thansettakij
thansettakij
โศกนาฏกรรมของหอเจ้าฟ้าแห่งเมืองเชียงตุง

โศกนาฏกรรมของหอเจ้าฟ้าแห่งเมืองเชียงตุง

18 ต.ค. 69 | 22:00 น.
อัปเดตล่าสุด :19 ต.ค. 69 | 01:54 น.

โศกนาฏกรรมของหอเจ้าฟ้าแห่งเมืองเชียงตุง คอลัมน์เมียงมอง เมียนมา บทความโดย ดร.กริช อึ้งวิฑูรสถิตย์

อาทิตย์ที่ผ่านมา ผมได้เล่าเรื่องราวของหอเหลืองเมืองเชียงตุง ไม่น่าเชื่อที่แฟนคลับหลายท่านที่ให้ความสนใจสูงมาก บางท่านก็อยากให้ผมเล่าเรื่องดราม่าของเจ้าฟ้าแห่งเมืองเชียงตุงกับเจ้านายฝั่งเหนือของล้านนา ซึ่งส่วนตัวผมเชื่อว่า ท่านน่าจะมีความรู้เรื่องราวนี้ดีกว่ากว่าผมอีก ผมจึงขออนุญาตไม่ต่อไปถึงตรงนั้นนะครับ(เดี๋ยวผมเล่าผิด....อายเขา ..ฮาเลย) แต่ต้องกราบขอบพระคุณทุกท่าน ที่กรุณาส่งไลน์มาคุยกัน และผมต้องขอออกตัวก่อนว่า ถ้าสิ่งที่ผมเล่าผิดไปจากสิ่งท่านรู้มาก็ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ บอกตามตรงว่าผมฟังมาจากปากของผู้รู้บางท่านมา อาจจะมีความผิดพลาดไปบ้างก็เป็นไปได้ครับ อย่างไรก็ตาม เพื่อให้บทความนี้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น คงต้องมาคุยกันต่อในเรื่องนี้อีกสักตอนนะครับ   

ในช่วงรอยต่อของกาลเวลาอันสำคัญ เราได้เห็นภาพความงดงามและสายสัมพันธ์อันหวานหอมของหอเหลือง ได้หมุนเวียนเข้าสู่กงกรรมกงเกวียนแห่งโศกนาฏกรรมทางการเมืองอันมืดมน เมื่อมรสุมแห่งการเปลี่ยนแปลงปะทะเข้ามาสู่นครรัฐเชียงตุง เงามืดแห่งการแย่งชิงอำนาจภายในวงศาคณาญาติ และการแทรกแซงจากอำนาจภายนอก นำไปสู่คดีลอบสังหารเจ้านายสำคัญและเจ้าฟ้าผู้ปกครองเมือง สร้างรอยร้าวและน้ำตาให้แก่ราชวงศ์เชียงตุงเรื่อยมา

เมื่อการยึดอำนาจของกองทัพทหารพม่าเกิดขึ้น ในยุคของรัฐบาลท่านพลเอก เนวิน ที่เข้าทำการรัฐประหารโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของท่านนายกรัฐมนตรี อูนุ (U Nu) เมื่อวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ.2505 ระบบเจ้าฟ้าอันยาวนานก็ถูกสลายลง หอเหลืองที่เคยคึกคักไปด้วยผู้คน จึงเริ่มตกอยู่ในความเงียบงันและความระแวงสงสัยครับ

 

