thansettakij
thansettakij
เจ้าหลวงสุวรรณคำแดง ผู้เป็นใหญ่

เจ้าหลวงสุวรรณคำแดง ผู้เป็นใหญ่

22 ก.ค. 69 | 23:30 น.

เจ้าหลวงสุวรรณคำแดง ผู้เป็นใหญ่ อารักษ์สูงสุดแห่งล้านนา กับตำนานผู้ไม่เคยตาย คอลัมน์ อิ่ม_โอชาฯ โดย Joie de La Cuisine

KEY

POINTS

  • เจ้าหลวงสุวรรณคำแดงเป็นกษัตริย์โบราณแห่งล้านนา–ลัวะที่ผู้คนเชื่อว่าไม่ได้สิ้นพระชนม์ แต่เข้าสู่โลกของนางอินทร์เหลาในถ้ำหลวงเชียงดาว จึงได้รับการยกย่องเป็นอารักษ์หรือผีผู้ใหญ่สูงสุดของเมืองเหนือ
  • ตำนานเล่าว่าเจ้าหลวงคำแดงออกล่ากวางทอง ก่อนพบว่ากวางคือร่างแปลงของนางอินทร์เหลา ผู้พาท่านเข้าสู่ดินแดนวิเศษ ทำให้ท่านคงสภาพเดิมและกลายเป็นผู้คุ้มครองดอยเชียงดาวและแผ่นดินล้านนา
  • ความเชื่อเรื่องเจ้าหลวงคำแดงมีบทบาททั้งด้านจิตวิญญาณและการอนุรักษ์ธรรมชาติ ชาวบ้านเคารพบูชาเพื่อขอความคุ้มครอง ขณะที่ตำนานของท่านยังถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ในการปกป้องดอยเชียงดาวและทรัพยากรของเมืองเหนือจนถึงปัจจุบัน

เพื่อให้เรื่องกรณีของผีฮีโร่ และ ผีโฮลี่ (Holy-ศักดิสิทธิ์) ในเมืองเหนือได้ความสมบูรณ์ งานเขียนนี้ก็ควรจะต้องจบลงด้วยกรณีผีผู้ใหญ่ตนหนึ่งซึ่งผู้คนทั้งปวงต่างยอมรับนับถือกันโดยทั่วไปว่าเป็นใหญ่ที่สุดของผีเจ้าใดๆตลอดทั้งเมืองเหนือ นั่นก็คือผีเจ้าหลวงคำแดง

เจ้าหลวงคำแดงแท้จริงแล้ว ท่านชื่อเจ้าหลวงสุวรรณคำแดง นับกันว่าเป็นบุคคลที่มีตัวตนอยู่จริงและมีสถานะเป็นเจ้าเป็นผู้นำในลักษณะเป็นกษัตริย์ของล้านนาโบราณโดยเฉพาะชาวลั้วะซึ่งมีถิ่นพำนักบริเวณภูกามยาวหรือที่เป็นจังหวัดพะเยาประเดี๋ยวนี้

อันที่จริงจะใช้คำว่าท่านเจ้าหลวเป็นผี ก็คงไม่ถนัดนักเอาว่าท่านเหมาะกับคำว่าเป็นอารักษ์มากกว่า ในลักษณะอย่างเทพยดาอารักษ์ ซึ่งเหตุที่ไม่ควรให้ท่านเป็นผีก็เพราะว่าท่านนั้นไม่เคยจะตาย การณ์จะให้ท่านกลายเป็นผีทันทีย่อมหาได้ไม่

เจ้าหลวงสุวรรณคำแดงนั้นชื่อของท่านก็คือคำว่าสุวรรณก็แปลว่าทอง คำว่าคำก็คือทองคำ ส่วนคำว่าแดงไม่ใช่หมายความว่าทองแดงหรือ copper แต่หมายความว่าทองที่สุกปลั่งส่งสีแดงรัศมีซึ่งคนเมืองเหนือในอดีตเวลาสังเกตเห็นรัศมีของสุก/ทองคำสุก นั้นก็จะพูดกันว่าทอง(คำ)แดง เลยเหมือนอย่างกับถ่านไฟแดงๆอย่างนี้

