
เตรียมรับมือ “ดอกเบี้ย”ขาขึ้น
บทบรรณาธิการ
แม้ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) 8 มิ.ย.2565 ที่ผ่านมา ยังมีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไทยไว้ที่ 0.5% ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยนโยบายต่ำสุดไว้ต่อไปเป็นครั้งที่ 16 ติดต่อกัน แต่สำนักวิจัยเศรษฐกิจต่างฟันธงตรงกันว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยถึงจุดเลี้ยวกลับ โดย กนง. จะปรับขึ้นครั้งละ 0.25% ในการประชุมอีก 3 ครั้งที่เหลือของปีนี้ คือ เดือน ส.ค. ก.ย. และ พ.ย. ทำให้ถึงสิ้นปีนี้กลับไปอยู่ที่ 1.25 % เท่ากับก่อนเกิดวิกฤตโควิด-19
สัญญานชี้ชัดมาจาก มติคงอัตราดอกเบี้ย 0.50% ในคราวนี้ไม่เอกฉันท์ต่างจากครั้งก่อน โดยกรรมการ 3 ใน 7 เสียงให้ปรับขึ้นดอกเบี้ย 0.25% โดยที่นโยบายดอกเบี้ยต่ำมีความจำเป็นลดลงในระยะต่อไป จากที่เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว การบริโภคครัวเรือนปรับตัวดีขึ้น และการท่องเที่ยวไทยฟื้นตัวแข็งแกร่ง หลังทางการคลายมาตรการเป็นลำดับ และเตรียมประกาศเป็นโรคประจำถิ่นในระยะต่อไป ขณะที่แรงกดดันภาวะเงินเฟ้อเร่งตัวแรงขึ้นเป็นลำดับ คาดจะขึ้นสูงสุดที่ 9% ในเดือนส.ค. เฉลี่ยทั้งปีนี้จะอยู่ที่ 6.2%
อีกทั้งมีบทเรียนธนาคารกลางประเทศเศรษฐกิจใหญ่หลายแห่ง รวมทั้ง FED ของสหรัฐอเมริกา ออกมายอมรับว่า ตัดสินใจปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายช้าเกินไป จนทำให้ตัวเลขเงินเฟ้อพุ่งสูง และจำเป็นต้องใช้ยาแรงโดยปรับขึ้นถึงคราวละ 0.50% จึงมั่นใจว่ากนง.จะถอนนโยบายการเงินผ่อนคลาย จากเดิมที่ตั้งใจจะเริ่มในต้นปี 2566 หันมาทยอยขึ้นดอกเบี้ยนโยบายเร็วขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไปดังกล่าว ซึ่งต้องใช้เวลาในการส่งผ่านมาตรการ ให้ทันการสกัดเงินเฟ้อ
ทั้งนี้ โอกาสในการปรับขึ้นดอกเบี้ยมากถึง 3 ครั้งในปีนี้อาจลดลง ขึ้นอยู่กับพัฒนาการเศรษฐกิจและเงินเฟ้อเป็นสำคัญ เช่น หากสงครามยูเครนดีขึ้นอย่างมีนัย จนนำไปสู่การลดลงของราคาสินค้าโภคภัณฑ์เป็นวงกว้าง และ/หรือรัฐบาลเพิ่มการอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซล อาทิ การปรับลดเพดานราคาน้ำมันดีเซลให้ต่ำกว่า 35 บาทต่อลิตร ทำให้แรงกดดันด้านเงินเฟ้อต่ำลง ก็อาจยืดการขึ้นดอกเบี้ยให้ยาวออกไป
ดอกเบี้ยนโยบายของไทยถึงจุดเลี้ยวกลับเป็นขาขึ้นค่อนข้างแน่นอนแล้ว แม้ผู้คนยังวิตกว่าภาวะเศรษฐกิจยังเปราะบาง และกำลังซื้อถูกเผาผลาญจากภาวะเงินเฟ้อ ที่มาจากราคาพลังงาน และสินค้าโภคภัณฑ์เพิ่มสูงขึ้น มากกว่าผลจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจหรือกำลังซื้อของผู้คน
เมื่อดอกเบี้ยเป็นขาขึ้น เป็นโอกาสดีสำหรับกลุ่มผู้มีเงินออม ที่ฝากเงินกับสถาบันการเงินต่าง ๆ จะได้ผลตอบแทนเพิ่มจากอัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่จะเพิ่มขึ้น จากเดิมที่ได้ผลตอบแทนต่ำเตี้ยและติดลบเมื่อหักเงินเฟ้อ แต่ในฝั่งลูกหนี้ ดอกเบี้ยขาขึ้นทำให้ภาระของลูกหนี้ทั้งหลายก็จะเพิ่มตาม ไม่ว่าจะเป็นลูกหนี้ธุรกิจที่ใช้เงินกู้จากสถาบันการเงิน ที่จะท้าทายการบริหารต้นทุนการเงิน ซ้ำเติมภาระหนี้ครัวเรือน หรือลูกหนี้สินค้ารายการใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นสินเชื่อบ้าน สินเชื่อรถยนต์ ที่ต้องส่งค่างวดเพิ่มขึ้นหากเป็นอัตราดอกเบี้ยลอยตัว เตรียมหาลู่ทางรับมือไว้ได้เลย
สำหรับคนที่ยังไม่มีหนี้ แต่อยู่ระหว่างตัดสินใจซื้อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้ารายการใหญ่ทั้งหลาย ต้องคิดเผื่อล่วงหน้า เพราะ “ดอกเบี้ยขาขึ้น” กลับมาแน่






