
GULF จุดพลุ...เรียกแขกแล้ว
คอลัมน์เมาธ์ทุกอำเภอ by…เจ๊เมาธ์
*** หุ้นแม่ลูกอย่าง STA และ STGT อาจจะทำธุรกิจที่เกี่ยวกับยางพาราเช่นเดียวกัน แต่ก็มีความแตกต่างกันอยู่มากพอสมควร อย่างแรกคือ ถึงแม้ว่าหุ้นแม่อย่าง STA จะมีธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับถุงมือยางเช่นกันกับทาง STGT ซึ่งเป็นบริษัทลูก เพียงแต่สำหรับ STA ธุรกิจยางพารากลับเริ่มตั้งแต่การทำสวนยางเอง การรับซื้อน้ำยางจากชาวสวน การแปรรูปยางพาราเป็นผลิตภัณฑ์ยางธรรมชาติกึ่งสำเร็จรูป รวมไปจนถึงผลิตภัณฑ์ยางสำเร็จรูป รวมไปถึงธุรกิจที่มาจากไม้ยางพาราไปโน้นเลยทีเดียว ซึ่งนั่นก็หมายความว่า STA ทำธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับยางพาราอย่างครบวงจรนั่นเอง ขณะที่ในฝั่งของ STGT กับมีธุรกิจที่เกี่ยวกับการผลิตถุงมือยางทางการแพทย์เป็นหลัก ทำให้เมื่อเทียบกันแล้ว STGT จึงดูจะมีปัญหาเรื่องของความผันผวนทางธุรกิจมากกว่า STA นั่นเอง
อย่างไรก็ตาม การที่ทาง STGT มีบริษัทแม่อย่าง STA ก็ทำให้ทาง STGT ไม่ต้องแบกรับต้นทุนการผลิตที่หนักจนเกินไป ดังนั้นเมื่อมองในภาพรวมแล้วทั้ง STGT และ STA จึงมีภาพรวมของธุรกิจที่ยังแข็งแกร่งพอสมควร เพียงแต่ถ้าหากเทียบกันแล้วเจ๊เมาธ์เห็นว่า STA ดูเหมือนจะเหนือกว่าพอสมควร และดูตามทรงแล้วไม่แน่ว่าเร็วๆ นี้ STA อาจจะกลับมาติดเครื่องอีกรอบก็เป็นได้เจ้าค่ะ
*** ดูเหมือนว่าราคา 594 บาท/หุ้น ที่เคยทำไว้อาจจะเป็นราคาหุ้นสูงสุดตลอดกาลของ JTS ก็เป็นได้ เพราะแม้ว่าในไตรมาสที่ 2/65 บริษัทฯ จะมีกำไรจำนวน 34.7 ล้านบาท แต่การขาดทุนที่มาจากธุรกิจเหมืองขุดบิทคอยน์ 404.61 ล้านบาท ก็ทำให้กำไรรวมที่ควรได้อยู่ราวๆ 440 ล้านบาท ซึ่งน่าจะดีที่สุดเท่าที่เคยทำได้ กลับหายไปอย่างที่ไม่ควรจะเป็น
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้จะไม่มีผลขาดทุนจากธุรกิจเหมืองขุดบิทคอยน์ และต่อให้ราคาของบิทคอยน์ยังคงยืนอยู่ที่ 2 ล้านบาท/เหรียญ แต่การขุดได้เพียงแค่ 22.23 เหรียญ ก็ยังไม่ทำให้ JTS มีกำไร...จะทำได้แค่ไม่ต้องขาดทุนจากธุรกิจขุดบิทคอยน์เท่านั้น และนี่ยังไม่นับรวมอนาคตของธุรกิจที่จะมีปัญหามากขึ้น เพราะประสิทธิภาพของเครื่องขุดที่เสื่อมลงตามอายุ รวมไปถึงระบบอัลกอริทึม (Algorithm) ที่กำหนดให้การขุดทำได้น้อยลง เพราะมีเหรียญอยู่ในระบบมากแล้วตามจำนวนที่กำหนดไว้