ความเงียบงันชวนอึดอัดได้ครอบคลุมหอเหลืองอยู่นานหลายทศวรรษ ตัวอาคารสไตล์ไฮบริดที่เคยทาสีเหลืองทองสดใส เริ่มลอกร่อนตามกาลเวลา คราบเขม่าและความชื้นจากเทือกเขา ค่อยๆ กัดกร่อนปูนและไม้ทีละน้อย แต่ถึงกระนั้นก็ตามโครงสร้างอันมั่นคงและสง่างามของหอเจ้าฟ้า ก็ยังคงหยัดยืนเป็นดั่งศูนย์รวมจิตใจของชาวไตอย่างเหนียวแน่น ยามใดที่ชาวเมืองเดินผ่านหนองตง การได้แลมองยอดหลังคาซ้อนชั้น และโถงปูนสีเหลืองก็เพียงพอที่จะเป็นน้ำเลี้ยงหัวใจ ให้พวกเขาระลึกได้ว่าแผ่นดินแห่งนี้ เคยมีรากเหง้า มีศักดิ์ศรี และมีประวัติศาสตร์อันรุ่งโรจน์ของตนเองเพียงใด

แต่แล้วสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดก็เกิดขึ้น ในปีพุทธศักราช 2534 รัฐบาลทหารพม่าในยุคนั้น ได้ตัดสินใจกระทำการอันบาดลึกในจิตวิญญาณของชาวไต ด้วยการสั่งให้นำเครื่องจักรกลหนัก และกำลังทหารเข้าทำการ “ทุบรื้อทำลายหอเจ้าฟ้าเชียงตุง” จนราบเป็นหน้ากอง คำสั่งนั้นไม่ได้มีการไต่ถาม ไม่มีการรับฟังความเห็นของชุมชน และไร้ซึ่งความเคารพต่อคุณค่าทางโบราณคดี

ภาพรถขุดและรอยตีนตะขาบของเครื่องจักรเหล็กกล้า ที่เคลื่อนเข้าบดขยี้เสาปูน ซุ้มโค้งโรมัน และผนังอิฐสีเหลืองทองของมหาปราสาท กลายเป็นภาพหลอนทางการเมืองที่ฝังลึก เสียงปูนพังทลายผสมผสานกับคราบน้ำตา เสียงร้องไห้โฮ และการกราบไหว้ด้วยความอาลัยของชาวไตแห่งเมืองเชียงตุง ที่ทำได้แต่เพียงยืนมองประวัติศาสตร์ และศูนย์รวมจิตใจของตนถูกทุบทลายลงไปต่อหน้าต่อตา นี่คือบาดแผลทางประวัติศาสตร์ที่ไม่มีวันเลือนไปจากหัวใจของชาวเมืองครับ
  

การทำลายล้างในวันนั้น ไม่ใช่เรื่องของการปรับปรุงสถาปัตยกรรม หรือการพัฒนาเมืองอย่างที่รัฐบาลกล่าวอ้าง หากแต่เป็นยุทธศาสตร์ทางการเมืองอย่างตรงไปตรงมา นั่นคือการลบสัญลักษณ์ศูนย์รวมใจ และกลืนทำลายฐานอำนาจดั้งเดิมของชาวไต เพื่อประดิษฐานอำนาจใหม่จากส่วนกลางลงบนพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ ชิ้นส่วนของหอเหลืองฉลุลาย ไม้สักทอง และอิฐโบราณ ถูกขนย้ายและกระจายหายไปในความมืด บนคราบน้ำตากับขี้เถ้าของหอเหลืองที่ถูกทุบทลาย

รัฐบาลทหารได้อนุมัติให้สร้าง “โรงแรมเชียงตุง” (New Kengtung Hotel) ตึกปูนทรงสี่เหลี่ยมไร้วิญญาณขึ้นมาทับลงบนฐานรากโบราณเดิม เพื่อเปลี่ยนพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์อันเคยเป็นที่ประทับของกษัตริย์  ให้กลายเป็นเพียงสถานที่รองรับธุรกิจการท่องเที่ยว ตึกปูนสีแข็งกระด้างที่ตั้งผงาดขึ้นแทนที่หอเหลือง จึงกลายเป็นอนุสาวรีย์แห่งความขื่นขม ที่ตอกย้ำถึงการถูกกดขี่และการสูญเสียเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมอย่างเป็นรูปธรรมที่สุดครับ