บ่งบอกถึงความกาววาวและบ่งบอกถึงรัศมีอำนาจราชศักดิ์ของท่านเจ้าหลวงสุวรรณคำแดงมีถิ่นฐานอยู่ทางภูกามยาวก็จริงอยู่แต่ ท่านมีอุปนิสัยอย่างนายพรานซึ่งท่านเล่นเกมการล่าสัตว์เป็นกีฬาเชิงสันทนาการ

ซึ่งทีนี้ว่าถ้าจะใช้วิธีคิดหรือแว่นขยายของโลกปัจจุบันไปจับในวันที่กระแสอนุรักษ์สัตว์ป่ามาแรงก็คงเป็นเรื่องไม่เหมาะสมที่ท่านเจ้าหลวงนิยมล่าสัตว์ แต่ทว่าในอดีตนั้นสัดส่วนของสัตว์ที่มีอยู่มากเมื่อเทียบกับจำนวนประชากรคนเป็นจริง จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจอะไรที่จะจัดการบริหารทรัพยากรด้วยการล่า

ซึ่งอาจจะเป็นความจำเป็นที่ต้องเอามาทำอาหารเพราะว่าการเลี้ยงหรือการปศุสัตว์ไม่เจริญพอ สัตว์ป่าที่โตขึ้นมาได้เองในธรรมชาตินั้นเป็นแหล่งโปรตีนของมนุษย์และการได้ชิงไหวชิงพริบด้วยอุปกรณ์แบบดั้งเดิมหรือพริมิทีฟสักหน่อย สำหรับการไล่ตามกลิ่นการแกะรอยก็เป็นความท้าทายในเชิงกีฬาสำหรับผู้ล่าและผู้ถูกล่า เทียบกับปัจจุบันที่อาวุธยุทโธปกรณ์ทันสมัยเกินไปไม่ต้องออกไปลำบากลำบนในป่าดงกดปุ่มก็สามารถฆ่าสัตว์นั้นได้ด้วยระบบดาวเทียมหรือระบบนำวิถี_ตูม_ตายดับ 55

วันนั้นเสด็จเจ้าหลวงคำแดงเสด็จออกประพาสล่าสัตว์พร้อมกับกองกำลังของท่านเมื่อมาถึงจุดหนึ่งก็ให้ประสบพบกับกวางทองที่มีรัศมีสวยงามท่าทางก็ทรวดทรงดีมาก มากระโดดโลดแล่นขวางหน้าอยู่เจ้าหลวงตั้งวงล้อมจับอย่างไรกวางก็หนีไปได้เรื่อย

จึงมีพระราชดำรัสว่าการจุกช่องล้อมจับกวางนี้ ถ้ากวางหนีหลุดไปทางผู้ใดได้คนนั้นไม่ต้องกลับกับภูกามยาว ระหว่างตีวงเข้าล้อมรอบใหม่นี้นั้นกวางทองวิเศษนี้ดันพุ่งแหกด่านเข้าทางช่องโหว่ซึ่งเจ้าหลวงเป็นผู้กำกับ หลุดไปได้ ทำให้ท่านเสียหน้ามาก เพราะได้ลั่นสัจจะวาจาเอาไว้กลายเป็นที่ตัวเองเสียนี่ที่กลายเป็นเป้าของคำพูดของตน

ภาษิตโบราณในยุคที่ยังใช้ธนูยิงกันมีคำกล่าวว่าคำพูดก็เหมือนลูกศรที่หลุดออกจากแล่งซึ่งก็หมายถึงรางของหน้าไม้หรือว่าสายของธนู เมื่อหลุดไปแล้วไม่อาจเรียกกลับคืนได้ ตรงกับอดีตนายกรัฐมนตรีพลเอกชาติชายชุณหะวัณ พูดอยู่เป็นประจำว่า ก่อนพูดเราเป็นนายคำพูดพูดไปแล้วคำพูดเป็นนายเราจำเป็นจะต้องตรึกตรองให้ดีก่อนพูดอะไรออกไป ซึ่งคตินี้คงใช้ไม่ได้กับคนตอหลดตอแหลทั่วไปที่ปรากฏอยู่ในสังคม_เช้าพูดอย่างบ่ายพูดอย่าง55 ธัมโม สังโฆ! สร้างความเสื่อมเสียในหมู่มนุษย์ซึ่งกำลังจะพากันมีคุณธรรมสูงได้อยู่แล้วเชียว

