svasdssvasds

คลัสเตอร์โรงงานกับผลกระทบที่มากกว่าการปิดโรงงาน

24 มิ.ย. 2565 เวลา 6:13 น. 706

คลัสเตอร์โรงงานกับผลกระทบที่มากกว่าการปิดโรงงาน : คอลัมน์เศรษฐเสวนา จุฬาฯทัศนะ โดย ดร.ดวงดาว มหากิจศิริ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 3,795 หน้า 5 วันที่ 26 - 29 มิถุนายน 2565

ไทยกำลังเผชิญกับสถานการณ์โควิด-19 ที่แพร่ระบาดเข้าไปในโรงงานอุตสาหกรรม ที่อาจส่งผลกระทบต่อการผลิตและการส่งออกของไทยมากกว่าที่คิด ในสภาวะปัจจุบันที่เศรษฐกิจและการค้าโลกมีแนวโน้มฟื้นตัวดี โดย WTO คาดการณ์การค้าโลกปี 2564 จะกลับมาขยายตัวที่ 8% หลังจากติดลบที่ 5.3% ในปีก่อน

 

ไทยกำลังเผชิญกับสถานการณ์“คลัสเตอร์โรงงาน” ในพื้นที่หลายจังหวัด เช่นชลบุรี ระยอง สมุทรปราการ สมุทรสาคร ฉะเชิงเทรา และเพชรบุรี และแพร่กระจายไปในหลากหลายประเภทอุตสาหกรรม ทั้งโรงงานแปรรูปไก่ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ผลไม้กระป๋อง เครื่องใช้ไฟฟ้า และ ถุงมือยาง ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นฐานการผลิตสินค้าส่งออกสำคัญของไทย 

 

 

 

ในทางปฏิบัติแล้ว การรักษาระยะห่างในโรงงานและสถานประกอบการ ที่ต้องอาศัยแรงงานในกระบวนการการผลิตนั้นทำได้ยาก และเมื่อพบการติดเชื้อ ก็จำเป็นต้องยุติไลน์การผลิตบางส่วน หรือ หากมีจำนวนมากก็ต้องปิดโรงงานชั่วคราว เพื่อกักตัวคนงาน สกัดการติดเชื้อ ซึ่งแน่นอนว่าจะส่งผลกระทบต่อการผลิตและการส่งมอบสินค้า บั่นทอนความเชื่อมั่นของคู่ค้า

 

รวมถึงอาจจำเป็นต้องโดนค่าปรับ และเลวร้ายที่สุด ลูกค้าอาจไม่สั่งซื้อและหันไปซื้อจากเจ้าอื่นแทน นอกจากนั้น หากคลัสเตอร์โรงงานอยู่ในกลุ่มผู้ผลิตวัตถุดิบหรือสินค้า กลางที่มีโครงสร้างของเครือข่ายการผลิตระหว่างประเทศและความเชื่อมโยงที่สลับซับซ้อน ก็จะสะเทือนต่อเนื่องและกระทบส่วนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องในห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) นำไปสู่ผล กระทบที่ไม่ได้จบอยู่แค่เพียงการปิดโรงงานเพื่อทำความสะอาด 14 วันเท่านั้น

 

คำถามสำคัญ คือ แนวโน้มการส่งออกของไทยในปีนี้จะสดใสอย่างที่คาดการณ์ไว้หรือไม่ เพราะถึงแม้อุปสงค์ในตลาดที่มีความคืบหน้าในด้านการกระจายวัคซีนอย่างสหรัฐ ยุโรป และจีน จะฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง แต่การระบาดระลอกล่าสุดในช่วงไตรมาสที่ 2 เกิดขึ้นไม่เฉพาะกับไทย แต่รวมถึงประเทศในเอเชีย ทั้งมาเลเซีย ไต้หวัน และเวียดนาม ซึ่งเป็นฐานการผลิตและจิ๊กซอว์สำคัญในห่วงโซ่การผลิตโลก (Global Value Chain: GVC)

 

อีกทั้งการระบาดล่าสุดในมณฑลกวางตุ้งของจีน ซึ่งเป็นศูนย์กลางการขนส่งสินค้าทางเรือที่สำคัญ ทั้งท่าเรือเซินเจิ้นและท่าเรือกวางโจว ท่าเรือที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสามและห้าของโลก ก่อให้เกิดความล่าช้าในการขนส่งสินค้าจำนวนมาก

