ททบ.5 จับมือ JD ขนทัพสินค้าเกษตรบุกอีคอมเมิร์ซจีน

03 มี.ค. 2564 | 21:47 น.

ททบ.5 จับมือ ก.เกษตรฯ” ดึง “JD” ส่งสินค้าเกษตรไทยขายบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซจีน การันตีถึงมือผู้รับใน 2 วัน

พลโทรังษี กิติญาณทรัพย์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก ช่อง 5 ในฐานะตัวแทนกองทัพบก เปิดเผยว่า จากการที่ประเทศไทยต้องเผชิญกับการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส โควิด-19 ระลอกใหม่ ตั้งแต่ปลายปี 2563 ทำให้เศรษฐกิจไทยปีนี้ขยายตัวลดลง

ในปี 2563 ที่ผ่านมา ททบ.5 สามารถทำรายได้ 1,200 ล้านบาท ลดลง 30% จากปี2562 แม้ภาพรวมรายได้จะลดลงแต่ ททบ.5 ยังคงมีกำไร120ล้านบาท โดยรายได้หลักมาจากค่าโครงข่าย รวมทั้งการลดค่าใช้จ่ายในส่วนต่างๆและเจรจาต่อรองหนี้ โดยไม่มีการเลิกจ้างพนักงาน

ททบ.5 จับมือ JD ขนทัพสินค้าเกษตรบุกอีคอมเมิร์ซจีน

อย่างไรก็ตามไม่เพียงแต่ ททบ.5 เท่านั้นที่รายได้ลดลง แต่รวมไปถึงภาคธุรกิจอื่นๆในประเทศก็ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยวชะลอตัว จำนวนนักท่องเที่ยวลดลง รวมถึงผู้ประกอบการ โดยเฉพาะผู้ผลิตสินค้าเกษตร ยอดขายสินค้าลดลง ทำให้เกษตรกร มีรายได้ลดลงตามไปด้วย

เพื่อเป็นการช่วยเหลือผู้ผลิตสินค้าเกษตร ในช่วงไตรมาสที่4 ปี2563 ททบ.5 ได้เปิดตัว OHLALA SHOPPING.com  แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่ขายสินค้าเกษตรเพียงอย่างเดียว โดยมีสินค้าเกษตรส่งตรงจากเกษตรกรและสินค้าเกษตรแปรรูปหลากหลาย

พร้อมกันนี้ยังได้ขยายช่องทางการขายผ่านไลน์ ,เฟซบุ๊ก, call center และการขายผ่านรายการTV เพื่อรองรับการส่งเสริมการขายและรับออร์เดอร์ โดย ททบ.5 คิดค่าดำเนินการ10% จากยอดขาย สามารถทำรายได้ให้เกษตรกรตั้งแต่หลักพันถึงหลักหมื่นในแต่ละวัน

อย่างไรก็ตามจากเศรษฐกิจที่ซบเซา ส่งผลให้กำลังซื้อคนไทยลดลงเหลือเพียง20% ในขณะที่สินค้าเกษตรมีระยะเวลาเก็บรักษาจำกัด ดังนั้นการระบายสินค้าเกษตรให้เร็วที่สุด และมองหาตลาดใหม่จึงเป็นอีกหนึ่งความท้าทาย

ซึ่งททบ.5 มองว่าประเทศจีนเป็นตลาดที่มีศักยภาพทั้งทางด้านกำลังซื้อและธุรกิจอีคอมเมิร์ซที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ด้วยเหตุนี้ ททบ.5 จึงจับมือกับ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดึงพันธมิตร อย่าง “JD” ยักษ์ใหญ่ด้านอีคอมเมิร์ซประเทศจีน ซึ่งมีจุดเด่นที่แตกต่างจากคู่แข่ง 2 ประการ ได้แก่ 

1.วางตัวเองตั้งแต่เริ่มธุรกิจว่า เป็นอีคอมเมิร์ซแพลตฟอร์มที่จำหน่ายสินค้าของแท้เท่านั้น เพื่อความเชื่อมั่นในตัวสินค้าที่จำหน่าย 

