การไม่สร้างภาระให้ลูกหลาน

05 สิงหาคม 2565

คอลัมน์ ชีวิตบั้นปลายของชายชรา โดย กริช อึ้งวิฑูรสถิตย์

เมื่อวันพุธที่ผ่านมา น้องรักคนหนึ่งได้มาพบผมที่บริษัท เราได้เสวนาแลกเปลี่ยนแนวคิดต่างๆ กันหลายเรื่อง เรื่องหนึ่งที่น่าสนใจมาก คือเรื่องอายุของคนเรา เมื่อแก่ตัวลงแล้ว เราจะทำอย่างไรไม่ให้เป็นภาระของลูกหลาน เพราะคนเราย่อมหนีไม่พ้นความแก่เฒ่า ที่วิ่งตามเรามาติดๆ เขาเองก็เริ่มมีความคิดว่า เขาเริ่มจะมีปัญหาสุขภาพแล้ว เพราะต้องเข้าออกโรงซ่อมสุขภาพ(โรงพยาบาล)อยู่บ่อยกว่าเดิมเยอะ 


บางครั้งไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลกลับมาถึงบ้าน ก็เริ่มที่จะกังวลตัวเอง คิดว่าตนเองนั้นแก่มากแล้ว ผมก็บอกไปว่า อย่าคิดมากเลย แม้ว่าเราจะแก่ แต่ก็ยังคงแข็งแรง คล่องแคล่วว่องไวอยู่ ไม่เห็นจะน่ากังวลใจอะไรมาก เขาบอกว่า สิ่งที่เขากังวลมากที่สุดคือ พอตนเองแก่ตัวแล้ว จะกลายเป็นมนุษย์ติดเตียง เป็นการสร้างภาระอันหนักอึ้งของลูกหลาน จึงคิดว่าจะทำอย่างไรที่ไม่ต้องเป็นภาระของลูกหลาน

ผมคิดว่า การที่คนเราแก่ตัวลง สิ่งแรกที่จะไม่เป็นภาระของลูกหลาน ก็คือการคิดบวกตลอดเวลา และอย่าวิตกกังวลจนกลายเป็นคนวิตกจริต แล้วก็กลายเป็นคนแก่ขี้บ่น มองอะไรก็ไม่ถูกใจ อีกทั้งเห็นอะไรก็ขัดหูขัดตาไปหมด นั่นจะทำให้เกิดความไม่เป็นสุขในการที่ตนเองแก่ชราลง 


สิ่งที่ 2 คือจะต้องไม่ยึดติดกับสิ่งเก่าๆ ที่ผ่านมา เพราะบางคนโดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนที่อดีตเคยยิ่งใหญ่มาก่อน เคยเป็นหัวหน้าคนมาก่อน เมื่อก่อนที่จะเกษียณอายุ ลูกน้องหรือคนใกล้ชิดก็จะเข้ามาห้อมล้อม ให้ความเคารพตนเอง เวลาสั่งงานหรือพูดจาอะไร ก็ไม่มีคนกล้าขัดคอขัดใจ 
 

แต่พอแก่ตัวลง กลับมาอาศัยอยู่ที่บ้านกับสามีหรือภรรยาและสมาชิกลูกหลานในบ้าน ก็ไม่มีใครเอาอกเอาใจเหมือนในอดีตที่เคยรุ่งเรืองมาก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคู่ชีวิต ที่เขากล้าที่จะโต้เถียงหรือยอกย้อนเราได้ตลอด  ดังนั้นเราต้องไม่ยึดติดกับความรุ่งเรืองในอดีตต่อไป ให้คิดเสมอว่าตนเองเป็นเพียงแค่คนธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น ถ้าทำได้เช่นนี้ ก็จะสบายใจขึ้นเยอะเลยครับ
    

สิ่งที่ 3 ที่จะต้องคำนึงถึงเสมอ คือเราเป็นเพียงคนแก่ที่เป็นไม้ใกล้ฝั่งเต็มทีเสมอ ดังนั้นเราต้องเตรียมตัวเตรียมใจไว้ตลอดเวลา อย่าได้เผลอลำพองใจว่า “ข้ายังไม่แก่หรอกน้องเอ๋ย” ต้องระลึกเสมอว่า กาลวันเวลาของเรานั้นเหลือเพียงอยู่ในโลกนี้ไม่มากแล้ว  ส่วนตัวผมเอง ก็มักจะเตือนตนเองว่า เราเหลือชีวิตอยู่บนโลกใบนี้เพียงแค่ไม่ถึง 800 สัปดาห์แล้ว นั่นก็คือเหลือเพียง 15-16 ปีก็จะต้องไปเข้าเฝ้าเง็กเซียนฮ่องเต้แล้ว 