เจ้าหลวงสุวรรณคำแดง ผู้เป็นใหญ่

เมื่อถึงกรณีเช่นนี้เจ้าหลวงคำแดงจึงจำเป็นที่ท่านจะต้องออกตามไล่จับกวางทองตัวนี้ให้ได้ท่านพาพวกลัดเลาะเปาะป่ายในป่าหาทางจะจับกวาง กวางก็เดี๋ยวโผล่เดี๋ยวหลบบางทีก็ไปนอนซบอยู่ริมน้ำทำทีให้อยากจะตะครุบง่ายเมื่อไปถึงกวางก็หลบลองใช้หน้าไม้ยิงก็ไม่ถูกไม่โดนตัว จนกระทั่งเจ้าหลวงเลาะไปถึงถ้ำหลวงที่ดอยเชียงดาวซึ่งคำว่าถ้ำหลวงนี้ก็แปลว่าถ้ำใหญ่

ทีนี้หากจะย้อนกลับไปพูดถึงคำว่าเชียงกับคำว่าเวียงเป็นคำเดียวกันแล้วก็แปลว่าเมืองนั้นแล้วในอดีตซึ่งบริเวณเชียงดาวมีความอุดมสมบูรณ์เป็นป่าเป็นถ้ำจะมีผู้คนอยู่เป็นเมืองได้อย่างไร? ข้อนี้ก็ต้องขออนุญาตนำเสนอข้อสันนิษฐานสันอันใหม่ว่า คำว่าเชียงดาวนั้นเดิมมาจากคำว่าเพียงดาวหรือดอยเพียงดาวหมายความว่าเป็นยอดดอยที่สูงมากถึงขั้นเฉียดขึ้นถึงดาวเลยทีเดียวหลังมานี้จึงกร่อนกลายเป็นคำว่า เชียงดาว

เชียงดาวสมัยนี้ไปมาสะดวกขึ้นเยอะแต่บรรยากาศยังคงสวยงามจุ๋งจิ๋งและคลาสสิกอยู่เสมอก่อนขึ้นไปอุทยานดอยหลวงมีขาหมูเชียงดาวมีข้าวกับผักกาดดองผัดไข่ที่อร่อยมากอยู่ตรงบริเวณตลาดอีก

กลับมาถึงกรณีของการไล่จับกวางทองของเจ้าหลวงคำแดงการณ์ ดันกลับกลายเป็นว่าเมื่อท่านเหยียบเข้าไปถึงถ้ำหลวงแล้วกวางทองนั้นก็ถอดรูปโดยการเปลื้องหนังกวางออกเป็นสตรีสวยงามนามว่านางอินทร์เหลานัยยะว่าเป็นธิดาถ้ำแก้วถ้ำหลวง ซึ่งได้ทราบกิตติศักดิ์ความงามของเจ้าหลวงสุวรรณคำแดงจึงแปลงกายออกไปตามหาและเมื่อเห็นว่าท่านหล่อดีสมจริง จึงใช้เทคนิคนำท่าน มายังนิวาสถานแห่งตน ด้วยระบบกวางทองนำทาง (Gold Dear System - GDS)

เจ้าหลวงสุวรรณคำแดง ผู้เป็นใหญ่

ส่วนเจ้าหลวงคำแดงนั้นหล่อเหลางดงามจริงหรือและเป็นคนลัวะหรือที่เรียกกันว่าคนป่าหน้าตาจะหล่อเหลาเอาการอย่างไรได้ก็จะขอเล่าให้ฟังในตอนต่อไปซึ่งปัจจุบันนี้มีท่านศิลปินผู้ใหญ่ได้สร้างรูปปั้นของเจ้าหลวงคำแดงเมื่อวันเวลานั้นเอาไว้มีความงดงามหล่อเหลาสมบุกสมบัน ตรงตามคติความคิดความเห็นที่ร่ำลือกันทุกประการศิลปินผู้ นี้ชื่อ_ดร.อัญเชิญ โกฏิแก้ว

เจ้าหลวงสุวรรณคำแดงเมื่อเข้าในถ้ำและต้องมนต์เสน่ห์ของนางอินทร์เหลา เข้าแล้วท่านก็ตัดสินใจก้าวเข้าไปอยู่ในมิติของชาวถ้ำซึ่งอาจมีลักษณะคล้ายคล้ายคลึงกับเมืองบังบด ที่เป็นภพภูมิซ้อนกันของโลกมนุษย์ (หรือเปล่าก็ไม่ทราบแน่ชัดแต่ว่าเข้าเค้า) ท่านจึงมิได้ตายดับลงแล้วกลายเป็นผีแต่คงสภาพความหนุ่มหล่อเหลานั้นอยู่ชั่วกัลปาวสานเพราะในเมืองบังบดเขาไม่มีวันเวลากันใครมาอย่างไรก็คงสภาพอย่างนั้นต่อไป

