thansettakij
thansettakij
Amazon เดิมพันพลังงานนิวเคลียร์ 2,880 MW

Amazon เดิมพันพลังงานนิวเคลียร์ 2,880 MW

22 ต.ค. 69 | 02:55 น.
อัปเดตล่าสุด :22 ต.ค. 69 | 03:06 น.

Amazon เดิมพันพลังงานนิวเคลียร์ 2,880 MW: จากโรงไฟฟ้าเดิม 1,920 MW สู่ SMR รุ่นใหม่ 960 MW เพื่อรองรับ AI Data Center โดย ผศ.ดร.ญาณิน สุขใจ อาจารย์ประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์เครื่องกล มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

เมื่อพูดถึงการแข่งขันด้าน Artificial Intelligence หรือ AI หลายคนมักให้ความสำคัญกับจำนวน GPU ความสามารถของ AI Model และการลงทุนสร้าง Data Center ขนาดใหญ่ แต่ในความเป็นจริง ปัจจัยสำคัญที่กำลังกลายเป็นข้อจำกัดของอุตสาหกรรม AI กลับเป็นสิ่งที่ดูเหมือนเรียบง่ายที่สุด นั่นคือไฟฟ้า เพราะไม่ว่า AI จะมีความสามารถสูงเพียงใด หากไม่มีไฟฟ้าที่เพียงพอและต่อเนื่อง ระบบประมวลผลมูลค่ามหาศาลก็ไม่สามารถทำงานได้

Amazon ซึ่งเป็นเจ้าของ Amazon Web Services หรือ AWS หนึ่งในผู้ให้บริการ Cloud Computing รายใหญ่ของโลก กำลังแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงยุทธศาสตร์ครั้งสำคัญ จากบริษัทเทคโนโลยีที่เคยพึ่งพาการซื้อไฟฟ้าจากระบบสายส่งเป็นหลัก ไปสู่การทำสัญญาซื้อไฟฟ้าระยะยาวจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ และการสนับสนุนการพัฒนาเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็ก หรือ Small Modular Reactor (SMR) โดยตรง

สองโครงการสำคัญคือความร่วมมือระหว่าง Amazon กับ Talen Energy ในรัฐ Pennsylvania ซึ่งมีข้อตกลงซื้อไฟฟ้านิวเคลียร์สูงสุด 1,920 MW และความร่วมมือกับ X-energy และ Energy Northwest ในรัฐ Washington เพื่อพัฒนา SMR ระยะแรก 320 MW พร้อมแผนขยายสูงสุด 960 MW

หากนำขนาดกำลังไฟฟ้าตามสัญญาและเป้าหมายพัฒนาทั้งสองโครงการมาพิจารณาร่วมกัน จะมีขนาดรวมสูงสุดถึง 2,880 MW หรือ 2.88 GW ซึ่งเป็นระดับเดียวกับกำลังผลิตของโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่หลายหน่วยรวมกัน

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวไม่ใช่กำลังผลิตนิวเคลียร์ใหม่ทั้งหมด และไม่ได้หมายความว่า Amazon ได้รับไฟฟ้าจำนวน 2,880 MW แล้วในปัจจุบัน เพราะส่วนแรกเป็นปริมาณซื้อไฟฟ้าตามสัญญาจากโรงไฟฟ้าที่เดินเครื่องอยู่แล้ว ขณะที่ส่วนที่สองยังเป็นแผนพัฒนา SMR ในอนาคต

สิ่งที่น่าสนใจจึงไม่ใช่เพียงขนาดของโครงการ แต่เป็นการเปลี่ยนบทบาทของบริษัทเทคโนโลยีจากผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่ ไปสู่ผู้มีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางการลงทุนด้านพลังงานของประเทศ

Amazon–Talen: จากแผน 960 MW สู่สัญญาไฟฟ้านิวเคลียร์ 1,920 MW

หนึ่งในโครงการที่ได้รับความสนใจอย่างมากคือความร่วมมือระหว่าง Amazon กับ Talen Energy ซึ่งเป็นเจ้าของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ Susquehanna ในรัฐ Pennsylvania ประเทศสหรัฐอเมริกา

