
ชีวิตจริงยิ่งกว่านิยาย เปิดพระประวัติ “สมเด็จพระสังฆราชจวน” จากสามเณรสู่พระสังฆราชองค์ที่ 16
พระประวัติของสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (จวน อุฏฐายี) สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ 16 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เป็นเรื่องราวการดำเนินชีวิตที่ผ่านจุดเปลี่ยนสำคัญหลายครั้ง ตั้งแต่วัยเยาว์ในจังหวัดราชบุรี การศึกษาทางโลก ก่อนเข้าสู่สมณเพศและก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดของคณะสงฆ์ไทย คอลัมน์ สังฆานุสติ โดย บาสก
จากเด็กชายชาวบ้านโป่ง จ.ราชบุรี ผู้เคยสอบเข้าโรงเรียนนายร้อย แต่ต้องลาออกเพราะอาการเจ็บป่วย ก่อนเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ สู่เส้นทางพระเถระผู้ดำรงตำแหน่งสูงสุดแห่งคณะสงฆ์ไทย พระประวัติของ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (จวน อุฏฐายี) เต็มไปด้วยจุดเปลี่ยนสำคัญ ทั้งด้านการศึกษา การปกครองคณะสงฆ์ และพระกรณียกิจที่ดำเนินต่อเนื่องตลอดพระชนมชีพ ก่อนสิ้นพระชนม์จากอุบัติเหตุทางรถยนต์ในปี 2514 สิริพระชนมายุ 74 พรรษา
จากเส้นทางนักเรียนนายร้อย สู่ร่มกาสาวพัสตร์
สมเด็จพระสังฆราช (จวน อุฏฐายี) ทรงมีภูมิลำเนาเดิมที่อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี ในวัยเยาว์ทรงศึกษา ณ วัดคฤหบดี เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ก่อนสอบเข้าเรียนโรงเรียนนายร้อย แต่เนื่องจากทรงพระประชวรด้วยโรคเหน็บชา จึงต้องลาออกจากการศึกษาและกลับไปอยู่ที่บ้าน ต่อมาเมื่อพระชนนีฝากให้ไปอยู่วัดมหาสมณาราม เส้นทางชีวิตจึงเริ่มเปลี่ยนเข้าสู่พระพุทธศาสนา
เมื่อพระชนมายุ 17 พรรษา ทรงบรรพชาเป็นสามเณร ณ วัดมกุฏกษัตริยารามราชวรวิหาร และเมื่อพระชนมายุครบ 20 พรรษา จึงทรงอุปสมบท ณ วัดแห่งเดียวกัน ก่อนทรงศึกษาพระปริยัติธรรมอย่างต่อเนื่อง กระทั่งสอบได้เปรียญธรรม 9 ประโยค เมื่อพระชนมายุ 33 พรรษา นับเป็นหมุดหมายสำคัญด้านการศึกษาพระธรรมวินัย และเป็นพื้นฐานของพระกรณียกิจในเวลาต่อมา
ก้าวสู่ตำแหน่งสำคัญในการปกครองคณะสงฆ์
เส้นทางในคณะสงฆ์ของพระองค์เติบโตอย่างต่อเนื่อง ในปี พ.ศ. 2490 ทรงได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระศาสนโสภณ ซึ่งเป็นสมณศักดิ์ระดับรองสมเด็จ และทรงมีบทบาทในระบบการปกครองคณะสงฆ์ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2484
ในช่วงที่สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (อ้วน ติสโส) และสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (เจริญ ญาณวโร) ดำรงตำแหน่งสังฆนายก พระศาสนโสภณ (จวน) ได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่สั่งการแทนสังฆนายกรวม 4 ช่วง ต่อมาในปี พ.ศ. 2494 ทรงได้รับเลือกเป็นสังฆนายก แต่ดำรงตำแหน่งเพียง 4 วัน ก่อนลาออกไปดำรงตำแหน่งสังฆมนตรีว่าการองค์การเผยแผ่พระพุทธศาสนา และในปี พ.ศ. 2503 ทรงกลับมาดำรงตำแหน่งสังฆนายกอีกครั้ง
จากพระกรรมวาจาจารย์ในรัชกาลที่ 9 สู่สมเด็จพระสังฆราช
