิจเหล่านี้เข้าถึงสวัสดิการของรัฐได้

3. การปลดล็อกแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ: ประสานงานผ่านสมาคมธนาคารไทยเพื่อเปิดโอกาสให้ SME สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่มีอัตราดอกเบี้ยผ่อนปรน เพื่อเพิ่มสภาพคล่องและช่วยให้ธุรกิจสามารถประคองตัวให้อยู่รอดได้ในภาวะวิกฤต

4. การควบคุมและจัดระเบียบสินค้าออนไลน์: รัฐบาลรับข้อเสนอในการเข้มงวดกับสินค้าออนไลน์ เพื่อสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขันด้านต้นทุนระหว่างร้านค้าแบบ Offline (หน้าร้าน) และ Online โดยเฉพาะการจัดการกับสินค้าข้ามชาติที่ทะลักเข้ามา

5. การส่งเสริมการท่องเที่ยวเพื่อสร้างเงินหมุนเวียน: เร่งสนับสนุนกิจกรรมการท่องเที่ยวเพื่อดึงเม็ดเงินจากภายนอกเข้าสู่ท้องถิ่น เนื่องจากกังวลว่าหากโครงการ "ไทยช่วยไทยพลัส" สิ้นสุดลงในเดือนกันยายนนี้ เศรษฐกิจในประเทศจะซบเซาลงอย่างหนัก

6. การจัดตั้งทีมทำงานร่วมรัฐ-เอกชน: มอบหมายให้ นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เป็นเจ้าภาพหลักในการรวบรวมปัญหาและจัดตั้งคณะทำงาน โดยต้องมีตัวแทนจากภาคเอกชนเข้าไปมีส่วนร่วมอย่างใกล้ชิด

7. แผนแก้ปัญหาแบบ Fast Track รายเดือน: คณะทำงานจะนำเสนอประเด็นปัญหาเร่งด่วน 4-5 เรื่องต่อเดือน เพื่อพิจารณาแก้ไขทันที โดยเน้นหลักการ "ปัญหาไหนมาก่อน แก้ไขให้ก่อน" และส่งต่อให้คุณศุภจี ประธานคณะกรรมการพิจารณาอนุมัติ

8. การให้ "อาวุธแต้มต่อ" ทางภาษีแก่รายย่อยและผู้สูงอายุ: ข้อเสนอสำคัญจากการสัมภาษณ์นายสมชาย คือการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่ SME และกลุ่มผู้ค้าที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป (ซึ่งเป็น 1 ใน 3 ของประเทศ) ในรูปแบบคล้ายกับ BOI เช่น การงดเว้นภาษีในช่วง 1-5 ปีแรกของการทำธุรกิจ เพื่อให้คนตัวเล็กสามารถยืนหยัดได้ด้วยตัวเอง

แนะรัฐ สนับสนุนพื้นที่ค้าขายแบบ "Street Food" ที่ไม่ผ่านแพลตฟอร์มเพื่อตัดต้นทุนส่วนเกิน 30-60%

SME ในภาวะโคม่า

นายสมชาย พรรัตนเจริญ ประธานกิตติมศักดิ์ สมาคมการค้าส่ง-ปลีกไทย กล่าวกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ขณะนี้ SME ไทยไม่ได้แค่แย่ แต่กำลังอยู่ในขั้น "โคม่า" ปัญหาใหญ่คือการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคที่มี "กลุ่มทุนในอากาศ" หรือแพลตฟอร์มออนไลน์ข้ามชาติเข้ามาดูดซับเม็ดเงินออกจากประเทศไปอย่างมหาศาล โดยคนไทยติดนิสัยการใช้บริการเหล่านี้มาตั้งแต่ปี 2560 และรุนแรงขึ้นในช่วงโควิด-19

"วันนี้สมการการค้าเปลี่ยนไป รัฐบาลจะช่วยแบบเดิมไม่ได้ จะกู้มาแจกเพื่อเพิ่ม GDP มันไม่ใช่ ต่อให้กู้มาอีก 2 ล้านล้านมาแจกก็หมดแล้วก็จบ มันไม่ได้ทำให้นิสัยการค้าหรือวิถีการค้ามันดีขึ้น"

หนึ่งในตัวอย่างที่น่าสนใจคือ ต้นทุนออนไลน์ที่สูงถึง 30% จากค่า GP และค่าบริการต่างๆ ทำให้ราคาสินค้า เช่น ก๋วยเตี๋ยว พุ่งจาก 40 บาทเป็น 80 บาท ซึ่งเงินเดือนคนไทยโตไม่ทันกับภาระที่เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน สินค้าขยะหรือสินค้าล้างสต็อกจากต่างประเทศ เช่น จีนและญี่ปุ่น ก็ไหลทะลักเข้ามาทำลายอุตสาหกรรมขนาดเล็กในประเทศ เช่น จานชามใบละ 5-10 บาท จนโรงงานไทยอยู่ไม่ได้

ลดค่าครองชีพ หนุน Street Food

นายสมชาย กล่าวอีกว่า ต้องการให้รัฐบาลมองข้ามการแจกเงินแบบ "ไทยช่วยไทย" แต่ควรหันมาลดค่าครองชีพที่แท้จริง เช่น ค่าโดยสารรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย หรือการควบคุมค่าไฟฟ้าซึ่งเป็นภาระหนักของประชาชน อีกทั้งยังเสนอให้สนับสนุนพื้นที่ค้าขายแบบ "Street Food" ที่ไม่ผ่านแพลตฟอร์มเพื่อตัดต้นทุนส่วนเกิน 30-60% ออกไป เพื่อให้ประชาชนที่มีเงิน 100 บาทสามารถซื้ออาหารกินได้อิ่มท้องจริงๆ

ทั้งนี้ทีมทำงานทั้งผสมผสานทั้งบุคลากรจากภาครัฐและเอกชน จะร่วมประชุมเพื่อนำเสนอปัญหาและแนวทางการแก้ปัญหา เพื่อนำเสนอต่อนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ต่อไป