Susquehanna เป็นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดใหญ่ที่ใช้เทคโนโลยี Boiling Water Reactor หรือ BWR จำนวนสองหน่วย โดยมีกำลังผลิตรวมประมาณ 2,500 MW โรงไฟฟ้าแห่งนี้เดินเครื่องเชิงพาณิชย์มาเป็นเวลาหลายสิบปี และเป็นหนึ่งในแหล่งผลิตไฟฟ้าสำคัญของภูมิภาค

ก่อนหน้านี้ Amazon ได้เข้าซื้อ Data Center Campus ใกล้โรงไฟฟ้า Susquehanna โดยมีแนวคิดใช้ไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่อยู่ใกล้เคียงโดยตรง โครงการดังกล่าวได้รับความสนใจจากแผนความต้องการไฟฟ้าสูงสุดประมาณ 960 MW ซึ่งเป็นขนาดที่สูงมากสำหรับ Data Center เพียงแห่งเดียว

แต่การพัฒนาโครงการลักษณะนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความพร้อมของโรงไฟฟ้าและ Data Center เท่านั้น เพราะยังเกี่ยวข้องกับข้อกำหนดการเชื่อมต่อระบบสายส่ง การจัดสรรต้นทุนโครงข่าย และผลกระทบต่อผู้ใช้ไฟฟ้ารายอื่น

ต่อมา Amazon และ Talen ได้ปรับรูปแบบความร่วมมือมาเป็นสัญญาซื้อไฟฟ้าระยะยาว โดยเพิ่มปริมาณไฟฟ้าตามสัญญาสูงสุดเป็น 1,920 MW และกำหนดแผนเพิ่มปริมาณการรับซื้อไฟฟ้าตามช่วงเวลาจนถึงไม่ช้ากว่าปี 2032

การเปลี่ยนแปลงนี้มีนัยสำคัญ เพราะสะท้อนการเปลี่ยนจากแนวคิดการใช้ไฟฟ้าโดยเชื่อมต่อโดยตรงกับโรงไฟฟ้า ไปสู่รูปแบบการซื้อไฟฟ้าที่อาศัยโครงสร้างพื้นฐานของระบบไฟฟ้าและข้อตกลงระยะยาวที่ชัดเจนขึ้น

สำหรับ Amazon ข้อตกลงดังกล่าวช่วยสร้างความมั่นใจว่าจะสามารถจัดหาไฟฟ้าคาร์บอนต่ำปริมาณมากเพื่อรองรับการขยายตัวของ AWS และ AI Infrastructure ในอนาคต ขณะที่ Talen ได้รับความมั่นใจด้านรายได้จากผู้ซื้อไฟฟ้ารายใหญ่ในระยะยาว

สิ่งสำคัญคือโรงไฟฟ้า Susquehanna ไม่ใช่ SMR แต่เป็นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดใหญ่ที่มีอยู่แล้ว ดังนั้นตัวเลข 1,920 MW จึงเป็นปริมาณไฟฟ้าตามสัญญา ไม่ใช่กำลังผลิต SMR ที่ Amazon กำลังสร้างใหม่

นี่แสดงให้เห็นว่าในระยะใกล้ บริษัทเทคโนโลยีไม่ได้รอให้ SMR รุ่นใหม่พร้อมใช้งาน แต่เลือกใช้ประโยชน์จาก Nuclear Fleet ที่มีประสบการณ์เดินเครื่องจริงเพื่อรองรับความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

Amazon–X-energy: จากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เดิม สู่ SMR รุ่นใหม่ 960 MW

ขณะที่ Amazon ใช้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์เดิมเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์พลังงานระยะใกล้ บริษัทก็เดินหน้าสนับสนุนเทคโนโลยี SMR สำหรับความต้องการไฟฟ้าในระยะยาวผ่านความร่วมมือกับ Energy Northwest และ X-energy

โครงการนี้ตั้งอยู่ในรัฐ Washington และมีเป้าหมายพัฒนาเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็กด้วยเทคโนโลยี Xe-100 ของ X-energy ซึ่งเป็น High-Temperature Gas-Cooled Reactor หรือ HTGR

