
พืชสวนโลก-เมกะโปรเจ็กต์ปลุกเศรษฐกิจอีสาน
พืชสวนโลก-เมกะโปรเจ็กต์ปลุกเศรษฐกิจอีสาน : บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,249
KEY
POINTS
- มหกรรมพืชสวนโลกอุดรธานี 2569 เป็นเมกะโปรเจกต์สำคัญที่มุ่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจภาคอีสาน โดยดึงดูดการลงทุนและกระตุ้นการท่องเที่ยว
- โครงการเน้นการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจระยะยาว ผ่านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นในหลากหลายธุรกิจ
- ความสำเร็จของโครงการขึ้นอยู่กับการวางแผนต่อยอดใช้ประโยชน์พื้นที่หลังจบงาน (Expo Legacy) และการกระจายผลประโยชน์สู่เศรษฐกิจในวงกว้าง ไม่กระจุกตัวแค่ในพื้นที่จัดงาน
มหกรรมพืชสวนโลกอุดรธานี 2569 กำลังเป็นอีกหนึ่งเมกะโปรเจ็กต์สำคัญที่ถูกจับตามอง ในฐานะกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพราะไม่ใช่เพียงงานแสดงพืชพรรณระดับนานาชาติ แต่ยังเป็นโอกาสในการดึงเม็ดเงินลงทุน กระตุ้นการท่องเที่ยว และ ยกระดับศักยภาพทางเศรษฐกิจของภูมิภาคในระยะยาว
การจัดงานระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 ถึง 14 มีนาคม 2570 จึงเป็นมากกว่าการจัดมหกรรมระดับโลก แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาเศรษฐกิจครั้งสำคัญ ที่จะช่วยเปิดประตูให้ภาคอีสาน ก้าวสู่การเป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวและการลงทุนที่มีศักยภาพ
หัวใจสำคัญของเมกะโปรเจ็กต์นี้ ไม่ได้อยู่ที่ความยิ่งใหญ่ของการจัดงานเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ ตั้งแต่การลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ระบบคมนาคมและขนส่ง การยกระดับบริการท่องเที่ยว ไปจนถึงการสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการในพื้นที่เข้ามามีส่วนร่วมในห่วงโซ่ธุรกิจ
เม็ดเงินที่คาดว่าจะหมุนเวียนจากการจัดงาน ย่อมส่งผลต่อเนื่องไปยังธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร การเดินทางขนส่ง การค้าปลีก ตลอดจนสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ชุมชน หากบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ ก็จะช่วยสร้างรายได้ และกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจไปยังผู้ประกอบการรายเล็กและประชาชนในท้องถิ่นได้อย่างทั่วถึง
อย่างไรก็ตาม เมกะโปรเจ็กต์ขนาดใหญ่ย่อมมาพร้อมกับความคาดหวังและความท้าทาย ทั้งด้านงบประมาณ ความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน การบริหารจัดการ และ ความคุ้มค่าของการลงทุน ภาครัฐจึงต้องกำหนดเป้าหมายให้ชัดเจน พร้อมเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วม เพื่อให้การลงทุนก่อให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจอย่างแท้จริง
ที่สำคัญ ต้องไม่ปล่อยให้ผลประโยชน์จากการจัดงานกระจุกตัวอยู่เฉพาะในพื้นที่จัดงาน หรือ ธุรกิจขนาดใหญ่ แต่ควรเชื่อมโยงไปยังจังหวัดใกล้เคียง ทั้งด้านการท่องเที่ยว วัฒนธรรม อาหาร และ สินค้าเกษตร เพื่อสร้างเครือข่ายเศรษฐกิจที่เข้มแข็งและเพิ่มรายได้ให้กับภาคอีสานในวงกว้าง
อีกโจทย์ที่ไม่อาจมองข้าม คือ การวางแผนใช้ประโยชน์จากพื้นที่และสิ่งปลูกสร้างหลังสิ้นสุดงาน หรือ Expo Legacy ให้สามารถต่อยอดเป็นแหล่งท่องเที่ยว ศูนย์เรียนรู้ด้านพืชสวนและการเกษตร ตลอดจนพื้นที่จัดกิจกรรมระดับนานาชาติ เพื่อรักษามูลค่าการลงทุนและสร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ให้กลายเป็นภาระงบประมาณในอนาคต
ขณะเดียวกัน ภาครัฐควรใช้โอกาสจากเมกะโปรเจ็กต์นี้ เป็นแรงส่งในการดึงดูดการลงทุนใหม่ ทั้งธุรกิจบริการ การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ เทคโนโลยีการเกษตร และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภูมิภาค และสร้างงานสร้างอาชีพให้กับคนในพื้นที่
ท้ายที่สุด ความสำเร็จของพืชสวนโลกอุดรธานี จึงไม่ควรวัดเพียงจำนวนผู้เข้าชมงาน หรือเม็ดเงินที่สะพัดในช่วงเวลาสั้นๆ แต่ต้องวัดจากความสามารถในการเปลี่ยนเมกะโปรเจ็กต์ ให้เป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนภาคอีสานได้อย่างต่อเนื่อง
นี่คือบทพิสูจน์สำคัญว่า การลงทุนขนาดใหญ่จะสามารถสร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่าให้กับประเทศได้มากน้อยเพียงใด หากภาครัฐและเอกชนร่วมกันวางแผนอย่างรอบด้าน พืชสวนโลกก็จะไม่ใช่เพียงมหกรรมระดับนานาชาติ แต่จะเป็นรากฐานสำคัญในการยกระดับเศรษฐกิจอีสาน สร้างโอกาสทางธุรกิจ และนำไปสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว
บทบรรณาธิการ หน้า 4 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 46 ฉบับที่ 4,249 วันที่ 1 -4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2569







