thansettakij
thansettakij
ถอดรหัสสังคมผู้สูงวัยจากสิงคโปร์สู่ความหวังของไทย ตอนที่ 3

ถอดรหัสสังคมผู้สูงวัยจากสิงคโปร์สู่ความหวังของไทย ตอนที่ 3

24 ก.ย. 69 | 20:00 น.
อัปเดตล่าสุด :25 ก.ย. 69 | 23:16 น.

ถอดรหัสสังคมผู้สูงวัยจากสิงคโปร์สู่ความหวังของไทย ตอนที่ 3 คอลัมน์ ชีวิตบั้นปลายของชายชรา โดย ดร.กริช อึ้งวิฑูรสถิตย์

KEY

POINTS

  • งบประมาณไม่ใช่คำตอบทั้งหมด แต่ “ความพร้อมของประชากร” คือรากฐานสำคัญ ระบบ Active Ageing จะยั่งยืนได้เมื่อประชาชนมีพื้นฐานด้านการศึกษา การเงิน สุขภาพ และการวางแผนชีวิตเพียงพอที่จะพึ่งพาตนเองได้
  • การลดความเหลื่อมล้ำต้องทำควบคู่กับการสร้างทักษะตลอดชีวิต ทั้ง Health Literacy, Financial Literacy และ Digital Literacy เพื่อให้ผู้สูงวัยเข้าถึงบริการ ใช้เทคโนโลยีได้อย่างปลอดภัย และลดภาระของระบบสวัสดิการและสาธารณสุข
  • ไทยมีโอกาสเปลี่ยนสังคมสูงวัยให้เป็นทั้งระบบดูแลและโอกาสทางเศรษฐกิจ โดยปรับ Mindset จากการ “ดูแลผู้สูงวัยให้อยู่บ้าน” สู่ Active Ageing พร้อมยกระดับระบบดูแลและฟื้นฟูให้รองรับทั้งคนไทยและผู้สูงวัยจากต่างประเทศ

หลังจากที่เราได้เห็นภาพความสดใสในคอมมูนิตี้ฮอลล์ของสิงคโปร์ และได้ทำความเข้าใจโครงสร้าง Active Ageing ที่รัฐบาลของเขาตั้งใจวางไว้ เพื่อให้ผู้สูงวัยยอมก้าวเท้าออกจากบ้านกันไปแล้ว คำถามสำคัญถัดมา ที่มักจะถูกยกขึ้นมาถกเถียงกันในสังคมไทยเสมอ ก็คือ เราจะนำงบประมาณมหาศาลจากไหน มาสร้างระบบแบบเขาได้ละ? แต่จากประสบการณ์และความเห็นส่วนตัวของผม หลังจากที่ได้แลกเปลี่ยนและสัมผัสกับผู้คนในพื้นที่จริง ทำให้ผมได้ข้อคิดสำคัญประการหนึ่งว่า เรื่องงบประมาณของรัฐ แม้จะเป็นปัจจัยที่ปฏิเสธไม่ได้ แต่มันเป็นเพียง “เงินทุน”ในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานเท่านั้น ในขณะที่ “ความพร้อมของประชากร” ต่างหากที่คือตัวแปรและรากฐานที่สำคัญยิ่งกว่าเงินงบประมาณ ซึ่งเป็นเครื่องกำหนดอย่างแท้จริงว่า ระบบสวัสดิการผู้สูงวัยเหล่านั้น จะขับเคลื่อนไปได้อย่างยั่งยืน หรือจะพังทลายลงในท้ายที่สุด ถ้าประชากรของประเทศไม่มีความพร้อมเพียงพอครับ