Xe-100 มีกำลังผลิตไฟฟ้าประมาณ 80 MW ต่อ Reactor Module โดยโครงการระยะแรกมีแผนติดตั้งสี่โมดูล รวมกำลังผลิตประมาณ 320 MW และสามารถขยายเป็น 12 โมดูล รวมประมาณ 960 MW หากได้รับการอนุมัติและดำเนินการตามแผนพัฒนาครบถ้วน

จุดเด่นของเทคโนโลยีนี้คือการออกแบบให้สามารถเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าเป็นระยะได้ โดยไม่จำเป็นต้องสร้างเครื่องปฏิกรณ์ขนาด 1,000 MW เพียงหน่วยเดียวตั้งแต่เริ่มต้น

แนวคิด Modular Expansion จึงสอดคล้องกับลักษณะการเติบโตของ Data Center ที่อาจเริ่มต้นจากกำลังไฟฟ้าหลายสิบหรือหลายร้อยเมกะวัตต์ ก่อนขยายไปสู่ระดับ Gigawatt ตามความต้องการของตลาด AI

อย่างไรก็ตาม ต้องเน้นว่าโครงการ 320–960 MW นี้ยังอยู่ในขั้นพัฒนาในปี 2026 และยังไม่ได้ผลิตไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ โดยต้องผ่านกระบวนการออกแบบรายละเอียด การขออนุญาต การจัดหาเชื้อเพลิง การก่อสร้าง และการทดสอบระบบก่อนเริ่มเดินเครื่องได้จริง

Xe-100: ทำไม Amazon จึงสนใจ Reactor ที่ใช้ก๊าซฮีเลียม?

เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ที่ใช้งานเชิงพาณิชย์ส่วนใหญ่ในปัจจุบันเป็น Light-Water Reactor ซึ่งใช้น้ำเป็นสารหล่อเย็นและในหลายแบบใช้น้ำเป็นตัวหน่วงนิวตรอนด้วย แต่ Xe-100 ใช้ก๊าซฮีเลียมเป็นสารหล่อเย็น และใช้ Graphite เป็นตัวหน่วงนิวตรอน

การใช้ฮีเลียมทำให้ Reactor สามารถออกแบบให้ทำงานที่อุณหภูมิสูงกว่า Light-Water Reactor ทั่วไป โดย Xe-100 มีเป้าหมายอุณหภูมิสารหล่อเย็นขาออกประมาณ 750°C ซึ่งเปิดโอกาสให้นำความร้อนไปใช้ประโยชน์ได้มากกว่าการผลิตไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว

ในเชิง Thermodynamics การมีแหล่งความร้อนที่อุณหภูมิสูงขึ้นสามารถเพิ่มศักยภาพในการแปลงพลังงานความร้อนเป็นพลังงานไฟฟ้า และยังสามารถนำไปใช้ในกระบวนการอุตสาหกรรมที่ต้องการความร้อนระดับสูง เช่น Hydrogen Production, Petrochemical และ Industrial Steam

อีกเทคโนโลยีสำคัญของ Xe-100 คือเชื้อเพลิง TRISO หรือ TRi-structural ISOtropic Fuel ซึ่งประกอบด้วยอนุภาคเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ขนาดเล็กที่มีชั้นวัสดุห่อหุ้มหลายชั้น เพื่อช่วยกักเก็บผลิตภัณฑ์ฟิชชันภายใต้สภาวะการออกแบบที่กำหนด

สำหรับ Xe-100 อนุภาค TRISO ถูกบรรจุอยู่ภายในเม็ดเชื้อเพลิงทรงกลมหรือ Fuel Pebble ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสถาปัตยกรรม Pebble-Bed Reactor

คุณสมบัติเหล่านี้ทำให้ HTGR เป็นเทคโนโลยีที่น่าสนใจทั้งสำหรับการผลิตไฟฟ้าและการใช้งานร่วมกับอุตสาหกรรมที่ต้องการพลังงานความร้อนสูง

แต่ต้องเข้าใจว่าความสามารถในการผลิตไฟฟ้าอย่างต่อเนื่องและระบบ Passive Safety ของ Reactor ไม่ได้หมายความว่า Data Center จะไม่ต้องมี UPS, Battery Energy Storage หรือระบบไฟฟ้าสำรอง เพราะความปลอดภัยของ Reactor และความต่อเนื่องของการจ่ายไฟฟ้าให้ Data Center เป็นคนละหน้าที่กัน

