
'ไทยช่วยไทยพลัส' เดือน 2 เปลี่ยนพฤติกรรมใช้จ่าย พุ่งกลาง–ปลายเดือน
นายสรเทพ ประเมิน โครงการไทยช่วยไทยพลัสเดือน 2 ผู้บริโภคเริ่มวางแผนใช้สิทธิ์มากขึ้น ยอดใช้จ่ายคาดกระจุกตัวช่วงกลาง–ปลายเดือน ขณะที่ผู้ประกอบการชี้เป็นเพียงมาตรการประคองกำลังซื้อ ไม่ใช่การกระตุ้นเศรษฐกิจระยะยาว
KEY
POINTS
- พฤติกรรมการใช้จ่ายในโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” เดือนที่ 2 เปลี่ยนแปลงไป โดยผู้บริโภคเริ่มเรียนรู้และวางแผนการใช้สิทธิ์มากขึ้น
- ยอดใช้จ่ายในเดือนที่ 2 มีแนวโน้มกระจายตัวและพุ่งสูงขึ้นในช่วงกลางถึงปลายเดือน ต่างจากเดือนแรกที่กระจุกตัวในช่วงต้นเดือน
- สาเหตุหลักเกิดจากผู้มีรายได้ประจำมักใช้เงินเดือนของตนเองก่อน แล้วจึงเก็บสิทธิ์จากโครงการไว้ใช้จ่ายในช่วงท้ายของเดือน
นายสรเทพ โรจน์พจนารัช ประธานชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมโฮสเทลประเทศไทย เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ภาพรวมโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ในเดือนที่ 2 มีแนวโน้มการใช้จ่ายเปลี่ยนแปลงจากเดือนแรกอย่างชัดเจน หลังผู้บริโภคเริ่มเรียนรู้วิธีใช้งานระบบ และเริ่มวางแผนการใช้สิทธิ์มากขึ้น ส่งผลให้รูปแบบการใช้จ่ายมีแนวโน้มกระจายตัวในช่วงกลางเดือนถึงปลายเดือน แทนการเร่งใช้ในช่วงต้นเดือน
เดือนแรกใช้สิทธิ์เกือบเต็มวงเงิน 98% กว่า 24,000 ล้านบาท
นายสรเทพ ระบุว่า จากการประเมินภาพรวมเดือนแรก พบว่ามีผู้ลงทะเบียนใช้สิทธิ์ประมาณ 26 ล้านคน และมีการใช้สิทธิ์จริงราว 98.13% หรือประมาณ 25-26 ล้านคน ขณะที่ผู้ไม่ได้ใช้สิทธิ์มีสัดส่วนราว 1% ทั้งนี้มีการใช้จ่ายผ่านโครงการรวมประมาณ 24,000 ล้านบาท คิดเป็นค่าใช้จ่ายเฉลี่ยราว 920 บาทต่อคน ทำให้เหลือวงเงินคงเหลือเฉลี่ยประมาณ 80 บาทต่อสิทธิ์
โดยมองว่าวงเงินคงเหลือในระดับดังกล่าวค่อนข้างต่ำ และอาจไม่สอดคล้องกับรูปแบบราคาสินค้าและบริการ ทำให้ผู้บริโภคบางส่วนไม่สามารถนำไปใช้ต่อได้เต็มประสิทธิภาพ
เดือนแรกคึกคักช่วงต้น ก่อนชะลอครึ่งเดือนหลัง
นายสรเทพ กล่าวว่า ลักษณะการใช้จ่ายในเดือนแรกเป็นไปในทิศทางเดียวกับโครงการลักษณะใกล้เคียงกัน โดยช่วง 15 วันแรกมีการใช้จ่ายคึกคัก โดยเฉพาะช่วง 2-3 วันแรก ก่อนจะเริ่มชะลอตัวในช่วงครึ่งเดือนหลัง เนื่องจากผู้บริโภคบางส่วนทยอยเก็บวงเงินไว้ใช้ในช่วงต่อไป
ขณะเดียวกัน พบว่ามีการใช้บริการผ่านแพลตฟอร์มเดลิเวอรีเพิ่มขึ้นในช่วงเริ่มต้นโครงการ สะท้อนพฤติกรรมผู้บริโภคที่ปรับตัวเข้ากับช่องทางดิจิทัลมากขึ้น
เดือน 2 ผู้บริโภคเริ่มวางแผนใช้จ่าย คาดยอดพุ่งกลาง–ปลายเดือน
สำหรับเดือนที่ 2 คาดว่าพฤติกรรมการใช้จ่ายจะเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน โดยผู้บริโภคเริ่มมีการวางแผนการใช้สิทธิ์มากขึ้น จากบทเรียนในเดือนแรก ทำให้การใช้จ่ายในช่วงต้นเดือนลดความหนาแน่นลง