ปีพ.ศ. 2499 ทรงได้รับสถาปนาเป็นสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ และทรงปฏิบัติหน้าที่พระกรรมวาจาจารย์ในการทรงผนวชของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2499 ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม
ต่อมาในปี พ.ศ. 2505 ทรงดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการคณะสงฆ์ในหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2484 และในปี พ.ศ. 2506 ทรงเป็นกรรมการมหาเถรสมาคมโดยตำแหน่ง ภายใต้พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505
กระทั่งวันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2508 ทรงได้รับสถาปนาเป็นสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก พระองค์ที่ 16 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ และทรงดำรงตำแหน่งประธานมหาเถรสมาคมจนถึงวันสิ้นพระชนม์
สิ้นพระชนม์จากอุบัติเหตุ พระราชดำรัสรำลึกถึงพระคุณูปการ
วันที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2514 สมเด็จพระสังฆราช (จวน อุฏฐายี) สิ้นพระชนม์จากอุบัติเหตุทางรถยนต์ระหว่างเสด็จไปในงานบำเพ็ญกุศลศพ ณ วัดปิตุลาธิราชรังสฤษฎิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา ขณะมีพระชนมายุ 74 พรรษา เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความโศกเศร้าแก่พุทธศาสนิกชนและประชาชนเป็นอย่างยิ่ง
ในพระราชดำรัสเนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ พ.ศ. 2515 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงกล่าวถึงการสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระสังฆราชว่าเป็นเหตุการณ์ที่สร้างความสะเทือนพระราชหฤทัยและความเศร้าสลด พร้อมทรงยกย่องพระองค์ในฐานะอภิปูชนียบุคคล ผู้เปี่ยมด้วยคุณธรรม ความสุจริต ความเมตตา และความเสียสละเพื่อประโยชน์ของประชาชนโดยไม่เลือกชาติหรือศาสนา
ต่อมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินไปพระราชทานเพลิงพระศพ ณ เมรุหลวง วัดเทพศิรินทราวาส เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน พ.ศ.2515
พระประวัติของสมเด็จพระสังฆราช (จวน อุฏฐายี) จึงเป็นเรื่องราวของชีวิตที่ผ่านทั้งความเปลี่ยนแปลง การศึกษา การปฏิบัติหน้าที่ในคณะสงฆ์ และพระกรณียกิจเพื่อพระพุทธศาสนา ตั้งแต่ทรงบรรพชาเป็นสามเณรจนได้รับสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช และสิ้นพระชนม์ในวัย 74 พรรษา ทิ้งไว้ซึ่งพระเกียรติคุณที่ได้รับการกล่าวถึงในประวัติศาสตร์คณะสงฆ์ไทย
(หมายเหตุ ตำแหน่ง "สังฆนายก" และ "สังฆมนตรี" (9 ตำแหน่ง) เกิดขึ้นตาม พรบ.สงฆ์ 2484 ที่เป็นการเลียนแบบสังคมประชาธิไตย แต่พรบ.สงฆ์ 2484 สิ้นสุด เมื่อปลายปี 2505 เนื่องจากรัฐบาลนำโดยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ประกาศใช้ พรบ.สงฆ์ 2505 ขึ้นมาทำให้ พรบ.สงฆ์ 2484 ไม่มีผลบังคับอีก
การปกครองสงฆ์ ปัจจุบัน จึงใช้กรรมการมหาเถรสมาคม มีสมเด็จพระสังฆราชทรงเป็นประธาน ดำเนินงาน โดยมีกรรมการ มส.ทั้งธรรมยุตและมหานิกายฝ่ายละ 10 ท่านเป็นปากเสียง (เงียบ)สนับสนุน หรือคัดค้านแต่ มติทั้งหมดอยู่ที่พระวินิจฉัย ใครซักค้านมิได้