จาก 2,880 MW สู่ความต้องการไฟฟ้าของ AI Data Center ระดับ Gigawatt

หากนำตัวเลข 1,920 MW จากสัญญา Amazon–Talen และเป้าหมายพัฒนา SMR สูงสุด 960 MW ของ Amazon–X-energy มาพิจารณาร่วมกัน จะได้ขนาดรวม 2,880 MW หรือ 2.88 GW

เพื่อให้เห็นภาพ สมมติว่า AI Data Center มี IT Load เท่ากับ 200 MW และค่า Power Usage Effectiveness หรือ PUE เท่ากับ 1.30 จะมีความต้องการไฟฟ้ารวม 260 MW

ดังนั้นกำลังไฟฟ้า 2,880 MW จะมีขนาดเทียบเท่าความต้องการไฟฟ้าเฉลี่ยของ AI Data Center ลักษณะดังกล่าวประมาณ 11 แห่ง หากสมมติว่ามีไฟฟ้าพร้อมจ่ายเต็มกำลังตลอดเวลาและไม่มีการเผื่อกำลังสำรอง

แต่ในความเป็นจริง การออกแบบระบบไฟฟ้าสำหรับ Data Center ไม่สามารถนำกำลังผลิตของโรงไฟฟ้ามาเทียบกับ IT Load โดยตรงได้ เพราะต้องคำนึงถึงการหยุดซ่อมบำรุง การเปลี่ยนเชื้อเพลิง ความพร้อมของระบบส่งไฟฟ้า และข้อกำหนดด้าน Redundancy

ยิ่งไปกว่านั้น โครงการ SMR ของ X-energy ยังอยู่ในขั้นพัฒนา และกำลังผลิตสูงสุด 960 MW ไม่ได้ถูกจัดสรรให้ Amazon ทั้งหมดโดยอัตโนมัติ เนื่องจาก Energy Northwest ระบุว่ากำลังผลิตจากการขยายโครงการอาจจำหน่ายให้สาธารณูปโภคในภูมิภาคเพื่อรองรับความต้องการไฟฟ้าของประชาชนและภาคธุรกิจด้วย

ดังนั้นตัวเลข 2.88 GW จึงควรถูกใช้เพื่ออธิบายขนาดของยุทธศาสตร์พลังงานนิวเคลียร์ที่ Amazon เข้าไปมีส่วนร่วม มากกว่าจะตีความว่าเป็นกำลังผลิตไฟฟ้าที่ Amazon เป็นเจ้าของหรือสามารถใช้ได้ทั้งหมด

ทำไม Amazon ไม่เลือกใช้ Solar และ Wind เพียงอย่างเดียว?

คำตอบไม่ได้หมายความว่า Amazon กำลังเลิกสนับสนุน Renewable Energy เพราะบริษัทยังคงลงทุนและทำสัญญาซื้อไฟฟ้าจาก Solar และ Wind จำนวนมาก

แต่ปัญหาของ AI Data Center คือความต้องการไฟฟ้าที่เกิดขึ้นต่อเนื่องทั้งกลางวันและกลางคืน ขณะที่ Solar และ Wind มีการผลิตไฟฟ้าผันแปรตามสภาพอากาศ

หากต้องการใช้พลังงานหมุนเวียนในสัดส่วนสูงมาก จำเป็นต้องมีระบบกักเก็บพลังงาน แหล่งผลิตไฟฟ้าที่ปรับกำลังได้ ระบบส่งไฟฟ้าที่เชื่อมโยงกันอย่างเพียงพอ และการบริหารความต้องการไฟฟ้า

Nuclear Power จึงมีบทบาทเป็นหนึ่งในแหล่งผลิตไฟฟ้าคาร์บอนต่ำที่สามารถเดินเครื่องต่อเนื่องได้ โดยเฉพาะเมื่อทำงานร่วมกับ Renewable Energy และ Battery Energy Storage