เมื่อเราลองมองลึกลงไปในคำว่า ความพร้อมของประชากร สิ่งแรกที่เป็นโดมิโนตัวสำคัญที่สุด คงหนีไม่พ้นเรื่อง “ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา” ซึ่งจะส่งผลกระทบเป็นวงกว้างทอดนานหลายสิบปี จากวัยหนุ่มสาวไปจนถึงวัยชราอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในขณะที่สิงคโปร์วางรากฐานการศึกษาให้ประชากรของเขาอย่างเข้มข้น มาตั้งแต่วันก่อตั้งประเทศ ส่งผลให้ผู้สูงวัยในปัจจุบันนี้ มีระดับ Literacy หรือความตระหนักรู้ในมิติต่างๆที่สูงมาก ไม่ว่าจะเป็นความรู้ทางการเงิน ที่ถูกปลูกฝังผ่านระบบการออมบังคับอย่างกองทุน Central Provident Fund (CPF) ที่ทำให้คนของเขารู้จักการวางแผนเกษียณล่วงหน้า หรือความเข้าใจด้านสุขภาพเชิงป้องกัน(Preventive Health) ที่ทำให้ผู้สูงวัยในสิงคโปร์รู้ว่า การรับประทานอาหารอย่างไร? ออกกำลังกายอย่างไร?หรือการควบคุมโรคเรื้อรังด้วยตัวเอง ที่จะช่วยยืดระยะเวลาการมีสุขภาวะที่ดีออกไปได้อย่างไร? ซึ่งต่างจากบริบทของประเทศไทยเรา ที่ประชากรจำนวนมากยังคงติดอยู่ในกับดักความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ขาดโอกาสในการเข้าถึงอาชีพในระบบ ขาดการออมระยะยาวและต้องทำงานหาเช้ากินค่ำ จนไม่มีเวลาวางแผนชีวิตหลังเกษียณ รัฐบาลไทยจึงต้องรับภาระหนัก ในการแบกรับสวัสดิการพื้นฐานแบบตั้งรับ และใช้การแจกเงินเยียวยาเฉพาะหน้าเรื่อยมา แทนที่จะเป็นการสร้างระบบให้ประชากรพึ่งพาตนเองได้อย่างเข้มแข็งครับ

อีกมิติหนึ่งที่เห็นได้ชัดเจนมาก จากคอมมูนิตี้ฮอลล์ในสิงคโปร์วันนั้น คือความพร้อมด้านทักษะดิจิทัล และการเปิดรับเทคโนโลยีของผู้สูงวัย ในยุคที่นวัตกรรมทางการแพทย์และแอปพลิเคชัน เข้ามามีบทบาทในการติดตามสุขภาพ ผู้สูงวัยของสิงคโปร์จำนวนมาก ได้รับการส่งเสริมผ่านคลาสเรียนสั้นๆในศูนย์ชุมชน จนพวกเขาสามารถใช้งานสมาร์ตโฟนในการเช็กคิวนัด ตรวจสอบผลการตรวจเลือดเบื้องต้น หรือแม้กระทั่งสั่งซื้ออุปกรณ์การแพทย์ และหรือยาสมุนไพรจีนผ่านระบบออนไลน์ได้ด้วยตัวเอง การที่ประชากรมีความพร้อมทางเทคโนโลยีเช่นนี้ จึงช่วยให้ลดภาระงานของเจ้าหน้าที่ และบุคลากรทางการแพทย์ไปได้มหาศาล ทำให้ระบบสาธารณสุขของเขามีความคล่องตัว ในขณะที่ผู้สูงวัยในบ้านเราจำนวนไม่น้อย ยังคงมีความกลัวและไม่กล้าที่จะจับเทคโนโลยี การขาดทักษะการรู้เท่าทัน จนตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพได้ง่าย หรือเข้าไม่ถึงบริการสวัสดิการของรัฐ เพราะความซับซ้อนของระบบดิจิทัล ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนสะท้อนกลับมาที่ต้นตอเรื่องความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และการเรียนรู้ตลอดชีวิตทั้งสิ้นเลยครับ

