
ธรณีเชื่อมนรกสูบพระเทวทัตมีจริงหรือไม่
ธรณีเชื่อมนรกสูบพระเทวทัตมีจริงหรือไม่ คอลัมน์ ทำมาธรรมะ โดย ราชรามัญ
แม่ประนอม... จะเล่าให้ฟังนะ
ปีไหนไปอยู่อินเดีย ผมจะต้องเดินทางไกลจากรัฐพิหารเพื่อที่จะไปวัดเชตวัน ที่นี่พระพุทธเจ้าจำพรรษาอยู่นานถึง19พรรษา วัดนี้อยู่ในนครสาวัตถีเมื่อในครั้งพุทธกาล มีพระเจ้าปเสนทิโกสล ปกครองอยู่ มีการเล่าสืบกันร่วมกับหลักฐานจารึกว่า
อนาถบิณฑิกเศรษฐี หรือ ผมชอบเรียกนามจริงท่านว่า สุทัตตะ เป็นเจ้าสัวใจบุญมากตอนซื้อที่ดินสร้างวัดเชตวันแห่งนี้เจ้าของที่ชื่อเจ้าเชต บอกขายแต่ใช้วิธีการกวนโอ๊ย.. ด้วยการบอกเอาเหรียญทองมาปู ปูได้แค่ไหนเอาที่ดินไปแค่นั้น
สุทัตตะเจ้าสัว สั่งขนเหรียญทองมาหมดคลัง ปูไปทั่วเต็มพื้นดิน กระทั่งเจ้าเชตเห็นว่า สุทัตตะรวยจริงของแท้ และมีศรัทธายิ่งในจิตวิญญาณต่อพระพุทธเจ้า จึงร้องขอว่า หากจะสร้างวัดขอให้วัดนี้มีชื่อเขาด้วย หอกหัก.. ขายแบบขูดเลือดขูดเนื้อยังมาขอเอาชื่อเอาหน้าอีก สุทัตตะรับปาก
วัดนี้เลยชื่อ "เชตวัน"
คนบริจาคอย่างสุทัตตะกลับไม่มีชื่อแม้แต่ประโยคเดียว นี่ชาวพุทธควรดูเป็นแบบอย่างเอาไว้ด้วย เห็นสร้างเมรุสร้างศาลา กุฏิใส่ชื่อนามสกุลอวดบารมีกันเต็มวัดไปหมด แต่อยากได้บุญ เป็นบุญที่เต็มด้วยอัตตาโดยแท้
เล่าเรื่องนี้เพื่อเข้าประเด็น สมัยนั้นพระเทวทัต ทำสารพัดกับพระพุทธเจ้าเพราะเป็นคู่บารมีกันมา ดังคำว่า
"มารบ่มีบารมีบ่เกิด มารบ่มีบารมีบ่แก่"
ครั้นพระเทวทัตสำนึกผิดบาปได้ แล้วก็ป่วยเป็นโรคแบบหนักหนาสาหัสเกือบปางตายแล้วให้ลูกศิษย์หอบสังขารมาวัดเชตวันเพื่อกราบขอมาพระพุทธเจ้า พระที่เห็นพระเทวทัตมา รีบไปกราบทูลพระพุทธเจ้าว่า พระเทวทัต มาวัด
พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า
"พระเทวทัตไม่อาจได้เห็นตถาคตแล้ว"
คำของพระพุทธองค์ ตรงชัดไม่มีคำว่าแต่และหรือใด ๆ คำไหนคำนั้น
ครั้นมาถึงหน้าวัดเชตวัน ค่อย ๆ ยักแย่ยักยันสังขารขึ้นจากแคร่ พอเท้าก้าวมาลงแตะพื้นดินก็โดนดูดลงจมไปในธรณี เขาเรียกว่า แม่ธรณีดูดหรือสูบนั่นเอง
