thansettakij
thansettakij
การดูแลชีวิตผู้สูงวัยให้ปลอดภัยในวิกฤตน้ำท่วม

การดูแลชีวิตผู้สูงวัยให้ปลอดภัยในวิกฤตน้ำท่วม

09 ต.ค. 69 | 21:05 น.
อัปเดตล่าสุด :09 ต.ค. 69 | 21:14 น.

น้ำท่วมเสี่ยงรอบด้าน เปิดวิธีดูแลผู้สูงวัยให้ปลอดภัยทั้งกายและใจ พร้อมรับมือวิกฤตอย่างเข้าใจ คอลัมน์ ชีวิตบั้นปลายของชายชรา โดย ดร.กริช อึ้งวิฑูรสถิตย์

KEY

POINTS

  • ป้องกันอุบัติเหตุและดูแลสุขภาพผู้สูงวัย หลีกเลี่ยงการเดินลุยน้ำ เตรียมยาประจำตัวและถุงยังชีพฉุกเฉิน พร้อมเฝ้าระวังภาวะขาดน้ำและโรคที่มากับน้ำท่วม
  • สื่อสารอย่างเข้าใจและปลอดภัย ใช้คำพูดสั้น กระชับ น้ำเสียงสงบ และอ่อนโยน โดยเฉพาะผู้สูงวัยที่มีภาวะสมองเสื่อมหรือหลงลืม เพื่อช่วยลดความกังวลและให้ความร่วมมือในการอพยพ
  • ใส่ใจสุขภาพจิตและสร้างความมั่นใจ อยู่เคียงข้างผู้สูงวัย ลดการรับข่าวสารที่สร้างความเครียด และสร้างบรรยากาศอบอุ่นด้วยกิจกรรมที่คุ้นเคย เพื่อให้ท่านผ่านวิกฤตน้ำท่วมไปได้อย่างปลอดภัยทั้งกายและใจ

ช่วงนี้เข้าสู่ฤดูปลายฝนต้นหนาว แต่เทวดากลับดึงเอาฟ้าฝนมากระหน่ำทุกวัน จนเกิดน้ำท่วมทั่วภาคกลางของประเทศไทย สร้างความสูญเสียและปวดเศียรเวียนเกล้า ให้กับพวกเราชาวกรุงเทพฯเมืองฟ้าอมรไปทั่ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งบ้านที่มีผู้สูงวัยอาศัยอยู่ด้วย ยิ่งต้องเพิ่มความระมัดระวังที่จะต้องดูแลท่านอย่างใกล้ชิด

เมื่อสายฝนกระหน่ำลงมาอย่างต่อเนื่อง และมวลน้ำเริ่มไหลทะลักเข้าท่วมขังตามตรอกซอกซอย แน่นอนว่าทุกคนต่างต้องเผชิญกับความยากลำบากในการใช้ชีวิต แต่สำหรับผู้สูงวัยวิกฤตน้ำท่วมครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่ความไม่สะดวกสบายในการเดินทาง หากแต่เป็นช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความเสี่ยงรอบด้าน ทั้งต่อสุขภาพกาย สุขภาพจิต และความปลอดภัยในชีวิต การเตรียมรับมือและเข้าใจธรรมชาติของผู้สูงอายุอย่างลึกซึ้ง จึงเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้ผู้สูงวัย ผ่านพ้นช่วงเวลานี้ไปได้อย่างปลอดภัยและไร้บาดแผลทางใจครับ

