thansettakij
thansettakij
ธรณีเชื่อมนรกสูบพระเทวทัตมีจริงหรือไม่

ธรณีเชื่อมนรกสูบพระเทวทัตมีจริงหรือไม่

13 ส.ค. 2568 | 21:30 น.
อัปเดตล่าสุด :14 ส.ค. 2568 | 02:17 น.

ธรณีเชื่อมนรกสูบพระเทวทัตมีจริงหรือไม่ คอลัมน์ ทำมาธรรมะ โดย ราชรามัญ

แม่ประนอม... จะเล่าให้ฟังนะ

ปีไหนไปอยู่อินเดีย​ ผมจะต้องเดินทางไกลจากรัฐพิหารเพื่อที่จะไปวัดเชตวัน​ ที่นี่พระพุทธเจ้าจำพรรษาอยู่นานถึง19พรรษา​ วัดนี้อยู่ในนครสาวัตถีเมื่อในครั้งพุทธกาล มีพระเจ้าปเสนทิโกสล​ ปกครองอยู่​ มีการเล่าสืบกันร่วมกับหลักฐานจารึกว่า

อนาถบิณฑิกเศรษฐี​ หรือ​ ผมชอบเรียกนามจริงท่านว่า​ สุทัตตะ​ เป็นเจ้าสัวใจบุญมาก​ตอนซื้อที่ดินสร้างวัดเชตวันแห่งนี้เจ้าของที่ชื่อเจ้าเชต บอกขายแต่ใช้วิธีการกวนโอ๊ย.. ด้วยการบอกเอาเหรียญทองมาปู​ ปูได้แค่ไหนเอาที่ดินไปแค่นั้น

สุทัตตะ​เจ้าสัว​ สั่งขนเหรียญทองมาหมดคลัง​ ปูไปทั่วเต็มพื้นดิน​ กระทั่งเจ้าเชตเห็นว่า​ สุทัตตะรวยจริงของแท้​ และ​มีศรัทธายิ่งในจิตวิญญาณต่อพระพุทธเจ้า​ จึงร้องขอว่า​ หากจะสร้างวัดขอให้วัดนี้มีชื่อเขาด้วย​ หอกหัก.. ขายแบบขูดเลือดขูดเนื้อยังมาขอเอาชื่อเอาหน้าอีก​ สุทัตตะรับปาก

วัดนี้เลยชื่อ​ "เชตวัน"

คนบริจาคอย่างสุทัตตะกลับไม่มีชื่อแม้แต่ประโยคเดียว​ นี่ชาวพุทธควรดูเป็นแบบอย่างเอาไว้ด้วย​ เห็นสร้างเมรุ​สร้างศาลา​ กุฏิ​ใส่ชื่อนามสกุลอวดบารมีกันเต็มวัดไปหมด​ แต่อยากได้บุญ​ เป็นบุญที่เต็มด้วยอัตตาโดยแท้

เล่าเรื่องนี้เพื่อเข้าประเด็น สมัยนั้นพระเทวทัต​ ทำสารพัดกับพระพุทธเจ้า​เพราะเป็นคู่บารมีกันมา​ ดังคำว่า​

"มารบ่มีบารมีบ่เกิด มารบ่มีบารมีบ่แก่​" 

ครั้นพระเทวทัตสำนึกผิดบาปได้ แล้วก็ป่วยเป็นโรคแบบหนักหนาสาหัสเกือบปางตายแล้ว​ให้ลูกศิษย์หอบสังขารมาวัดเชตวันเพื่อกราบขอมาพระพุทธเจ้า​ พระที่เห็นพระเทวทัตมา​ รีบไปกราบทูลพระพุทธเจ้าว่า​ พระเทวทัต​ มาวัด
พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า

"พระเทวทัตไม่อาจได้เห็นตถาคตแล้ว​" 

คำของพระพุทธองค์​ ตรงชัด​ไม่มีคำว่า​แต่​และ​หรือ​ใด ๆ​ คำไหนคำนั้น​

ครั้นมาถึงหน้าวัดเชตวัน​ ค่อย ๆ ยักแย่ยักยันสังขารขึ้นจากแคร่​ พอเท้าก้าวมาลงแตะพื้นดิน​ก็โดนดูดลงจมไปในธรณี​ เขาเรียกว่า แม่ธรณีดูดหรือสูบนั่นเอง​