นายสรเทพ ระบุว่า ผู้มีรายได้ประจำส่วนใหญ่ยังมีเงินเดือนในช่วงต้นเดือน จึงมีแนวโน้มใช้เงินของตนเองก่อน และเก็บสิทธิ์จากโครงการไว้ใช้ในช่วงกลางเดือนถึงปลายเดือน ส่งผลให้คาดว่ายอดใช้จ่ายจะเร่งตัวในช่วงดังกล่าว
พร้อมประเมินว่า การใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนในเดือนที่ 2 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น และอาจใช้สิทธิ์ได้ใกล้เคียงหรือเต็มวงเงินมากขึ้น จากการที่ผู้บริโภคเริ่มเข้าใจระบบมากขึ้น
เดือน 3–4 เดลิเวอรีขยายตัวต่อเนื่อง
สำหรับแนวโน้มในเดือนที่ 3 และ 4 นายสรเทพมองว่า พฤติกรรมการใช้จ่ายจะยังคงใกล้เคียงเดือนที่ 2 คือมีการทยอยใช้สิทธิ์ในช่วงกลางและปลายเดือน ขณะที่การใช้บริการสั่งอาหารผ่านแพลตฟอร์มเดลิเวอรีมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง
เนื่องจากกลุ่มผู้ได้รับสิทธิ์ส่วนใหญ่เป็นแรงงานและพนักงานออฟฟิศ ซึ่งมีความต้องการใช้บริการสั่งอาหารมายังสถานที่ทำงาน ทำให้ช่องทางเดลิเวอรีมีบทบาทมากขึ้นในการช่วยลดค่าครองชีพ
ทั้งนี้ ก่อนมีโครงการดังกล่าว ภาคธุรกิจร้านอาหารทั้งหน้าร้านและเดลิเวอรีมีการประเมินว่า ยอดขายลดลงประมาณ 30% แต่หลังโครงการเริ่มดำเนินการ พบว่าช่วยพยุงคำสั่งซื้อในบางช่วงเวลา
นายสรเทพ ระบุว่า โครงการไทยช่วยไทยเป็นมาตรการที่ช่วยประคองกำลังซื้อในระบบเศรษฐกิจ มากกว่าจะเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหรือ GDP อย่างมีนัยสำคัญเหมือนโครงการในอดีต ทั้งนี้ กำลังซื้อที่เกิดขึ้นยังมีลักษณะผันผวนตามช่วงเวลาในแต่ละเดือน ทำให้การใช้จ่ายไม่สม่ำเสมอ
เสนอใช้วงเงินคงเหลือหนุน SME และปรับโครงสร้างระยะยาว
นายสรเทพ เสนอว่า รัฐบาลควรพิจารณานำวงเงินที่เหลือจากผู้ไม่ได้ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ มูลค่าประมาณ 16,000 ล้านบาท มาใช้ในการออกมาตรการเพิ่มเติม เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ SME และธุรกิจร้านอาหารที่อยู่ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)
หากไม่มีการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างเป็นระบบ อาจทำให้รัฐต้องพึ่งพามาตรการกระตุ้นระยะสั้นต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลต่อภาระงบประมาณในระยะยาว
กังวล SME เผชิญแรงกดดันต่อเนื่อง
สำหรับภาพรวมครึ่งปีหลัง นายสรเทพประเมินว่า ภาคธุรกิจ SME ยังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนและกำลังซื้อที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ ขณะที่ยังไม่เห็นมาตรการสนับสนุนเชิงโครงสร้างที่ชัดเจนจากภาครัฐ
ทั้งนี้ หนึ่งในข้อเสนอที่เคยเสนอไป คือ การปรับลดเงินสมทบประกันสังคมของนายจ้างและลูกจ้างลงชั่วคราวเพื่อเพิ่มสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจแต่ยังไม่ได้รับการตอบสนองในเชิงนโยบาย