ด้วยเหตุนี้ผู้คนจึงนับถือกันว่าท่านกลายเป็นเทพยุดาอารักษ์สถิตย์ ณ ดอยสูงเชียงดาวและนับถือกันว่าด้วยคุณลักษณะพิเศษที่เธอเคยเป็นเจ้าแผ่นดินมาก่อนรูปลักษณ์สวยงามมาก่อนและเข้าสู่ดินแดนวิเศษโดยมิได้ตายมาก่อนจึงมีสถานะยิ่งใหญ่กว่าผีตนใดใดยิ่งกว่าเทวดาอารักษ์ใดใดในเขตนั้น

เรียกกันว่า ผีเค้า ซึ่งก็คือคำว่าต้นเค้า นั่นเองเป็นไปได้ว่าเป็นความคล้ายคลึงกับทางภาคใต้ที่ผีผู้ใหญ่ต้นทางบรรพชนเราเรียกท่านว่า ต้นเชือก

หลายคราวมีการปรากฏของลูกไฟขนาดใหญ่ลอยข้ามไปมาระหว่างยอดดอยหลวงเชียงดาวเข้ามาทางเมืองพะเยาผู้คนใช้คำว่าเจ้าหลวงสุวรรณ ทรงยิง อะม็อกหรือยิงลูกปืนใหญ่เป็นลูกไฟไปหาด้วยความคิดถึง การปรากฏตัวในทางจิตวิญญาณของเจ้าหลวงคำแดงมีมากมักจะลงประทับทรงที่ม้าทรงหรือม้าขี่และหลายทีปรากฏขึ้นในศุภนิมิตของบรรพชิตผู้ทรงศีล

ในอดีตกาลตั้งแต่ยุคเก็บผักใส่ซ้าเก็บข้าใส่เมืองเจ้าหลวงเชียงใหม่ต่างๆกล่าวยกย่องสถาปนาว่าท่านเป็นอารักษ์ที่ใหญ่กว่าใครทั้งปวงในเมืองเชียงใหม่ ซึ่งอารักษ์ทั้งหลายในเวียงประกอบครอบคลุมไปถึงแต่ไม่จำกัดอยู่เพียง พระอินทร์ ท้าวจตุโลกบาล แม่พระธรณี ฤาษี กุมภัณฑ์ เสาอินทขีล ราชสีห์ ช้างเผือก และช้างทั้งแปด ที่วัดเจดีย์หลวง

เจ้าหลวงสุวรรณคำแดง ผู้เป็นใหญ่

ในตำนานเชียงใหม่ปางเดิมกล่าวว่า “หมื่นด้ำพร้าคตก็มาแต่งแปง (สร้าง) ก่อ พระยาช้างทัง 8 ตัวไว้ตุ้มตีนปราสาทหลังนั้นแล้ว ก็สวาดธิยายมนต์ทั้งหลายใส่ แล้วใส่ยันตรเพทในหัวช้างทัง ๘ ตัวนั้น ใส่เบื้องวันออกชู่ตัว...” พญาข้างทั้ง 8 เชือก มีชื่อและมียันต์ประจำของแต่ละเชือกอยู่ โดยชื่อของช้างมีความหมายในทางปกป้องรักษา ข่มขู่และทำละทำลายศัตรูโดยเอกสารพับสาของท้าวพินิจสุขาการ ซึ่งคัดลอกเมื่อ พ.ศ.2490จากต้นฉบับพับสาโบราณของวัดพระสิงห์วรมหาวิหาร ได้กล่าวว่า