สิ่งแรกที่ต้องตระหนักถึงในยามน้ำท่วม คือความเสี่ยงทางกายวิภาคและการเคลื่อนย้าย ร่างกายของผู้สูงวัยไม่ได้มีความยืดหยุ่นหรือหยัดยืนได้มั่นคงเหมือนคนวัยทำงานหรือวัยเด็ก ผิวน้ำที่ท่วมขังมักซ่อนอันตรายไว้ใต้ความขุ่นมัว ทั้งตะไคร่น้ำที่ลื่นไถล ร่องระบายน้ำที่มองไม่เห็น หรือขยะและสิ่งกีดขวางอีกมากมาย ที่พร้อมจะทำให้เสียการทรงตัว ทำให้การพลัดตกหกล้มเพียงครั้งเดียวในวัยนี้ อาจหมายถึงภาวะกระดูกสะโพกหักหรืออันตรายถึงชีวิต ดังนั้นการป้องกันที่ดีที่สุด คือการหลีกเลี่ยงการเดินลุยน้ำโดยเด็ดขาด หากจำเป็นต้องเคลื่อนย้ายผู้สูงวัยไปอยู่ที่ปลอดภัย ควรจัดหาอุปกรณ์พยุงเดินที่มียางกันลื่น หรือมีผู้ดูแลคอยประคองอย่างชิดใกล้ และทางที่ดีที่สุด คือ การย้ายขึ้นไปพักอาศัยบนชั้นสอง หรือพื้นที่สูงตั้งแต่เนิ่น ๆ ก่อนที่ระดับน้ำจะปิดล้อมบ้านเรือน เพราะเราต้องระลึกไว้เสมอว่า การพาผู้สูงอายุเคลื่อนย้ายในมืดค่ำ หรือยามที่น้ำหลากเชี่ยวแล้วนั้น อาจมีความเสี่ยงสูงเกินกว่าจะรับไหวครับ

นอกจากเรื่องของอุบัติเหตุแล้ว สุขภาพร่างกายภายใน คืออีกหนึ่งเรื่องที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ผู้สูงส่วนใหญ่มักมีโรคประจำตัว ที่ต้องพึ่งพายาอย่างต่อเนื่อง การจัดเตรียม “ถุงยังชีพฉุกเฉินเฉพาะตัว” จึงเป็นเรื่องที่รอไม่ได้ ภายในถุงยังชีพฉุกเฉินดังกล่าว ควรประกอบด้วยยาประจำตัวอย่างน้อยสองถึงสี่สัปดาห์ เอกสารประวัติการรักษา และเบอร์ติดต่อประจำของแพทย์ ซึ่งทั้งหมดต้องจัดเตรียมใส่ถุงซิปล็อค ที่กันน้ำไว้ได้อย่างมิดชิด นอกจากนี้การตัดไฟฟ้าในพื้นที่น้ำท่วม ยังนำมาซึ่งภาวะอากาศร้อนอบอ้าว ซึ่งประกอบกับการที่ผู้สูงอายุ เริ่มลดความสามารถในการรับรู้ความรู้สึกหิวน้ำ ทำให้เสี่ยงต่อภาวะขาดน้ำหรือโรคลมแดดได้ง่าย ผู้ดูแลจึงต้องคอยกระตุ้นให้ท่านจิบน้ำสะอาดอยู่เสมอ รวมถึงต้องระมัดระวังโรคน้ำกัดเท้า และโรคติดเชื้ออย่างโรคฉี่หนู โดยเมื่อใดก็ตาม ที่ท่านได้สัมผัสถูกน้ำท่วมขัง ต้องรีบใช้น้ำสะอาดและสบู่ล้างทำความสะอาดพร้อมเช็ดให้แห้งทันทีนะครับ