มองแบบวิทยาศาสตร์หาเหตุผลร้อยแปดบอกว่าดินตรงนั้นเป็นโพรงและมีรอยเลื่อน ครั้นร่างกายทรุดโทรมอยู่แล้วพอดีจังหวะแผ่นดินเกิดรอยเลื่อนจึงสูบดูดพระเทวทัตตกลงไป.. แล้วเอาคางเกยแผ่นดินเป็นการถวายพระพุทธเจ้าเพื่อขอขมาแล้วก็สิ้นวิบัติตรงนั้น
ถ้ามองแบบวิทย์คิดแบบพุทธ คงแปลกเหมือนกันที่ว่า ทำไมพระพุทธเจ้าจึงรู้ล่วงหน้าว่าพระเทวทัตจะไม่ได้มาพบพระองค์
มองแบบจิตวิญญาณนั้น คือ นี่เป็นเพราะกรรมหนักรวมตัวกันเอาคืนพระเทวทัต จึงมีการละสังขารในรูปแบบที่น่าอนาถใจยิ่ง
แต่พระพุทธเจ้าทรงพยากรณ์ว่า พระเทวทัตเมื่อพ้นจากนรกอเวจีแล้วได้มาเกิดเป็นมนุษย์แล้วจะบรรลุธรรมเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า บรรลุธรรมขั้นสูง แต่สอนใครไม่ได้ พูดอะไรออกมาแต่ละครั้งปากเหม็นมาก จนไม่มีผู้ใดทนไหว
ความรวมที่เขียนมานี้ จะบอกว่า เมื่อถึงวัดเชตวันในปัจจุบัน ผมจะเดินข้ามฝั่งไปวัดศรีลังกาที่สร้างไว้หน้าวัดเชตวัน เพื่อขึ้นไปแล้วหันไปมองที่ดินที่ว่างเปล่าผืนหนึ่งที่หลังวัด
เพราะเขาเชื่อว่า จุดนั้นคือจุดที่ธรณีสูบพระเทวทัต ดูตามภาพจะเห็นว่า เป็นที่ดินเป็นแอ่งมีน้ำขังแบบซึม ๆ ไม่มาก ยังเห็นพื้นดินล่างอยู่บ้าง ประเด็นคือ ทำไมตรงนั้นไม่มีพืชหรือวัชพืชใด ๆ ขึ้นเลยแม้ยามแล้งยามฝน มันเป็นเรื่องที่แปลกน่าคิดมิใช่น้อย
ใครที่มักจะคิดเองเออเองว่า... ธรณีสูบไม่มีจริง เรื่องที่เล่ามานี้คงเป็นประโยชน์พอควร ให้ได้เห็นจุดเกิดเหตุที่ธรณีสูบพระเทวทัต และที่ดินตรงนั้นแม้ผ่านมาเป็นพันปีเรื่องเล่าขานไม่เคยจบและไม่มีใครคิดไปครอบครองหรือทำอะไรในที่ดินตรงนั้นเลย
ดังนั้นเรื่องที่พระเทวทัตโดนธรณีสูบ จึงไม่ใช่แค่เรื่องเล่าพิสดาร ที่แม้แต่มหาเปรียญบางคนยังไม่เชื่อ เลยทำชั่วในพระพุทธศาสนาทั้งที่ยังนุ่งห่มผ้ากาสาย้อมสีฝาด จนเป็นข่าวคราวสะท้อนวงการดงขมิ้น
พลาดคิดผิดไป รู้แล้วรีบไปเสีย บาปนั้นจักบรรเทาแต่ถ้ายังอยู่รับทั้งศรัทธาบ้าทั้งสตรีบาปนี้หนักเกินบรรยาย...
เหมือนคนรุ่นก่อนท่านว่า...
พ่อแม่เป็นครูลูกไม่กลัวครู
พ่อแม่เป็นตำรวจลูกไม่กลัวตำรวจ
ตัวเป็นต้นบุญต้นกุศลจึงลืมหิริโอตตัปปะ
แม่ประนอมเฮ้ย... จงสำรวมกริยาให้พรั่งพร้อมนุ่งห่มให้มิดชิดคิดการบุญกุศลให้รอบคอบ มั่นในศีล ในธรรมคำว่า สีกา จึงเหมาะแก่เธอ











