‘เต็ดตรา แพ้ค’ เด้งรับ 8 เทรนด์ ชูโซลูชั่นดักลูกค้า

28 ก.ค. 2564 เวลา 7:39 น.77

ชี้โควิด-19 ตัวเร่งเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภค “เต็ดตรา แพ้ค” ชูโซลูชั่น การแปรรูปและบรรจุภัณฑ์อาหาร เผยเทรนด์จากผลวิจัยสนับสนุนลูกค้าและตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในอนาคต

นายสุภนัฐ รัตนทิพ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท เต็ดตรา แพ้ค (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ต่อไปนี้ถ้าพูดถึงปี 2020 ผมว่าพวกเราทุกคนต้องจดจำไปอีกนาน เพราะสถานการณ์โควิด-19 นี้ไม่ใช่แค่วิกฤตที่เกิดขึ้นเฉพาะประเทศไทย แต่ส่งผลไปถึงทั่วโลก เรียกว่าครั้งนึงในชีวิตเลยก็ว่าได้ที่ทุกประเทศเกิดวิกฤตพร้อมกันและนอกจากเป็นปีที่ต้องจดจำแล้ว ยังเป็นปีที่เกิดการเปลี่ยนแปลงเยอะที่สุดอีกด้วย

 

หนึ่งในสิ่งที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา คือ พฤติกรรมของผู้บริโภค โดยขึ้นอยู่กับปัจจัยภายนอกที่เข้ามามีผล หรือแม้กระทั่งปัจจัยภายในก็ตาม รวมไปถึงสถานการณ์โควิด-19 ที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้ ถือเป็นปัจจัยที่เร่งเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภคอย่างรวดเร็ว บางเทรนด์จะเห็นได้ว่าไปเร็วขึ้น และบางเทรนด์มีการเปลี่ยนผ่าน

 

โดยล่าสุด เต็ดตรา แพ้ค ได้ระบุ 8 เทรนด์สำคัญสำหรับผู้บริโภคปี 2564 ได้แก่ สุขภาพต้องมาก่อน การบริโภคอย่างมีความรับผิดชอบ ความสะดวกสบายในบ้าน ประสบการณ์อาหารอิเล็กทรอนิกส์ การเชื่อมต่อทางสังคม ต้นกำเนิดและแหล่งที่มา ความดื่มด่ำที่ตั้งใจ และ ข้อมูลส่วนบุคคล

เนื่องจากเทรนด์ของผู้บริโภคในอนาคตที่จะเกิดขึ้น มีผลกระทบต่อเนื่องมายังลูกค้า ซึ่งการที่ เต็ดตรา แพ้ค จะทำงานร่วมกับลูกค้าได้อย่างมีประสิทธินั้น สิ่งสำคัญคือต้องมีความเข้าใจเทรนด์ของผู้บริโภคไปในภาพเดียวกับลูกค้า เพื่อที่จะช่วยสนับสนุนลูกค้า และตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในอนาคตได้

 

นอกจากนี้ เทรนด์ของอาหารและเครื่องดื่มที่เกี่ยวข้องกับเรื่องสุขภาพมีอัตราการเติบโตอย่างมาก ซึ่งในช่วงครึ่งปีแรก ตลาดเครื่องดื่มนมธัญพืช (RNGS) อาทิ นมอัลมอนด์ นมถั่วต่างๆ เติบโตขึ้นกว่า 30% ถือเป็นข้อบ่งชี้ที่สามารถบอกได้ว่า อาหาร เครื่องดื่ม หรือบรรจุภัณฑ์ ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จะมีการเจริญเติบโตมากขึ้นเรื่อยๆในอนาคต

 

แม้กระทั้งธุรกิจร้านอาหารก็มีการปรับตัวให้เข้ากับเทรนด์ดังกล่าว เช่น Food Delivery สั่งอาหารกลับบ้าน มีการใช้ถุงพลาสติกลดลง และบรรจุภัณฑ์ที่ใช้ห่อหุ้มอาหารสามารถรีไซเคิลได้ เนื่องจากผู้บริโภคคำนึงถึการใช้ของที่ดีต่อสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น