รูปที่ 1 “ลูก 1 ชื่อ เมกฆะบังวัน” รูปที่ 2 “ลูกชื่อ ข่มพลแสน” รูปที่ 3 “ลูก 3 ปืนแสนแหล้ง” รูปที่ 4 “ลูก 4 ไฟแสนเตา” “ลูก 5 หน้าไม้แสนเกียง” (ออกเสียง หน้าไม้แสนเกี๋ยง) “ลูก6 แสนเขื่อนค้าน” (ออกเสียง แสนเขื่อนก๊าน) “ลูก7 ดาบแสนด้ำ” “ลูก8 หอกแสนลำ” ด้านล่างของยันต์พญาช้างทั้ง 8 เชือก ยังกล่าวว่า “ยันต์ช้างเจติยะเจ้า 8 ตัว 8 ลูกนี้ วิเศษนักแล ข่มได้สัพพะสงครามก็ดีแท้แล” ในส่วนของรูปกุมภัณฑ์ทั้งสองที่รักษาเสาอินทขีลนั้น ในเอกสารได้กล่าวไว้ว่า “กุมภัณฑ์ตนใต้ตนเหนือรักษาเสาหินอินทขีล พระอินทร์ได้มอบหื้อกุมภัณฑ์ 2 ตนนี้เอาลงมาประดิษฐานไว้ในวัดโชติการามหลวงกลางเวียงนพบุรีเชียงใหม่แล้วท่านก็ลวดอยู่เฝ้ารักษาแล”

นอกจากนี้ในเอกสารพับสาดังกล่าวยังมีรูปเสาอินทชีล ซึ่งปัจจุบันด้านบนประดิษฐานพระพุทธรูปปางรำพึง โดยในเอกสารกล่าวได้ไว้ “รูปเสาหินอินทขีลเจ้าตั้งอยู่ในอ่างขาง 5 ลูกซ้อนๆกัน พร้อมด้วยรูปมนุษย์ร้อยเอ็ดภาษา ญิงหนึ่งชายหนึ่งแล สัตว์ต่างๆ อันอยู่บนบกแล ในน้ำทังตัวผู้ตัวเมียแล้วด้วยทองเอาปจ(บรรจุ)ไว้ในอ่างขาง แล้วพระอินทร์เอาเสาอินทขีลตั้งในอ่างขางนี้ จิ่งฝังลงในดิน8 ศอก สถิตอยู่เค้าไม้ยางแล”

ต้นฉบับเป็นพับสาของท้าวพินิจสุขาการ ซึ่งคัดลอกจากพับสาวัดพระสิงห์วรมหาวิหาร ดังกล่าว ในทางสังคมวิทยากล่าวกันว่าอาจเป็นภูมิปัญญาของโบราณที่อ้างชื่อเจ้าหลวงคำแดงในการปกป้องทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ของดอยหลวง แนวคิดนี้เกิดมาเมื่อราวปีสี่เจ็ดแล้วเด่นชัดมากขึ้นเมื่อนายกรัฐมนตรีสมัยนั้นไปนอนพักผ่อนอยู่ในบ้านเชิงสนามกอล์ฟที่เชียงใหม่แล้วมีดำริคิดว่าควรทำกระเช้าแบบทัศนาจรท่องเที่ยวขึ้นบนดอยเชียงดาวน่าจะสร้างรายได้เข้าเมืองเข้าประเทศได้เป็นอย่างดี

เมื่อเกิดขบวนการทำตามแนวคิดนายกฯ ของฝ่ายราชการต่างๆผู้ที่มิได้สังกัดการเมืองก็คิดหาทางแก้ไข ฝ่ายศิลปินแห่งชาติหรือนักสังคมวิทยาพูดคำเดียวว่าทำกระเช้าข้ามหัวเจ้าหลวงคำแดงไปมาคงเป็นเรื่องดีเรื่องเจริญสำหรับบ้านเมืองหรอกกระมั้ง? เพียงเท่านี้ความปริวิตกประหวั่นครั่นใจ ก็เกิดขึ้นและก็มีการใส่เกียร์ว่างในการพัฒนาโครงการในลำดับต่อมา

เจ้าหลวงสุวรรณคำแดงปรากฏตัวในหออารักษ์ที่เวียงเชียงใหม่ ผู้คนยังให้ได้เคารพสักการะและแม้ว่าความเจริญทางวัตถุจะสูงมากแล้วก็ยังมีผู้คนที่กล่าวฝันและกล่าวขวัญถึงท่านอยู่เป็นระยะๆ ความสงบชุ่มเย็นแห่งเมืองเหนือที่มีอยู่จนบัดนี้ หากว่าไม่เชื่อหรือว่าไม่งมงายก็ปฏิเสธไม่ได้หรอกว่าเพียงชื่อของท่านก็คุ้มและรักษาทรัพยากรและแผ่นดินที่ร่มเย็นเอาไว้ให้ได้แล้วสำหรับคนรุ่นหลัง

