
เศรษฐกิจไทยโตต่ำ 10 ปี! จับตารัฐบาลใหม่ดันโครงสร้างเศรษฐกิจพ้นกับดักเดิม
แถลงนโยบาย แล้วยังไงต่อ เศรษฐกิจไทยโตต่ำ 10 ปี จับตารัฐบาลใหม่ดันโครงสร้างเศรษฐกิจพ้นกับดักเดิม หลังฟังนายกฯอ่านคำอภิปราย 19 หน้า
KEY
POINTS
- นโยบายรัฐบาลใหม่มุ่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อแก้ปัญหาการเติบโตต่ำที่ยาวนานกว่า 10 ปี แต่นโยบายยังมีความกว้างและกระจัดกระจาย
- มีความกังวลในการนำนโยบายไปปฏิบัติจริง เนื่องจากในอดีตแต่ละกระทรวงมักทำงานแยกส่วน ขาดการบูรณาการ ทำให้การปฏิรูปไม่เกิดผลเต็มที่
- มาตรการระยะสั้นส่วนใหญ่ยังเป็นลักษณะประชานิยมเฉพาะหน้า และยังไม่เห็นการเชื่อมโยงที่ชัดเจนว่าจะนำไปสู่การปฏิรูปโครงสร้างในระยะยาว
หลังจากฟังท่านนายกรัฐมนตรีอนุทินชาญวีรกุล ใช้เวลาของวุฒิสภา 1 ชั่วโมงกับ 4 นาทีอ่านคำอภิปราย นโยบายของรัฐบาลความยาว 19 หน้า ของกระดาษ A4 สิ่งที่มีข้อสังเกตในเบื้องต้น ก็คือ
1. เนื้อหาสาระของนโยบาย ก็ครอบคลุม ในทุกเรื่อง เหมือนกับ รัฐบาลอื่นๆ แล้วออกมาในโทนประมาณ พูดอะไรก็ถูก ทำอะไร มีครบทุกอย่างที่ควรจะทำ มองอะไรก็ดูดี
2. นโยบายระยะยาวที่แสดงให้เห็นถึงปัญหาที่แท้จริงที่เรามีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ต่ำ ก็คือ นโยบายการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ที่แสดงไว้ชัดเจน แต่เป็นหัวข้อเล็ก ๆ กว้าง ๆ แต่นโยบายที่จำเป็นกระจัดกระจายอยู่ในหมวดต่างๆ ทั้งสังคมกฎหมาย การศึกษา หรือสาขาการผลิต ทั้ง ๆ ที่ ทุกอย่างเชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออก โดยเฉพาะเรื่อง กฎระเบียบ กฎหมายที่เอื้ออำนวยต่อผู้ประกอบการและนักลงทุน รวมถึงเรื่องคอรัปชั่น และการไม่มีประสิทธิภาพของหน่วยราชการโดยเฉพาะหน่วยทางด้านอนุญาตต่างๆ ปรากฏในเรื่องการบริหารแผ่นดิน แต่สิ่งเหล่านี้คือปัจจัยลบที่สำคัญต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศ
3. มาตรการระยะสั้นส่วนมากยังเป็นมาตรการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า แต่ยังมองไม่เห็นแนวทางการเชื่อมโยงระหว่าง มาตรการระยะสั้น ที่จะส่งผลต่อเนื่องในระยะยาว เหมือนที่ท่านรองนายกฯเศรษฐกิจ ได้กำหนดเป็นกลยุทธ์ในการหาเสียง “ทำสั้น ดันยาว”เท่าที่เห็นยังเป็นมาตรการกึ่งประชานิยมเป็นส่วนใหญ่
4. ผมดีใจที่หลายโครงการ ก็เป็นการทำต่อเนื่องจากรัฐบาลที่ผ่านมา ที่เป็นนโยบายดีๆโดยเฉพาะการกำหนดสาขาอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ซึ่งก็คล้ายๆ กันกับที่รัฐบาลก่อน ๆ ทำงาน การเอาไปต่อยอดน่าจะทำต่อได้ไว เพราะสาขากำหนดมาไม่ว่าจะเป็น ยานยนต์แห่งอนาคตอุตสาหกรรมแปรรูปอิเล็กทรอนิกส์ที่อยู่บนฐานของ AI และอุตสาหกรรมชีวภาพ ซึ่งล้วนก็มี facility ต่างๆ ทางด้านงานวิจัย และมาตรการรองรับอยู่แล้วบ้าง