ดังนั้น ถ้าใครที่ยังคาดหวังอยู่กับหุ้นเหมืองขุดบิทคอยน์ ก็คงต้องรอให้ราคาบิทคอยน์กลับไปสูงอีกครั้งโน้นเลยนะคะ ส่วนตัวของเจ๊เมาธ์คงไม่รอ...ขอไปหาตัวอื่นเล่นน่าจะสบายใจกว่าเจ้าค่ะ
*** ดูเหมือนว่าช่วงนี้ BEAUTY ของหมอวิน “นพ.สุวิน ไกรภูเบศ” มีการขยับราคาที่ดูแปลกตาไปมาก ไม่ว่าจะเป็นยอดขายในต่างประเทศ ที่บอกว่าดีขึ้น รวมถึงการรุกตลาดทั้งในและต่างประเทศ ด้วยการแต่งตั้งและจับมือกับพันธมิตรจำนวนมาก
อย่างไรก็ตาม..หากมองไปที่รายได้และกำไรของบริษัทฯ ในช่วงครึ่งปีแรกกลับพบว่า ยังไม่มีอะไรดีขึ้นมา เพราะทั้งรายได้และกำไรในช่วง 6 เดือนแรกของปี แทบจะไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงไปจากปี 2564 ที่ผ่าน ดังนั้น เรื่องความคาดหวังว่าผลการดำเนินงานจะกลายเป็นจุดเปลี่ยนของบริษัทฯ จึงแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย
ดังนั้นข่าวความเคลื่อนไหวและพัฒนาการต่างๆ ที่พยายามจะสื่อสารออกมาจึงน่าจะเป็นแค่น้ำเลี้ยง ที่ทำได้แค่ชะลอความเสื่อมที่กำลังเกิดขึ้นกับ BEAUTY เท่านั้น ส่วนที่ว่าจะเป็นจริงแค่ไหน ก็ต้องให้เวลาพิสูจน์เท่านั้นนะคะ ตอนนี้ได้แค่รอดูเท่านั้นค่ะ
*** ในที่สุดราคาหุ้นของ GULF ก็ถูกดันราคาขึ้นไปถึงจุดสูงสุดรอบใหม่อีกครั้ง หลังจากก่อนหน้ามีแค่ความเคลื่อนไหวทางธุรกิจแต่ราคาหุ้นไม่ขยับ ล่าสุดเรื่องของการจับมือกันระหว่าง GULF และ GUNKUL เพื่อพัฒนาโครงการพลังงานหมุนเวียนให้ได้ 1,000 เมกะวัตต์ ภายใน 5 ปี โดยทาง GUNKUL ได้นำเอาโครงการพลังงามลมที่เปิดขายไฟแล้วรวม 170 เมกะวัตต์ มาวาง ขณะที่ทาง GULF วางเงินสดจำนวน 5,000 ล้านบาท มาวางเป็นสินทรัพย์เริ่มต้นของทั้งคู่ ขณะที่หากมีโครงการใหม่ๆ เข้ามาในส่วนของงานระบบและงานติดตั้งก็จะเป็นในส่วนของ GUNKUL ที่จะรับหน้าที่เข้าไปดูแล ขณะที่ทาง GULF ก็จะทำในส่วนของการหางานและใช้เงินทำงาน จนถึงรอแบ่งปันผลประโยชน์คนละครึ่ง หลังจากที่โครงการนั้นๆพัฒนาเสร็จเรียบร้อย ซึ่งที่ว่ามาทั้งหมดก็เป็นแค่ส่วนธุรกิจของการจับมือกับทาง GUNKUL โดยยังไม่นับรวมไปถึงธุรกิจก่อนหน้าที่ GULF ได้ลงทุนไปแล้วก่อนหน้าอีกหลายอย่าง จับตาดูได้...งานนี้เจ๊เมาธ์บอกเลยว่านี่อาจจะเป็นแค่จุดเริ่มต้นรอบใหม่ของ GULF เท่านั้นเอง
หน้า 13 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 42 ฉบับที่ 3,816 วันที่ 8 - 10 กันยายน พ.ศ. 2565