อย่างไรก็ตาม โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ไม่ได้ผลิตไฟฟ้าได้ตลอดเวลาโดยไม่มีการหยุดเดินเครื่อง และการสร้าง SMR ใหม่ยังมีความเสี่ยงด้านต้นทุนและระยะเวลาก่อสร้างที่ต้องพิสูจน์ในโครงการจริง

การเปรียบเทียบต้นทุนจึงควรพิจารณาไม่ใช่เพียงค่าไฟฟ้าต่อหน่วยของโรงไฟฟ้าแต่ละประเภท แต่ต้องพิจารณาต้นทุนรวมของระบบที่สามารถจ่ายไฟฟ้าได้ตามความต้องการของ Data Center ในทุกช่วงเวลา

สัญญาซื้อไฟฟ้านิวเคลียร์กำลังเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจพลังงาน

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือรูปแบบการลงทุน

เดิมการพัฒนาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ส่วนใหญ่อาศัยรัฐบาล บริษัทสาธารณูปโภค หรือผู้ผลิตไฟฟ้ารายใหญ่เป็นผู้ลงทุน แต่การเติบโตของ AI ทำให้บริษัทเทคโนโลยีเริ่มเข้ามามีบทบาทในการสนับสนุนโครงการพลังงานโดยตรง

ในกรณี Amazon–Talen การมีสัญญาซื้อไฟฟ้าระยะยาวจนถึงปี 2042 ช่วยสร้างความมั่นใจด้านรายได้ให้กับผู้ประกอบการโรงไฟฟ้า ขณะที่ Amazon สามารถวางแผนจัดหาพลังงานสำหรับธุรกิจ Cloud และ AI ได้ในระยะยาว

ส่วน Amazon–X-energy เป็นรูปแบบที่แตกต่างออกไป เพราะ Amazon เข้ามาสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและโครงการตั้งแต่ก่อนเริ่มก่อสร้างโรงไฟฟ้าเชิงพาณิชย์

รูปแบบดังกล่าวช่วยให้ผู้พัฒนา SMR มีความชัดเจนด้านตลาดและผู้ซื้อไฟฟ้า ซึ่งอาจช่วยลดความเสี่ยงบางส่วนของการระดมทุน แต่ไม่ได้ขจัดความเสี่ยงด้านเทคโนโลยี การอนุญาต หรือการก่อสร้าง

นอกจากนี้ Amazon และ X-energy ยังมีเป้าหมายความร่วมมือในวงกว้างเพื่อสนับสนุนโครงการ Xe-100 ในสหรัฐอเมริการวมมากกว่า 5 GW ภายในปี 2039 ซึ่งเป็นเป้าหมายการพัฒนาในอนาคต ไม่ใช่กำลังผลิตที่ได้รับอนุญาตหรือเดินเครื่องแล้ว

สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นจึงเป็นการเปลี่ยนแปลงของความสัมพันธ์ระหว่างอุตสาหกรรมดิจิทัลกับอุตสาหกรรมพลังงาน จากเดิมที่ Data Center เป็นเพียงผู้ใช้ไฟฟ้า ไปสู่การเป็นผู้สนับสนุนการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานพลังงานระยะยาว

บทเรียนสำหรับประเทศไทย: เมื่อ Data Center ไม่ได้ต้องการเพียงที่ดินและสายส่ง

การขยายตัวของ AI Data Center ในประเทศไทย โดยเฉพาะกรุงเทพมหานคร ปริมณฑล และเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC กำลังสร้างคำถามสำคัญต่อการวางแผนระบบไฟฟ้า

หากประเทศไทยต้องการรองรับ AI Data Center ระดับหลายร้อยเมกะวัตต์หรือระดับ Gigawatt การพิจารณาเพียงจำนวนโครงการลงทุนหรือขนาดพื้นที่ Data Center อาจไม่เพียงพอ แต่จำเป็นต้องประเมินความต้องการไฟฟ้าจริงในแต่ละช่วงเวลา ความพร้อมของระบบส่งไฟฟ้า กำลังผลิตสำรอง และต้นทุนการขยายโครงข่าย

กรณี Amazon แสดงให้เห็นว่าการจัดหาไฟฟ้าสำหรับ AI Data Center อาจต้องวางแผนล่วงหน้าหลายปี และอาจต้องมีสัญญาระยะยาวระหว่างผู้พัฒนา Data Center กับผู้ผลิตไฟฟ้า