สำหรับกรณีศึกษาร่วมสมัยเมื่อราว 20 -30 ปีที่แล้วชาวบ้านในพื้นที่แถบเชียงดาว ยามติดขัดมีปัญหาอะไรก็ยกมือไหว้สาบอกกล่าวไปกับลมถึงเจ้าหลวงคำแดงไม่ว่าจะมีเรื่องคดีความมีเหตุเดือดเนื้อร้อนใจมีอะไรต่างๆแม้กระทั่งภัยจากธรรมชาติฝนตกหนักหรือฟ้าผ่าหรือพายุเข้าก็วิงวอนขอความช่วยเหลือให้ท่านปัดเป่าทั้งสิ้น

ส่วนเรื่องทรัพยากรในเชิงนิเวศวิทยาหรือธรรมชาติวิทยานั้นคนรุ่นเก่าบอกว่าดอยหลวงเชียงดาวไม่ใช่พื้นที่สำหรับคนไปท่องเที่ยวแต่เป็นอุทยานสำคัญหรือเป็นสวนดอกไม้สำคัญของเจ้าหลวงท่านจะพบเห็นพันธุ์ไม้แปลกประหลาดต่างๆที่เก่าแก่และดึกดำบรรพ์หาที่ไหนไม่ได้

ส่วนที่ว่าถ้าเจ้าหลวงสุวรรณคำแดงท่านเป็นคนหล่อเหลาแล้วนางอินทร์เหลานั้นเล่าจะเป็นคนสวยเพียงใดในลักษณะคู่ที่สมกันก็ต้องเรียนว่านางอินทร์เหลานั้นชื่อจริงคือพระอินทร์ท่านเหลาเหมือนท่านสลักเสลานั้นแหละความงามจึงยิ่งกว่าคนรังสรรค์คือพระอินทร์มาสลักเสลาจึงสมควรคู่กันอย่างยิ่งด้วยประการทั้งปวง ชื่อภาคกลาง สมควรเป็นที่ พระนางอินทร์เฉลา จะชัดเจนมากกว่า

ส่วนคำว่าอะม็อก นั้นถ้าฟังดูผิวเผินแล้วเป็นคำพูดของแพทย์เมื่อราว 30 ปีที่แล้วก็จะเข้าใจว่าถ้าสั่งยาอะม็อกซี่ซิลีน ที่เป็นแคปซูลเอาไว้ฆ่าเชื้อหรือแก้อักเสบ คำคำนี้ถ้านั่งอยู่ในคลินิกของคุณหมอยุคนั้นก็ได้ยินเสียงสัญญาณดังลอดออกมาจากห้องตรวจเป็นคำว่าอาม็อก/เด็ฟ/แอคติเฟรด/แอนตี้ฮิสตามีน ก็หมายความว่าคนป่วยคนนั้นเป็นหวัดคอแดงเป็นไข้มีชุดยาที่จะต้องจ่ายเป็นชื่อย่อดังต่อไปนั้น 55

เจ้าหลวงสุวรรณคำแดง ผู้เป็นใหญ่

ส่วนคำว่าอะม็อกที่แปลว่าดินปืน/ปืนไฟยังปรากฏอยู่ที่จังหวัดลำปางท่านที่สนใจคำนี้สมควรหาเวลาว่างแวะไปเที่ยวชมหออะม็อกซึ่งแปลว่าหอดินปืน/ป้อมปืนสถาปัตยกรรมตั้งแต่สมัยพม่าสร้างสวยงามแปลกตาดีมากส่วนกรณีของ หมื่นด้ำพร้าคต นั้น คำว่าด้ำที่จริงแล้วก็ตรงกับคำว่าผีซ้ำด้ำพลอย คือว่า ด้ำแปลว่าผีบรรพชน นับว่าเป็นผู้มีฤทธิ์เดชอย่างหนึ่ง พร้าคดก็หมายความว่าท่านเป็นคนหนังเหนียวขนาดเอาพร้ามาแทงมาฟันท่าน พร้ายังคดเลย ไม่ใช่ว่าด้ามพร้าที่ท่านพกมันคดเสียเมื่อไหร่