อย่างที่บอกข้างต้น คำแถลงทั้งหมดนโยบายกว้างๆครอบคลุมทุกเรื่อง แต่ที่เราเห็นในอดีตที่หลอกหลอนเราก็คือ การที่เจ้ากระทรวงต่างๆ จะต้องถอดนโยบายเหล่านี้ลงไปเป็นนโยบายในเรื่องที่ตนเองรับผิดชอบ เพื่อสร้างเป็นกรอบนโยบายในระดับกระทรวง ก่อนถ่ายลงไปในแผนปฏิบัติงานในระดับกรมและหน่วยงานย่อย โดยต้องกำหนดทิศทางนั้นสอดคล้องกับนโยบายใหญ่ของชาติ ซึ่งที่ผ่านมา รัฐมนตรีประจำกระทรวงต่างๆ ก็นำไปออกแบบมาตรการและนโยบายในระดับงานในความรับผิดชอบของแต่ละท่าน
ซึ่งส่งที่ออกมาก็มักไม่ผิด แต่ไม่เต็มประสิทธิภาพเท่าที่ภาพใหญ่หวัง เพราะหลายท่านมองกว้าง หรือแคบ หรือมองไกล หรือใกล้ไม่เหมือนกัน เลยทำให้นโยบายที่แถลงกับรัฐสภาถูกพรรคฝ่ายค้านตีตรงไหนก็มียุบให้เห็นทุกที
แต่ในการอภิปรายครั้งนี้ นโยบายที่ท่านนายกฯ พูดถึงนั้นมีเรื่องการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ซึ่งผมคิดว่าถูกใจแฟน ๆ ที่อยากเห็นประเทศยกระดับการแข่งขันกับชาวบ้านได้บ้าง เพราะระยะช่วงสิบปีนี้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจต่ำกว่าเพื่อนตลอด เนื้อหาที่ปรากฏในถ้อยแถลงนโยบายครบ สมบูรณ์ แต่ที่เป็นห่วงก็คือตอนที่เหลานโยบายเหล่านั้ลงไปในระดับหน่วยงาน กลัวเป็นบ้องกัญชาจริง ๆ
ที่เป็นห่วงเพราะไม่ว่าจะเป็นภาคอุตสาหกรรมเกษตรบริการ ต่างมีความเกี่ยวโยงกันอย่างแยกได้ยาก ในงานนิเวศน์ และ infrastructure ของการเพิ่มขีดความสามารถไม่ว่าจะเป็นเรื่องวิทยาศาสตร์งานวิจัย การพัฒนาบุคคล ฝีมือแรงงานกฎหมาย ลงไปถึง ความโปร่งใส ของการบริหารราชการแผ่นดินในทุกระดับ มีความซับซ้อนที่ยากจะเข้าใจกับคนที่ไม่ลงรายละเอียด และยิ่งในยุคนี้ สื่อสารมวลชนในยุคโซเซียลมีเดียที่ใคร ๆ ก็เป็นผู้สื่อข่าวได้ แถมข่าวที่จะดังต้องเติมดราม่า
และข้อเท็จจริงกับข้อคิดเห็นดูแยกกันยาก สร้างแรงกดดันให้เจ้ากระทรวงต้องสร้างผลงานประเภทถูกใจอินฟลูฯ ผลงานเลยออกมาอย่างที่เห็น ๆ มา
ที่ผ่านมานโยบายเหล่านี้ ต่างหน่วยงานต่างมองอยู่ใต้ไซโลของตัวเอง อาจเป็นเพราะ ไม่รู้ ขี้เกียจ หรืออาจเป็นเพราะโครงสร้างทางการเมืองที่รัฐบาลผสมที่ไม่ก้าวก่ายกัน เลยทำให้ต่างคนต่างทำ ทั้ง ๆ ที่งานของตนเองเป็นจิ๊กซอว์สำคัญของเป้าหมายหลัก อย่างเช่น ถ้ากระทรวงศึกษา และกระทรวงอุดมศึกษาฯ ไม่รู้ว่าตัวเองต้องทำอะไร หรือต้องทำอะไรในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ … ก็จบ แต่งานนี้ผมนะเชื่อมืออาจารย์เชน