 

“เต็ดตรา แพ้ค ก็ได้มีการปรับตัวเช่นกัน ทั้งเรื่องของการทำงานของเราเอง และการทำงานร่วมกับลูกค้า เนื่องจากว่าการทำงานร่วมกับลูกค้าสำหรับ เต็ดตรา แพ้ค นั้นมีความสำคัญอย่างมาก ทำให้เราต้องศึกษาเทรนด์ของผู้บริโภค เพื่อสนับสนุนให้ลูกค้าของเราสามารถนำไปตอบโจทย์แก่ผู้บริโภคของตนเองได้”

 

ขณะเดียวกันผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 ของ เต็ดตรา แพ้ค คือเรื่องการสนับสนุนลูกค้าในแง่ของสายการผลิต เพราะในสายโรงงานการผลิตไม่ได้หยุดการผลิต แม้มีการล็อกดาวน์เกิดขึ้น เพื่อสร้างความมั่นใจแก่ผู้บริโภคว่ามีสินค้าเพียงพอต่อความต้องการในตลาด

อีกทั้งผลจากการล็อกดาวน์ ทำให้การเดินทางข้ามจังหวัดมีความยากมากขึ้น แต่ เต็ดตรา แพ้ค ยังคงต้องคอยดูแลลูกค้าหลายๆเจ้า  ซึ่งทางลูกค้าก็ต้องการความมั่นใจว่าเราสามารถดูแลได้อย่างทั่วถึงเหมือนเดิม ทำให้การจัดสรรทีมงาน ที่ต้องคอยดูแลลูกค้าอยู่ตลอดเวลาถือเป็นผลกระทบอย่างนึง

 

“เราต้องการที่จะสร้างความมั่นใจแก่ลูกค้าว่า เต็ดตรา แพ้ค สามารถเดินสายงานการผลิตได้อย่างปกติที่สุด และในมุมของลูกค้าเองก็มีการปรับตัว เพื่อสร้างความมั่นใจแก่เราเช่นกันว่าก็ต้องมียอดขายที่ไม่ตกมาก เพราะธุรกิจเองก็เกี่ยวเนื่องกันหมด ซึ่งทางเราก็ช่วยกันทำงานกับลูกค้า เพื่อแก้ปัญหาและผ่านเหตุการณ์นี้ไปด้วยกัน”

 

อย่างไรก็ตามแม้จะเกิดวิกฤตครั้งนี้ ผู้บริโภคยังคงมีมุมมองที่ดี แต่เป็นการมองโลกในแง่ดีด้วยความระมัดระวัง โดยผู้บริโภค 57% เชื่อว่าต้องใช้เวลา 1 ปีขึ้นไป ที่ทุกอย่างจะกลับมาสู่ในภาวะคุ้นเคย ผู้บริโภคมากกว่า 56% พยายามหลีกเลี่ยงคนหมู่มาก ส่งผลให้มีการปรับเปลี่ยนมาใช้ออนไลน์ ทำให้มีผู้บริโภคมากกว่า 74% เรียกว่าใช้หรืออยู่ในโลกของออนไลน์มากขึ้น

 

“นั่นจึงเป็นที่มาของ “No Normal” is New Normal หรือความไม่ปกติจะกลายเป็นความปกติในชีวิตเรา ซึ่งความคล่องตัวจะมีความสำคัญมากในอนาคต เรียกว่า อีก 6 เดือน หรือ 1 ปีต่อจากนี้ ผู้คนจะต้องเจอการเปลี่ยนแปลง และต้องปรับตัวตลอดเวลา ทำให้กลายเป็น New Normal”

 

หน้า 14-15 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจปีที่ 41 ฉบับที่ 3,700 วันที่ 29 - 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2564

แท็กที่เกี่ยวข้อง