ดังนั้น ขอจงใช้ชีวิตที่เหลืออยู่อย่างมีความสุขให้มากที่สุด อย่าได้ให้เหตุการณ์อะไรหรือสิ่งใดมาทำให้อารมณ์เราบ่จอยเป็นอันขาด เพราะหากเราอารมณ์เสียเพียงแค่นิดเดียว อาจจะทำให้เรามีอาการขุ่นมัวไปอีกเป็นอาทิตย์ นั่นจะทำให้เราไม่มีความสุข หรือบั่นทอนเราไปอีกเป็นอาทิตย์นั่นเอง เห็นมั้ยละครับว่า 800 สัปดาห์เสียหายไปเปล่าๆ ไปหนึ่งสัปดาห์ มันเป็นเรื่องที่น่าเสียดายนะครับ
     

สิ่งที่ 4 คืออย่าได้คาดหวังว่าอดีตที่เราเคยสร้างบุญสร้างกุศลไว้ด้วยการไปช่วยเหลือคนอื่น แล้วเขาจะกลับมาตอบแทนบุญคุณให้กับเรา หรือบุญกุศลนั้นจะต้องดลบันดาลให้เราได้รับอานิสงส์โน่น นี่ นั่น หากเราคาดหวังมากก็จะผิดหวังมาก ด้วยเหตุที่เมื่อเขาไม่มาตอบแทนบุญคุณเรานั่นเองครับ ดังนั้นต้องไม่คาดหวังสิ่งที่มาไม่ถึง หรือเราไม่สามารถจะไปบังคับใครได้ เพื่อป้องกันความผิดหวังนั่นเองครับ
    

สิ่งที่ 5 คือต้องหมั่นออกกำลังกายหรือทำให้ตนเองมีสุขภาพที่ดีเสมอ  เรื่องของการออกกำลังกาย อันนี้พูดนะพูดได้ง่ายๆ ตัวผมเองก็ทำไม่ค่อยจะได้ เพราะอาจจะด้วยภารกิจต่างๆ ที่เปี่ยมล้นพ้นตัว แต่หากเป็นคนแก่ที่ต้องเลิกทำงานทุกอย่างแล้ว ผมว่าน่าจะมีเวลาเหลือพอที่จะทำได้นะครับ 


เพราะการมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง นอกจากจะช่วยให้ตนเองไม่ต้องเจ็บป่วย จนลูกหลานต้องเสียเวลาพาไปหาหมอตลอด ยังสามารถทำให้กระเป๋าเงินของลูกหลานไม่ถูกรบกวนอีกด้วยครับ และที่หนักไปกว่านั้น คือหากต้องเป็นคนป่วยนอนติดเตียง คนที่ทรมานมากที่สุด ก็คือคนที่จะต้องมาดูแลเรานั่นเองครับ 


นอกจากทั้งเป็นภาระและเสียเวลาไปกับตัวเราแล้ว ตัวลูกหลานเองยังอาจจะต้องเสียเรี่ยวเสียแรงไปเพราะเราอีกครับ สิ่งที่ดีที่สุดในการจากไปจากโลกนี้ คือการที่เป็นคนนอนหลับไป ในขณะที่ตนเองยังแข็งแรง เดินเหินไปไหนได้ดีเสมอ โดยไม่ต้องตื่นขึ้นมาอีกเลย เราต้องข้ามพ้นระยะเวลาที่จะต้องนอนเป็นมนุษย์ต้นไม้ไป นั่นเป็นสิ่งที่คนเราทุกคนปรารถนากันละครับ
          

สุดท้ายที่เราต้องทำ เพื่อไม่ให้เป็นภาระแก่ลูกหลาน ก็คือการที่ไม่อยู่ว่างเปล่า โดยไม่ได้ช่วยผ่อนแรงของลูกหลานเลย นั่นนอกจากจะทำให้เราแก่ตัวเร็วกว่าอายุ ถ้ามีงานการที่สามารถช่วยเหลือลูกหลานได้ เล็กๆน้อยๆก็ยังดี 


แต่อย่างไรก็ตาม ต้องพึงระลึกเสมอว่า เราไม่ใช่ซูเปอร์แมนแล้วนะครับ ดังนั้นอย่าฝืนกำลังตนเองเป็นอันขาด หากงานดังกล่าวนั้นหนักเกินกว่าตนเองจะทำได้ ก็ต้องบอกตรงๆ ว่าไม่ไหวแล้ว พ่อแก่เกินไปแล้ว เพราะหากฝืนกำลังของตนเอง ประเดี๋ยวอาจต้องถูกหามส่งโรงพยาบาล นั่นจะเป็นการเพิ่มภาระให้แก่ลูกหลานหนักกว่าที่คิดก็เป็นได้นะครับ