ผมขอพูดถึงอาจารย์เชน ผมว่าท่านเข้าใจบริบทของท่านในการเป็นเจ้ากระทรวงอุดมศึกษา ฯ ว่าอะไรคืองานในกรอบ แต่มองเห็นถึงเป้าหมายว่างานในความรับผิดชอบทีทำนั้นต้องให้ผลลัพธ์อะไร ต้องตอบโจทย์ใคร กระบวนการที่จะให้ได้ผลต้องมีอะไร และที่สำคัญต้องทำงานร่วมกับใคร เพราะทำคนเดียวไม่ได้ และที่สำคัญที่สุด ท่านรู้ว่าเป้าสุดท้ายที่เป็น ultimate goal ของงานวิจัยนั้นคือ การพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน ผ่านการยกระดับความสามารถในการแข่งขันและสุดท้าย คือ อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่สูงขึ้น
ผมอยากแนะนำให้ลองไปดูการแถลงนโยบายของท่านในสภา และนโยบายแถลงที่กระทรวงอุดมศึกษาฯ ดู ผมอยากเห็นคนนั่งหัวโต๊ะ ค.ร.ม. เศรษฐกิจ มองให้ครบทั้งประเด็น กระบวนการ และองค์ประกอบ เหมือนอาจารย์เชน
ผมคิดอย่างนี้ เพราะเรื่องการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ ทั้งเกษตร อุตสาหกรรม และบริการนั้น จะขยับไปอยู่ในจุดที่ใช้ศักยภาพของตัวเองอย่างเต็มที่ ตามที่ ดร. เอกนิติ อยากให้เป็นนั้น ต้องใช้ปัจจัยหลากด้าน จากหลายกระทรวง ร่วมกันทำการกระบวนการยกระดับความสามารถในการแข่งขันที่สอดคล้องกัน ซึ่งมีทั้งด้านเทคโนโลยี คุณภาพคน ทั้งแรงงานและผู้ประกอบการ รวมถึงการบริหารจัดการที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพ ที่ทั้งหมดถูกสนับสนุนจากนโยบายการยกระดับคุณภาพและความพร้อมระบบนิเวศน์ การสนับสนุนและอำนวยความสะดวก ไม่ว่าจะเป็นการสร้างสาธารณูปโภค ระบบโลจิสติกส์
การปรับปรุงกฎหมาย และการบริหารราชการแผ่นดินที่โปร่งใส ไร้คอร์รัปชั่น แถมรวดเร็วผ่านนโยบาย Super License ดังนั้น ในภาพรวมของการแถลงนโยบายของนายกฯ อนุทิน แล้วถือว่าครบในภาพรวม ส่วนฝ่ายค้านจะบอกว่า มองใกล้ไม่ชัด หรือมองไกลไม่เห็น ผมว่าต้องเห็นใจท่านนายกฯ เพราะถ้าจะใส่มาตรการ และรายละเอียดทุกอย่างลงไป ท่านก็คงต้องอ่านคำแถลงฯ กันข้ามวันข้ามคืนละครับ จิบน้ำชาหลายรอบ
ดังนั้น ความยากของการแถลงนโยบายของรัฐบาลนั้น ไม่ได้อยู่ที่การโต้ตอบกับข้อกล่าวหา คำกระเหน็ดกระแหน่ และเสียดสี ของฝ่ายค้านในสองวันของการแถลงนโยบาย แต่อยู่ที่ต้องสร้างความเข้าใจและวิสัยทัศน์ร่วมกันของเจ้ากระทรวงทุกกระทรวงในแต่ละประเด็นที่ต้องเกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดนโยบายและมาตรการในระดับรองลงไปให้สอดคล้องกัน
ถ้าไม่เช่นนั้นก็ไม่สามารถที่จะผลักดันให้ ระบบเศรษฐกิจสามารถขยายตัวได้อย่างเต็มศักยภาพ และยังมีประสิทธิภาพสูงสุด เหมือนดั่ง ที่รองนายกฯ เอกนิติ เคยพูดไว้อยู่ตอนหาเสียงว่าจะทำให้ได้ ดังนั้นผมยังเชื่อมั่นจากคำแถลงนโยบายว่ารัฐบาลรู้ว่าต้องทำอะไร แต่จะทำอย่างไรให้ดีนั้น ผมว่าจำเป็นต้องมีคนดูแลภาพรวมนโยบายด้านเศรษฐกิจ ที่สั่งข้ามกระทรวงได้เพื่อให้งานในแต่ละ Agenda เดินในเส้นทางเดียวกัน ไม่เช่นนั้น ก็คง… สนุก บันเทิง เหมือนที่ผ่านมา