แต่ทว่าสิ่งที่ยากและละเอียดอ่อนที่สุดในวิกฤตครั้งนี้ มักไม่ใช่เรื่องของสิ่งของ แต่คือเรื่องของ “หัวใจและการสื่อสาร” หลายครั้งที่เราพบว่า ผู้สูงอายุมักจะปฏิเสธที่จะอพยพจากที่ที่เคยอยู่ประจำ อาจจะเพราะความห่วงหาอาทรในทรัพย์สินที่หามาทั้งชีวิต หรือความตระหนกตกใจต่อสถานการณ์รอบข้าง การเตือนภัยและการสื่อสารกับท่าน จึงต้องอาศัยศิลปะและความนุ่มนวลอย่างสูง หลีกเลี่ยงการใช้คำพูดที่ทำให้ท่านตื่นตระหนก เช่น “น้ำจะท่วมมิดหัวแล้ว” หรือการสั่งการพร้อมกันหลาย ๆ อย่าง เพราะจะยิ่งกระตุ้นให้ท่านสับสนและสร้างต้านทาน ให้เปลี่ยนเป็นการสื่อสารด้วยภาษาที่ง่าย สั้น และชัดเจนด้วยน้ำเสียงที่สงบ เช่น “คุณแม่ครับ น้ำในคลองเริ่มสูงขึ้นแล้ว เราขึ้นไปพักบนชั้นสองกันก่อนนะครับ บนนั้นเตรียมที่นอนสบาย ๆ ไว้แล้ว” การบอกกล่าวอย่างเป็นลำดับขั้นตอนทีละอย่าง พร้อมทั้งยืนยันให้ท่านมั่นใจว่า ข้าวของทุกอย่างถูกล็อกและยกขึ้นที่สูงอย่างปลอดภัยแล้ว จะช่วยลดความกังวลใจของท่านลงได้มาก

สำหรับบ้านที่มีผู้สูงวัยพร้อมภาวะสมองเสื่อมหรือหลงลืม จะมีความท้าทายยิ่งเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว เสียงฝนตกหนัก ความวุ่นวายของการย้ายของ หรือสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป อาจกระตุ้นให้ผู้สูงวัยที่เป็นผู้ป่วยเกิดภาวะสับสน กระวนกระวายใจ หรือต่อต้านการช่วยเหลือ เทคนิคสำคัญในการรับมือ คือการเข้าหาทางด้านหน้า ย่อตัวลงให้อยู่ในระดับสายตาเดียวกัน สบตา แล้วใช้การสัมผัสตัวอย่างนุ่มนวลที่มือหรือที่ไหล่ เพื่อดึงดูดความสนใจของท่าน หากท่านปฏิเสธด้วยความยึดติด เช่น จะรอพบใครบางคน เราอย่าได้โต้เถียงด้วยเหตุผล แต่ให้คล้อยตามอย่างเบาบาง แล้วดึงความสนใจไปที่จุดอื่น เช่น “ใช่ครับ เดี๋ยวเราขึ้นไปรอท่านบนชั้นสองกันก่อนนะครับ” พร้อมทั้งส่งของชิ้นโปรดที่ท่านคุ้นเคยให้ถือไว้ในมือ เพื่อสร้างความรู้สึกปลอดภัย และอย่าลืมใส่สายรัดข้อมือ หรือป้ายชื่อระบุเบอร์ติดต่อและโรคประจำตัวไว้กับตัวท่านตลอดเวลา

สุดท้ายนี้ ในยามที่น้ำขังรอการระบาย(แฮ่...คำพูดของใครก็ไม่รู้....คุ้น ๆ มั้ยครับ) การดูแลสุขภาพจิตใจ คือโอสถชั้นดีที่จะช่วยกุมมือผู้สูงวัยให้ผ่านวิกฤตไปได้ ควรจำกัดการเปิดรับข่าวสารร้าย ๆ จากหน้าจอทีวี หรือโซเชียลมีเดีย ถ้ามีแต่ข่าวซ้ำ ๆ ซึ่งมีแต่จะเพิ่มความเครียดสะสม ให้เปลี่ยนเป็นการชวนคุยเรื่องราวในอดีตที่ท่านประทับใจ เปิดเพลงยุคเก่าที่ท่านชื่นชอบ หรือหาทำกิจกรรมเล็ก ๆ น้อย ๆ ร่วมกัน ในพื้นที่พักอาศัย เพราะสิ่งที่จะช่วยให้ผู้สูงวัย ผ่านพ้นวิกฤตน้ำท่วมไปได้อย่างปลอดภัยที่สุด อาจไม่ใช่แค่อุปกรณ์ยังชีพที่ครบครัน แต่คือความรัก ความเข้าใจ และน้ำเสียงที่อบอุ่นของคนในครอบครัว ที่พร้อมจะอยู่เคียงข้างท่านในทุก ๆ สถานการณ์ครับ