เรื่องราวอันน่าสะเทือนใจยังไม่หมดเพียงแค่นั้น เพราะความพยายามลบประวัติศาสตร์ ไม่อาจหยุดยั้งพลังแห่งความทรงจำของประชาชนได้ ในช่วงเวลาที่หอเหลืองถูกทุบทลาย ชาวบ้านและผู้เฒ่าผู้แก่ต่างพยายามแอบเก็บเศษอิฐ เศษไม้ฉลุ หรือแม้กระทั่งเศษปูนสีเหลืองทองที่ตกอยู่ตามพื้นดิน กลับไปบูชาไว้บนหิ้งพระที่บ้าน

สิ่งของชิ้นเล็กๆ เหล่านั้นกลายเป็นวัตถุมงคลทางจิตวิญญาณ เป็นตัวแทนของหอเจ้าฟ้าที่ถูกทำลายไปแล้ว และถูกสืบทอดมอบให้แก่ลูกหลาน พร้อมเรื่องเล่าถึงความยิ่งใหญ่ในอดีต เพื่อให้แน่ใจว่าสายเลือดไตรุ่นต่อไป จะไม่ลืมเลือนว่าบรรพบุรุษของตนมาจากไหนครับ

ในปัจจุบัน ผู้คนที่เดินทางไปเยือนเชียงตุง ไม่ว่าจะคนท้องถิ่นหรือนักเดินทางชาวไทยที่ดั้นด้นไปตามหาอดีต เมื่อได้ไปเยือนหรือเข้าพัก ณ โรงแรมเชียงตุง ต่างสัมผัสได้ถึงบรรยากาศอันอึมครึม เวิ้งว้าง และเงียบสงบอย่างประหลาด รอยร้าวใต้ตึกปูน ลมหนาวที่พัดผ่านหนองตงยามค่ำคืน และความเงียบสงัดภายในโถงโรงแรม ไม่อาจกลบเลือนภาพของหอเหลืองที่เคยยิ่งใหญ่ไปจากหัวใจของผู้คนได้เลย

เรื่องเล่าถึงความทรงจำที่ยังไม่สูญหาย แสงสว่างประหลาดในคืนวันศีล และจิตวิญญาณแห่งแผ่นดินที่ยังคงสิงสถิตอยู่ ณ ฐานรากเดิม จึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องผีสางหรือความเชื่อไร้เหตุผล หากแต่คือเสียงกระซิบแห่งความอาลัยและการยืนหยัดเพื่อบอกเล่าความจริงที่ถูกรัฐบาลสั่งห้ามพูดถึง

มหากาพย์ประวัติศาสตร์ของนครรัฐไต ที่เริ่มต้นจากสวรรค์จำลองใต้ร่มเงาเขาพระสุเมรุในมัณฑะเลย์ ผ่านโศกนาฏกรรมกลางผืนน้ำที่ยองห้วย ละครชีวิตและความรักที่สูญหายในสีป้อ จนมาจบลงด้วยการทลายหอเหลืองที่เชียงตุง ได้ทิ้งบทเรียนอันยิ่งใหญ่ไว้แก่เราว่า สถาปัตยกรรมและมหาปราสาทอาจถูกแผดเผาด้วยไฟสงคราม อาจพังทลายด้วยแผ่นดินไหว หรือถูกทำลายลงด้วยตีนตะขาบของทหาร แต่อำนาจทางการเมืองก็ไม่อาจทุบทลาย “ความทรงจำและจิตวิญญาณ” ของชนชาติใดได้เลย

การได้ยืนมองพื้นที่วังเก่าเชียงตุงในวันนี้ จึงเป็นการอ่านบทสรุปอันทรงพลัง ที่เตือนใจว่า แม้ตึกปูนจะถูกสร้างขึ้นทับสวรรค์จำลอง และแม้หอเหลืองจะถูกทลายจนราบเป็นหน้ากอง แต่ศักดิ์ศรี สายเลือด และความทรงจำของชาวไตและพี่น้องล้านนา จะยังคงสลักลึกและส่องสว่างอยู่ใต้แผ่นดินเชียงตุงตลอดไป