สำหรับประเทศไทย ในระยะสั้นการพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้า การเพิ่มประสิทธิภาพระบบผลิตไฟฟ้า การใช้ Renewable Energy ระบบกักเก็บพลังงาน และการบริหารความต้องการไฟฟ้ายังคงเป็นแนวทางสำคัญ

แต่ในระยะยาว หากประเทศไทยต้องการพิจารณา SMR เพื่อรองรับอุตสาหกรรมดิจิทัล ก็จำเป็นต้องเตรียมความพร้อมทั้งด้านเทคโนโลยี Nuclear Safety การกำกับดูแล การจัดหาเชื้อเพลิง การจัดการเชื้อเพลิงใช้แล้ว บุคลากร และการยอมรับของประชาชน

ที่สำคัญ การเลือกเทคโนโลยี SMR ต้องพิจารณาความพร้อมเชิงพาณิชย์ ไม่ใช่เพียงขนาดกำลังผลิตที่ผู้พัฒนาประกาศ เพราะระหว่างการลงนามข้อตกลงกับการผลิตไฟฟ้าได้จริงยังมีความเสี่ยงและขั้นตอนอีกมาก

AI อาจไม่ได้เปลี่ยนแค่อุตสาหกรรมดิจิทัล แต่กำลังเปลี่ยนอุตสาหกรรมพลังงาน

กรณี Amazon–Talen และ Amazon–X-energy สะท้อนภาพการเปลี่ยนแปลงสำคัญของอุตสาหกรรมพลังงานโลก

ด้านหนึ่ง Amazon ใช้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดใหญ่ที่มีอยู่แล้ว เพื่อรองรับความต้องการไฟฟ้าของ AI และ Cloud Computing ผ่านสัญญาซื้อไฟฟ้าสูงสุด 1,920 MW

อีกด้านหนึ่ง บริษัทกำลังสนับสนุนการพัฒนา SMR แบบ High-Temperature Gas-Cooled Reactor ขนาด 320 MW ในระยะแรก และมีเป้าหมายขยายได้ถึง 960 MW ในอนาคต

นี่คือยุทธศาสตร์ที่ผสมผสานระหว่าง การใช้โครงสร้างพื้นฐานพลังงานที่มีอยู่ในปัจจุบัน กับการลงทุนสร้างทางเลือกด้านพลังงานสำหรับอนาคต

แต่สิ่งที่ต้องติดตามต่อไปคือ โครงการ SMR จะสามารถผ่านการอนุญาต ก่อสร้าง และผลิตไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ได้ตามเป้าหมายหรือไม่ รวมถึงต้นทุนไฟฟ้าจริงจะสามารถแข่งขันกับทางเลือกพลังงานอื่นได้มากน้อยเพียงใด

สำหรับประเทศไทย บทเรียนสำคัญไม่ได้อยู่ที่การเร่งลงทุน SMR ตามบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก แต่คือการตระหนักว่า AI Data Center กำลังเปลี่ยนรูปแบบการวางแผนพลังงาน จากเดิมที่ระบบไฟฟ้าขยายตัวตามความต้องการของเศรษฐกิจ ไปสู่สถานการณ์ที่โครงการ Data Center เพียงไม่กี่แห่งอาจสร้างความต้องการไฟฟ้าระดับเดียวกับโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่หลายหน่วย

ท้ายที่สุด การแข่งขันด้าน AI อาจไม่ได้ตัดสินกันเพียงว่าประเทศใดมี GPU มากที่สุด หรือสร้าง Data Center ได้ใหญ่ที่สุด แต่จะรวมถึงคำถามสำคัญว่า ประเทศใดสามารถจัดหาไฟฟ้าที่มั่นคง มีต้นทุนแข่งขันได้ และมีคาร์บอนต่ำ เพื่อรองรับการประมวลผล AI ตลอด 24 ชั่วโมง

และนี่คือเหตุผลที่ Amazon กำลังเดินหน้าทั้งการซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เดิม และการสนับสนุน SMR รุ่นใหม่ไปพร้อมกัน