thansettakij
thansettakij
ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปลุกสังฆราชจากความตาย

ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปลุกสังฆราชจากความตาย

17 ส.ค. 69 | 09:03 น.
อัปเดตล่าสุด :17 ส.ค. 69 | 09:12 น.

ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปลุกสังฆราชจากความตาย คอลัมน์ สังฆานุสติ โดย บาสก

KEY

POINTS

  • ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เล่าถึงเหตุการณ์ที่ปลุกสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ซึ่งอยู่ในภาวะเหมือนสิ้นพระชนม์ไปแล้ว 18 ชั่วโมง ให้ฟื้นคืนสติขึ้นมาได้
  • ท่านใช้วิธีตะโกนข้างพระกรรณ (หู) ของสมเด็จพระสังฆราชเจ้าฯ ว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (ในหลวงรัชกาลที่ 9) เสด็จฯ มาเยี่ยม ทำให้พระองค์ฟื้นขึ้นมา
  • สมเด็จพระสังฆราชเจ้าฯ ตรัสในภายหลังว่าเสียงตะโกนของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ได้ทำลายสมาธิของพระองค์ขณะที่จิตกำลังจะเข้าสู่ภาวะสิ้นทุกข์ (ดับ)

เรื่องนี้รวบรวม โดยอร่าม สวัสดิวิชัย(ถึงแก่กรรมแล้ว) ชื่อเรื่องว่าพระเกียรติคุณสมเด็จพระสังฆราชเจ้ากรมหลวงวชิรญาณวงศ์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้าพระองค์ที่ 13 และเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร ที่ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เจ้าของคอลัมน์หน้า 5 นสพ.สยามรัฐรายวัน เขียนระหว่างวันที่ 11-14 กันยายน พ.ศ.2511 มี 4 ตอน

พระประวัติเบื้องต้นสมเด็จพระสังฆราชเจ้าพระองค์นั้น ประสูติ วันที่ 22 พฤศจิกายน 2415 อุปสมบท 27 มิถุนายน 2435 เป็นเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร และปี 2488 ได้รับสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราชเจ้า ลำดับที่ 13 ในพระราชทินนามเดิม ทรงเป็นพระอุปธยาจารย์ ในหลวงรัชกาล 9 เมื่อทรงผนวช 22 ตุลาคม 2499

ด้วยพระโรคชราจึงเสด็จเข้ารักษาที่ รพ.จุฬาลงกรณ์และสิ้นพระชนม์ วันที่ 11 พฤศจิกายน 2501 ณ โรงพยบาลจุฬาลงกรณ์ พระชนมายุ 85 พรรษา ทรงดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช 14 ปี

ส่วนพระเกียรติคุณในสมเด็จพระสังฆราชนั้น ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ เขียนเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2511 ว่าเมื่อ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ตอนแรกว่าเมื่อทราบว่าสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ กำลังจะสิ้นพระชนม์อยู่ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ผมก็รีบวางการงานหมด แล้วรีบไปที่นั่นจะไปดูใจอาจารย์ว่างั้นเถอะ

พอไปถึงก็เห็นท่านนอนเงียบ หลับตาสนิทชีพจรก็ไม่มี หมอบอกว่าท่านหายไป 18 ชั่วโมงแล้วแต่ที่ยังรู้ว่าท่านยังไม่สิ้นพระชนม์ก็เพราะท่านยังอ่อนและยังอุ่นอยู่บ้าง ตอนนั้นความทราบฝ่าละอองธุลีพระบาทและได้ทรงพระมหากรุณาเสด็จมาเยี่ยมพระอาจารย์และประทับอยู่ข้างนอกห้องประชวรแล้ว

หมอเอาเข็มฉีดยาจิ้มที่แขนและทูลถามที่ข้างพระกรรณด้วยเสียงธรรมดาว่า สมเด็จพะยะค่ะ ทรงรู้สึกเจ็บบ้างไหม หมอทำอยู่อย่างนั้น 2-3 ครั้งท่านก็นอนเฉย

ผมรีบบอกหมอว่าถึงตอนนี้เข้าขั้นปรมัตถ์แล้วอย่ามัวไปใช้มารยาทหรือราชาศัพท์กับท่านอยู่เลยต่อกันไม่ถึงหรอก ผมเอาเองถ้าไม่ฟื้นก็หมดทางกันละ ว่าแล้วผมก็จับแขนท่านแรงๆ แล้วตะโกนที่หูท่านกึกก้องไปทั้งโรงพยาบาลว่าสมเด็จ !สมเด็จ! หายไปไหนนั่นน่ะ

กลับมาก่อนเถอะในหลวงเสด็จมาประทับอยู่ที่นอกห้องแล้ว ท่านก็ลืมตาขึ้นมาเห็นหน้าผมท่านก็รับสั่งว่าเอ็งเสือกมาทำไมอีกล่ะ เพราะท่านทรงเมตตาผมมาก ผมลงกราบรับพรท่านแล้วท่านก็ลุกขึ้นนั่งบอกพระที่อยู่ในห้องว่าอยากกินหมากสักคำ พระก็หัวเราะบอกว่าหายแล้วและหาหมากมาถวาย

พอท่านทรงทราบว่าพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯท่านก็ห่มผ้าเรียบร้อยนั่งอยู่บนเตียง พระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินเข้ามา ท่านก็ถวายพระพรพระเจ้าอยู่หัวด้วยเรื่องต่างๆ เรียบร้อยเป็นปกติ อีก 2-3 เดือนต่อมา ผมไปเฝ้าถามว่าวันนั้นท่านหายไปไหนมาตั้ง 18 ชั่วโมงชีพจรก็ไม่มีอะไรก็ไม่มี
 

ท่านก็ว่าตัวเป็นกับตัวตาย มันเป็นเส้น 2 เส้น มีขนาดเท่านิ้วก้อย เวลายังมีทุกข์มันก็อยู่ห่างกัน แต่ถ้าพอมันทับกันได้เป็นเส้นเดียวกันก็สิ้นทุกข์

ผมก็บอกว่า เออแล้วสมเด็จทำเหมือนกับเล็งกล้องถ่ายรูป leica แล้วยังไง ท่านก็ตอบว่า ของข้ามันกำลังจะทับกันเป็นเส้นเดียวอยู่แล้ว พอดีเองมาร้องเอะอะก็สิ้นสมาธิ เส้นมันแตกจากกันข้าก็เลยเดือดร้อนมาถึงจนถึงเดี๋ยวนี้

ผมก็ทูลว่าไม่รู้นี่ว่าสมเด็จกำลังจะหาโฟกัส สงสัยก็ตะโกนถามดู ต่อมาอีก 2 ปีผมได้ข่าวว่าท่านกำลังจะสิ้นพระชนม์รีบไปเฝ้าพบว่า หมอต่อสายไว้เต็มองค์ดูไปเหมือนถังน้ำประปาไม่ใช่สมเด็จอาจารย์ของผมเสียแล้ว

แต่ผมก็รู้ว่าท่านโฟกัสของท่านให้เส้นทับกันเรียบร้อยแล้ว เพราะถังน้ำประปาที่หมอต่อไว้นั้น ถึงจะตะโกนเรียกก็คงไม่ขานรับ