 

 

คลัสเตอร์โรงงานกับผลกระทบที่มากกว่าการปิดโรงงาน

 

 

เพื่อตอบคำถามดังกล่าว การดูเพียงตัวเลขจำนวนโรงงานและยอดผู้ติดเชื้ออาจไม่เพียงพอในการประเมินผลกระทบ โดยหากพิจารณาถึงประเภทกิจการโรงงาน ก็จะพบว่า บางโรงงานผลิตสินค้าสำเร็จรูป (Final goods) อาทิ ถุงมือยาง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ผลไม้กระป๋องบางโรงงานผลิตสินค้าขั้นกลาง (Intermediate goods)

 

อาทิ ส่วนประกอบอิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วนเครื่องปรับอากาศ ที่จะถูกนำไปต่อยอดผลิตเป็นสินค้าสำเร็จรูปต่อไป ดังนั้น ยอดผลิตและส่งออกที่ได้รับผลกระทบอาจไม่ได้สะท้อนมูลค่ากิจกรรมการผลิตในประเทศไทยเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการนับรวมกิจกรรมต้นนํ้าและกลางนํ้าที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ

 

เพื่อขจัดการนับซํ้า (Double-counting) ในการประเมินมูลค่าการส่งออกรวม (Gross Exports) นักเศรษฐศาสตร์การค้าระหว่างประเทศได้นำแนวคิดการคำนวนหามูลค่าเพิ่มทางการค้า (Trade in Value Added) เพื่อจำแนกมูลค่าเพิ่มการส่งออกที่เกิดขึ้นจริงในประเทศ (Domestic Value Added) ออกจากมูลค่าเพิ่มการส่งออกที่เกิดจากกิจกรรมนอกประเทศ (Foreign Value Added)

 

งานวิจัยของ Sessomboon (2016) ได้ใช้แนวคิดของ Koopman et al. (2014) มาคำนวนหา Vertical Specialization Index (VS Index) เพื่อแสดงถึงสัดส่วนการส่งออกสินค้าว่าทุกๆ มูลค่าการส่งออกไทย 100 บาท มีการใช้ปัจจัยการผลิตขั้นกลางที่นำเข้ามาจากต่างประเทศกี่บาท

 

โดยพบว่า ในอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์มีสัดส่วนการใช้ปัจจัยการผลิตนำเข้าสูงที่สุดถึง 68% ซึ่งหมายถึงมูลค่าเพิ่มที่เกิดขึ้นในประเทศเพียง 32% ในขณะที่ค่า VS Index ของอุตสาหกรรมยางและพลาสติก และอุตสาหกรรมอาหารอยู่ที่ 38% และ 24% ตามลำดับ สะท้อนให้เห็นถึงผลตอบแทนทางเศรษฐกิจที่แท้จริงจากการส่งออกที่สูงกว่า

                                           

คำถามที่น่าชวนคิดต่อก็คือ การมีส่วนร่วมในสายพานการผลิตโลกในระดับที่แตกต่างกันนี้มีส่วน “ช่วย” หรือ “ซํ้าเติม” ภาคการส่งออกไทยอย่างไร การประเมินผลกระทบจากคลัสเตอร์โรงงานที่เกิดขึ้น จะต้องพิจารณาถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นไม่เฉพาะในไทย แต่รวมถึงประเทศต้นทางและประเทศปลายทางของกระบวนการผลิตสินค้า ดังรูปที่ 1 ซึ่งแสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างการมีส่วนร่วมในห่วงโซ่การผลิตโลก กับผลกระทบต่อการค้าจากสถานการณ์ระบาดโควิด-19 ในที่ต่างๆ

