
"อดีตบอร์ดสภาการศึกษา" คิดต่าง "ดีลทรู-ดีแทค" ช่วยลดเหลื่อมล้ำการศึกษา
"เกียรติชัย โสภาเสถียรพงศ์" นักการเงินการคลัง อดีตบอร์ดสภาการศึกษาฯ แสดงจุดยืนหนุนควบรวมทรู-ดีแทค เชื่อเทคโนโลยีจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษา
นายเกียรติชัย โสภาเสถียรพงศ์ นักการเงินการคลัง อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง และ อดีตบอร์ดสภาการศึกษาฯ แสดงความเห็นต่อการควบรวมธุรกิจระหว่างบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จํากัด (มหาชน) และ บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค แบบมีเงื่อนไข ว่า ถือเป็นความท้าทาย โดยเฉพาะการกำหนดมาตรการเยียวยาผลกระทบที่จะเกิดขึ้น
และได้พิจารณาข้อกังวลและเห็นชอบเงื่อนไขหรือมาตรการเฉพาะจำนวน 5 ข้อนั้น เป็นโอกาสในการสร้างความเปลี่ยนแปลงทรูและดีแทคในอนาคต เชื่อมั่นการควบรวมเกิดประโยชน์ต่อประเทศ เดินหน้าสนับสนุนเต็มที่
นายเกียรติชัย กล่าวว่า ในฐานะสมาชิกบอร์ดสภาการศึกษากว่า 5 ปี ตนได้ประจักษ์ถึงบทบาทอันสำคัญของเทคโนโลยีที่จะมาช่วยพัฒนามาตรฐานการศึกษาของประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลดความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษา อีกทั้งยังเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เกิดนวัตกรรมเทคโนโลยีด้านการศึกษา จึงเชื่อมั่นว่าการควบรวมกิจการโทรคมนาคมระหว่างทรูและดีแทคจะสร้างประโยชน์ให้แก่ประเทศไทย และยังคงยืนยันสนับสนุนการควบรวมครั้งนี้
นอกจากนี้ยังเห็นว่าการลงมติของกสทช.ที่รับทราบและออกเงื่อนไขนั้น ถือว่าเงื่อนไขดังกล่าวได้สร้างความท้าทายให้แก่โอเปอร์เรเตอร์เครือข่ายโมบายล์ที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 2 และ 3 ซึ่งเงื่อนไขเหล่านี้
โดยเฉพาะเงื่อนไขที่กำหนดให้ทรูและดีแทคจะต้องแยกแบรนด์เป็นเวลา 3 ปีนั้น แม้จะเป็นการการสกัดกั้นการสร้างแบรนด์ใหม่ ซึ่งจะทำให้ทรูและดีแทคยังไม่ได้อยู่ในตำแหน่งผู้นำตลาดหลังการควบรวมในทันที
และนอกจากนี้ยังมีข้อห้ามของกสทช. ที่ไม่ให้บริษัทควบรวมปฏิเสธการจัดให้มีผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบโครงข่ายเสมือน (MVNO) อีกด้วย แต่อย่างไรก็ตามเงื่อนไขทั้งหมดถือเป็นความท้าทายแก่ทรูและดีแทค เพราะวัตถุประสงค์หลักของการควบรวมคือการขับเคลื่อนให้เกิดการขยายขนาดธุรกิจ
ซึ่งที่สุดแล้วผู้บริโภคควรจะได้รับประโยชน์จากการแข่งขันมากที่สุด แต่อย่างไรก็ตามก็ถือเป็นโอกาสในการสร้างความเปลี่ยนแปลงแก่ทรูและดีแทคในอนาคต ทั้ง 2 องค์กรจำเป็นต้องปรับปรุงกลยุทธ์ทางธุรกิจ รวมถึงแผนการตลาดในปี 3 ปีข้างหน้าเพื่อให้เป็นไปตามเงื่อนไขของกสทช.
หากพิจารณาอย่างรอบด้าน การควบรวมครั้งนี้เกิดขึ้นเพื่อขับเคลื่อนให้เกิดการขยายขนาดธุรกิจ เพราะเป็นความท้าทายของผู้ประกอบการโทรคมนาคมขนาดเล็กที่ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายการลงทุนที่สูง โดยปราศจากผลตอบแทนในการลงทุนที่ได้คืนกลับมาในทันที ซึ่งคล้ายกับแผนการควบรวมของบริษัท Celcom Axiata และ Digi ในมาเลเซีย
นายเกียรติชัย ระบุว่า โดยจากข้อมูลของบริษัท GSMA Intelligent พบว่าฐานลูกค้าของดีแทค มีจำนวนลดลงในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา จาก 28.4 ล้าน เหลือเพียง 19.3 ล้านคนในปลายเดือนกันยายน และส่วนแบ่งทางการตลาดก็ลดลงเช่นเดียวกันจาก 34 เปอร์เซ็นต์ มาเป็นเพียง 20 เปอร์เซ็นต์ เช่นเดียวกันกับกำไรที่ลดลงต่อเนื่องถึง 5 ไตรมาส
ขณะที่ฟิทช์ เรทติ้งส์ คาดว่าการควบรวมในประเทศไทยจะส่งผลให้สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายในการลงทุน (CAPEX ) และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน (OPEX) รวมถึงเสถียรภาพทางการเงินและกำไรในระยะยาว ส่งผลให้บริษัทใหม่ สามารถแข่งขันกับเอไอเอสซึ่งมีการเงินที่แข็งแกร่งเพื่อลงทุน 5G
ทั้งนี้ในรายงานผลวิจัยระดับโลก HSBC คาดการณ์ว่าการผนึกกำลังครั้งนี้ มีความเป็นไปได้ที่จะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการลงทุน (CAPEX ) และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน (OPEX) ได้ 2.2 ล้านเหรียญสหรัฐ ถึง 5.5 ล้านเหรียญสหรัฐ ตลอดจนเพิ่มรายได้ ในมุมของกฎระเบียบ สถาบันการเงินเชื่อว่า การควบรวมครั้งนี้ จะเกิดสิ่งดี ๆ เนื่องจากทั้ง 2 บริษัท ไม่มีใครสามารถสร้างกระแสเงินสดได้อย่างเพียงพอเพื่อลงทุนด้านเครือข่าย
นอกจากนี้ นายเกียรติชัย ในฐานะที่เป็นนักการศึกษายังเห็นว่า การควบรวมบริษัทโทรคมนาคมครั้งนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เกิดนวัตกรรมเทคโนโลยีด้านการศึกษา ได้แก่
- หนังสือดิจิทัลและแท็บเล็ต
- การพิมพ์ 3 มิติ
- เทคโนโลยีโลกเสมือน
- เกมมิฟิเคชั่น (Gamification)
- เทคโนโลยีคลาวด์
- ปัญญาประดิษฐ์
- เทคโนโลยีโมบายล์
ซึ่งสินค้าและบริการที่หลากหลายมากกว่าเดิมของทั้ง 2 บริษัทเทคโนโลยีนี้จะสามารถนำเสนอโซลูชันที่รวดเร็วกว่าในราคาที่ย่อมเยากว่าให้แก่ภาคการศึกษาไทย ที่ยังคงมีความเหลื่อมล้ำ มีช่องว่างระหว่างกลุ่มคนในสังคมในการเข้าถึงแหล่งข้อมูลการศึกษา เช่น ครูที่มีประสบการณ์และมีคุณสมบัติที่เหมาะสม หนังสือเรียน เทคโนโลยี ตลอดจนอุปกรณ์อำนวยความสะดวกในด้านต่าง ๆ แก่โรงเรียน