 2.การมีระบบขนส่งเป็นของตัวเอง เพื่อควบคุมประสบการณ์การซื้อสินค้าที่ดีในแพลตฟอร์ม JD.Com ตั้งแต่หน้าร้านค้าไปถึงมือผู้บริโภค

เพื่อนำสินค้าเกษตรไทย เช่น ทุเรียน ข้าวหอมมะลิ รวมทั้งสินค้าผ้าไหมไทย เครื่องสำอาง เครื่องหนัง ฯลฯ ขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ “เจดีดอทคอม” (JD.com) โดยเน้นสินค้าระดับพรีเมียมเป็นหลัก  คาดว่าจะได้ข้อสรุปที่ชัดเจนว่าจะนำสินค้าใดขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ “เจดีดอทคอม” (JD.com)ได้ก่อนภายใน 2 สัปดาห์

โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะทำการคัดเลือกสินค้าเกษตรที่ดีได้ผลิตผลที่มีคุณภาพ และปลอดภัยสำหรับผู้บริโภคเข้าร่วมโครงการ พร้อมเชิญชวนเกษตรกรที่สนใจ ได้นำสินค้าเข้าร่วมโครงการและขยายตลาดสู่ต่างประเทศมากขึ้น

ทั้งนี้รูปแบบการขายบนแพลตฟอร์มออนไลน์ “เจดีดอทคอม” (JD.com) จะเป็นการไลฟ์สด ส่งตรงไปยังลูกค้าสมาชิกของเจดีดอทคอม ซึ่งทางเจดีดอทคอม จะเป็นผู้รับออร์เดอร์ให้ไทย และส่งออร์เดอร์ดังกล่าว กลับมาให้ OHLALA SHOPPING.com ซึ่งเป็นตัวกลางแพลตฟอร์มออนไลน์ของไทย เพื่อเตรียมออร์เดอร์ส่งกลับไปยังประเทศจีน โดยจะใช้เวลาจัดส่งถึงมือผู้บริโภคชาวจีนภายใน 2 วัน

นอกจากนี้ยังมีบริการขายล่วงหน้า สำหรับสินค้าเป็นผัก ผลไม้ที่มีระยะการเก็บเกี่ยวไม่เท่ากัน  ซึ่งจะมีส่วนช่วยในการยกระดับสินค้าเกษตรไทย ช่วยแก้ปัญหาสินค้าเกษตรล้นตลาดช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดเป็นจำนวนมาก

“ปัจุบันภาคการเกษตรไทยกำลังเดือดร้อนอย่างหนัก จาก “ล้ง” ที่เข้ามากดราคาผลผลิตหน้าสวนให้ตกต่ำ ดังนั้นการขายผ่าน อีคอมเมิร์ซ จึงเป็นตัวเลือกที่ดี และเหมาะกับสถานการณ์โควิด-19 เพราะคนซื้อและคนขายไม่ต้องเจอหน้ากัน และความร่วมมือกับ “เจดีดอทคอม” จะยิ่งทำให้สามารถสินค้าไทยโดยเฉพาะผลไม้สดได้เร็วขึ้น 

ในแต่ละวันเราปิดรับออร์เดอร์ในตอนเที่ยง และจัดส่งสินค้าไปยังประเทศจีนในตอนเย็น ก่อนที่ “เจดีดอทคอม” จะนำส่งให้ถึงมือผู้ซื้อภายในหนึ่งวัน ดังนั้นขั้นตอนทั้งหมดใช้เวลาไม่เกิน 2 วัน ตรงนี้เป็นจุดแข็งของเรา ซึ่งน่าจะได้รับผลการตอบรับอย่างดี เพราะคนซื้อจะได้รับผลไม้สดๆ ที่สำคัญคือ เราเจรจาซื้อขายกับชาวสวนไม่ผ่านคนกลาง ทำให้ต้นทุนไม่สูงมาก แต่เน้นปริมาณการขาย เกษตรกร ชาวสวน ก็ได้รับรายได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ”

ข่าวที่เกี่ยข้อง :