                                 คลัสเตอร์โรงงานกับผลกระทบที่มากกว่าการปิดโรงงาน

โดยงานศึกษาของ Espitia et al. (2021) พบว่าการมีส่วนร่วมในห่วงโซ่การผลิตโลกทำให้ผู้ส่งออกต้องเผชิญความเสี่ยงจากการระบาดที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ (foreign shocks) แต่ในขณะเดียวกันมีส่วนช่วยลดทอนความเสี่ยงจากการระบาดที่เกิดขึ้นในประเทศ (domestic shocks) จากการที่ผู้ผลิตสามารถกระจายความเสี่ยงผ่านการใช้ปัจจัยการผลิตนำเข้าทดแทนการใช้วัตถุดิบในประเทศที่ได้รับผลกระทบ แต่หากการแพร่ระบาดของไวรัสเกิดขึ้นในประเทศต้นทางและปลายทางด้วยก็จะสร้างความเสียหายต่อการค้าเป็นทวีคูณจากห่วงโซ่อุปทานที่ชะงักงัน

 

นอกจากนี้ การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน หรือ Supply Chain Management ที่นิยมนำปรัชญาการผลิตและส่งมอบสินค้าตามเวลาและปริมาณที่ต้องการ หรือ Just in time (JIT) production เพื่อสร้างประสิทธิภาพสูงสุดจากการลดค่าใช้จ่ายในการสำรองวัตถุดิบ/ สินค้าคงคลัง ระบบการผลิตแบบทันเวลาพอดีนี้มักตกเป็น “จำเลย” ที่ทำให้สถานการณ์การแพร่ระบาดถูกซํ้าเติม การปิดโรงงานเพื่อสะกัดการแพร่ระบาดในครั้งนี้อาจนำไปสู่การส่งมอบที่ล่าช้าหรือการขาดแคลน (shortages) โดยเฉพาะในสาขาการผลิตของไทยที่ถูกนำไปใช้เป็นวัตถุดิบและสินค้าขั้นกลาง

 

แต่ในความเป็นจริงแล้ว การขาดแคลนวัตถุดิบและชิ้นส่วนที่เกิดขึ้นจากการอ้างว่า มีการผลิตแบบ JIT ไม่ได้มีต้นเหตุมาจากไวรัสโควิด โดยตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ ปรากฏการณ์ชิพขาดตลาดในปัจจุบัน ที่นำหลักการ JIT ไปใช้ในทางปฏิบัติอย่างไม่ถูกต้อง การลดต้นทุนไม่ได้หมายความถึงการกำจัดสต็อก “ทั้งหมด”

 

และบางครั้งการเก็บสต็อก “ส่วนเกิน” ก็มีความจำเป็นในบางกิจกรรมของห่วงโซ่อุปทาน ดังกรณีของโตโยต้าที่เป็นต้นแบบของการใช้หลักการ JIT แบบยืดหยุ่น ทำให้โตโยต้าเป็นผู้ผลิตรถยนต์เพียงรายเดียวที่ไม่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติิชิพขาดแคลนเนื่องจากมีการเก็บสต็อกชิพนาน 2-6 เดือน เหตุเพราะชิพมีกระบวนการวงจรธุรกิจ (Lead time) ที่ยาวมาก 

 

คลัสเตอร์โรงงานที่ไม่ได้มีแค่การปิดโรงงาน แต่ผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจภายใต้ ห่วงโซ่การผลิตที่มีความซับซ้อนและเชื่อมโยงกันมากขึ้น การดึงงานบางส่วนกลับภูมิลำเนา (Reshoring) อาจไม่ใช่คำตอบสุดท้าย แต่การสร้างสมดุลระหว่างประสิทธิภาพ (Efficient) และการปรับตัวเพื่อตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลง(Resilience) การผลิตแบบ JIT ร่วมกับการวางแผนเพื่อความต่อเนื่องของธุรกิจ (Business Continuity Plan: BCP) จึงเป็นสิ่งสำคัญในโลกหลังโควิด 

 

เอกสารอ้างอิง

Espitia, A, A Mattoo, N Rocha, M Ruta and D Winkler (2021), “Pandemic trade: COVID-19, Remote Work and Global Value Chains”, Policy Research working paper no. WPS 9508, World Bank.

Koopman, R., Z. Wang, and S.-J. Wei (2014), ‘Tracing Value-Added and Double Counting in Gross Exports’, American Economic Review, 104(2), pp.459–94.

Sessomboon, P. (2016), ‘Decomposition Analysis of Global Value Chain’s Impact on Thai Economy’, BESSH Inter national Academic Conference Proceedings, Tokyo, 26-27 March