นอกจากนี้ การได้พูดคุยกับ Miss Lisa เพื่อนสนิทของผม ที่เปิดธุรกิจในคอมมูนิตี้ฮอลล์ในวันนั้น ยังทำให้ผมได้เห็นมุมมองเชิงยุทธศาสตร์ที่น่าสนใจมาก เกี่ยวกับการบริหารจัดการต้นทุนทางสาธารณสุข จะเห็นว่าประเทศสิงคโปร์แม้จะเป็นประเทศที่ร่ำรวย แต่ด้วยค่าครองชีพและค่ารักษาพยาบาลที่สูงลิ่ว รัฐบาลและภาคเอกชนของเขา จึงเริ่มมองหาทางเลือกใหม่ๆ โดยมองว่า “ประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาค” รวมถึงประเทศไทยและประเทศจีน สามารถเป็นฐานในการรองรับและดูแลรักษาอาการป่วย (Regional Medical & Care Base) หรือการฟื้นฟูระยะยาวของผู้สูงวัยของสิงคโปร์ได้ แนวคิดนี้คือการถ่ายโอนภาระค่าใช้จ่ายทางการแพทย์มหาศาลในประเทศ ออกมาสู่พื้นที่ที่มีต้นทุนคุ้มค่ากว่า แต่ยังคงมาตรฐานการบริการ และความคุ้มค่าในระดับสูง ซึ่งในมุมหนึ่ง มันคือการสร้างความยั่งยืนทางการเงินให้กับระบบสาธารณสุขของสิงคโปร์เอง และในอีกมุมหนึ่ง มันคือโอกาสทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ของประเทศไทย หากเราสามารถยกระดับระบบการดูแลผู้สูงวัยของเรา ให้มีมาตรฐานระดับสากล เพื่อรองรับทั้งคนในประเทศและผู้สูงวัยจากทั่วโลกได้ครับ

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่มีความสำคัญไม่แพ้กันคือเรื่อง Mindset หรือตรรกะความคิดต่อการใช้ชีวิตวัยชรา ค่านิยมดั้งเดิมในสังคมไทยเรา มักจะมองว่าการกตัญญูต่อผู้สูงวัย คือการให้พวกท่านนั่งๆนอนๆพักผ่อนอยู่แต่ในบ้าน ไม่ต้องทำอะไรเลย แต่ในทางตรงกันข้าม สังคมของสิงคโปร์ได้ปลูกฝังแนวคิด Active Ageing อย่างเข้มแข็ง เขากลับมองว่าการเกษียณอายุ ไม่ใช่จุดจบของการมีส่วนร่วมในสังคม แต่มือ สมอง และหัวใจของผู้สูงวัยยังคงมีคุณค่า ท่านสามารถออกมาเล่นดนตรี ออกมาร่วมกิจกรรม ทำงานอาสาสมัคร หรือแม้กระทั่งทำงานพาร์ตไทม์เล็กๆน้อยๆ เพื่อสร้างคุณค่าให้กับตัวเองได้ตลอดเวลา การที่ประชากรของเขามี Mindset ที่พร้อมจะเรียนรู้ และออกมาปฏิสัมพันธ์กับโลกภายนอก ทำให้คอมมูนิตี้ฮอลล์ที่รัฐบาลเขาสร้างขึ้นมา ไม่เคยเงียบเหงาเลย อีกทั้งยังกลายเป็นนิเวศที่มีชีวิตอย่างที่เราได้เห็นกันครับ

ความแตกต่างของความพร้อมในมิติต่างๆเหล่านี้เอง ที่เป็นคำตอบว่าทำไมการก๊อปปี้นโยบายหรือการทุ่มงบประมาณสร้างตึกสร้างศูนย์เพียงอย่างเดียว จึงไม่สามารถแก้ปัญหาสังคมผู้สูงวัยในไทยได้ หากเรายังไม่เริ่มแก้ปัญหาที่รากแก้ว นั่นคือการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา การสร้างความตระหนักรู้ด้านสุขภาพและการเงินให้กับคนรุ่นใหม่ตั้งแต่วันนี้ เพื่อให้พวกเขาเติบโตไปเป็นผู้สูงวัยที่มีความพร้อม และสามารถพึ่งพาตัวเองได้ในอนาคตต่อไปครับ

ในตอนสุดท้ายของซีรีส์นี้ ผมจะพาไปมองถึงความเป็นไปได้ ในการลงมือทำจริงสำหรับประเทศไทย หากเราไม่อยากนั่งรอนโยบายใหญ่จากรัฐบาล หรือให้ใครบางคนที่อาจจะยังมาไม่ถึง... เราจะสามารถเริ่มต้นทดลองสร้าง “Sandbox สาธารณสุขชุมชน” เล็กๆ ในพื้นที่ของเราเองได้อย่างไร? เพื่อเปลี่ยนผ่านสังคมไทยสู่สังคมผู้สูงวัย(Aging Society)อย่างมีความหวังและยั่งยืนต่อไปครับ