มองแบบวิทยาศาสตร์หาเหตุผลร้อยแปดบอกว่าดินตรงนั้นเป็นโพรงและมีรอยเลื่อน​ ครั้นร่างกายทรุดโทรมอยู่แล้วพอดีจังหวะแผ่นดินเกิดรอยเลื่อนจึงสูบดูดพระเทวทัตตกลงไป.. แล้วเอาคางเกยแผ่นดินเป็นการถวายพระพุทธเจ้าเพื่อขอขมา​แล้วก็สิ้นวิบัติตรงนั้น​

ถ้ามองแบบวิทย์คิดแบบพุทธ​ คงแปลกเหมือนกันที่ว่า ทำไม​พระพุทธเจ้าจึงรู้ล่วงหน้าว่าพระเทวทัตจะไม่ได้มาพบพระองค์​

มองแบบจิตวิญญาณนั้น คือ​ นี่เป็นเพราะกรรมหนักรวมตัวกันเอาคืนพระเทวทัต​ จึงมีการละสังขารในรูปแบบที่น่าอนาถใจยิ่ง

แต่พระพุทธเจ้าทรงพยากรณ์ว่า พระเทวทัตเมื่อพ้นจากนรกอเวจีแล้วได้มาเกิดเป็นมนุษย์แล้วจะบรรลุธรรมเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า​ บรรลุธรรมขั้นสูง​ แต่สอนใครไม่ได้​ พูดอะไรออกมาแต่ละครั้งปากเหม็นมาก​ จนไม่มีผู้ใดทนไหว

ความรวมที่เขียนมานี้ จะบอกว่า เมื่อถึงวัดเชตวันในปัจจุบัน​ ผมจะเดินข้ามฝั่งไปวัดศรีลังกาที่สร้างไว้หน้าวัดเชตวัน เพื่อขึ้นไปแล้วหันไปมองที่ดินที่ว่างเปล่าผืนหนึ่งที่หลังวัด

 

จุดที่พระเทวทัตโดนธรณีสูบ​  หน้าวัดเชตวัน​ (หลังวัดศรีลังกาในปัจจุบัน)​

 

เพราะเขาเชื่อว่า​ จุดนั้นคือจุดที่ธรณีสูบพระเทวทัต​ ดูตามภาพจะเห็นว่า​ เป็นที่ดินเป็นแอ่งมีน้ำขังแบบซึม ๆ ไม่มาก​ ยังเห็นพื้นดินล่างอยู่บ้าง​ ประเด็นคือ​ ทำไมตรงนั้นไม่มีพืชหรือวัชพืชใด ๆ ขึ้นเลย​แม้ยามแล้งยามฝน​ มันเป็นเรื่องที่แปลกน่าคิดมิใช่น้อย

ใครที่มักจะคิดเองเออเองว่า... ธรณีสูบไม่มีจริง​ เรื่องที่เล่ามานี้คงเป็นประโยชน์พอควร​ ให้ได้เห็นจุดเกิดเหตุที่ธรณีสูบพระเทวทัต​ และที่ดินตรงนั้นแม้ผ่านมาเป็นพันปีเรื่องเล่าขานไม่เคยจบและไม่มีใครคิดไปครอบครองหรือทำอะไรในที่ดินตรงนั้นเลย​ 

ดังนั้นเรื่องที่พระเทวทัตโดนธรณีสูบ​ จึงไม่ใช่แค่เรื่องเล่าพิสดาร​ ที่แม้แต่มหาเปรียญบางคนยังไม่เชื่อ​ เลยทำชั่วในพระพุทธศาสนาทั้งที่ยังนุ่งห่มผ้ากาสาย้อมสีฝาด​ จนเป็นข่าวคราวสะท้อนวงการดงขมิ้น​ 

พลาดคิดผิดไป​ รู้แล้วรีบไปเสีย​ บาปนั้นจักบรรเทาแต่ถ้ายังอยู่รับทั้งศรัทธาบ้าทั้งสตรีบาปนี้หนักเกินบรรยาย... 

เหมือนคนรุ่นก่อนท่านว่า...

พ่อแม่เป็นครู​ลูกไม่กลัวครู

พ่อแม่เป็นตำรวจลูกไม่กลัวตำรวจ​

ตัวเป็นต้นบุญต้นกุศลจึงลืมหิริโอตตัปปะ

แม่ประนอมเฮ้ย... จงสำรวมกริยาให้พรั่งพร้อมนุ่งห่มให้มิดชิด​คิดการบุญกุศลให้รอบคอบ​ มั่นในศีล ในธรรมคำว่า​ สีกา​ จึงเหมาะแก่เธอ