thansettakij
thansettakij
ธุรกิจกับการลดโลกร้อน (7) เทรนด์ใหม่พลังงานหมุนเวียน

ธุรกิจกับการลดโลกร้อน (7) เทรนด์ใหม่พลังงานหมุนเวียน

03 ก.ค. 64 | 10:35 น.
อัปเดตล่าสุด :09 ก.ค. 64 | 10:52 น.

หลังจากที่ได้นาเสนอความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับพลังงานทดแทน หรือพลังงานหมุนเวียน ประเภทต่างๆ ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าพลังงานจากฟอสซิลซึ่งมีผลต่อภาวะโลกร้อนเป็นอย่างมาก

คอลัมน์เศรษฐทัศน์ โดย รศ.(พิเศษ) ดร.กฤษฎา เสกตระกูล รองผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 3,693 หน้า 5 วันที่ 4 - 7 กรกฎาคม 2564

 

ในบทความตอนที่แล้ว ในตอนนี้จะนาเสนอเทรนด์ใหม่ๆ เกี่ยวกับพลังงานหมุนเวียน ซึ่งมีพัฒนาการที่ดีขึ้นเรื่อยๆ อันเนื่องมาจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ในปัจจุบัน และพลังงานหมุนเวียนกับเป้าหมายการลดโลกร้อนของไทย

1. เทรนด์ใหม่ในการพัฒนาพลังงานหมุนเวียน

ข้อมูลจาก ECAT Big news ใน www.egat.co.th เมื่อ 23 มิถุนายน 2563 ได้สรุปความก้าวหน้าและแนวโน้มใหม่ในการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนไว้ 5 แนวทางดังนี้ 

• การก้าวสู่ตลาดพลังงานหมุนเวียนแบบ Real Time 

เนื่องจากตลาดพลังงานหมุนเวียนกาลังพัฒนาและขยายตัวอย่างรวดเร็ว ระบบการจัดการและซื้อขายจึงต้องปรับเปลี่ยนตาม จึงเกิด Trend ของตลาดพลังงานหมุนเวียนแบบ Real Time ซึ่งจะกลายเป็นทิศทางหลักในอนาคต รายงานด้านพลังงานหมุนเวียน ปี ค.ศ. 2019 ของสานักงานพลังงานสากล(IEA: International Energy Agency) คาดการณ์ว่าตลาดพลังงานหมุนเวียนจะเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วอีก 50% ภายในปี ค.ศ. 2024 การเปลี่ยนขั้วในเวลาอันสั้นจากพลังงานแบบดั้งเดิมไปสู่พลังงานแบบใหม่ที่ยังขาดความสม่าเสมอแน่นอนเช่น พลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ เพราะตลาดพลังงานต้องการพัฒนาระบบตลาดพลังงานระหว่างวัน (Intraday Market) ให้อยู่ในลักษณะที่ใกล้เคียง สภาพการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในเวลาจริง (Real Time) มากที่สุด จะเห็นว่ามีหลายตลาดที่นาข้อกาหนดระยะเวลาในการตกลงชาระค่าพลังงานระยะสั้น (Short Energy Settlement Period) มาใช้มากขึ้น

ความไม่แน่นอนของผลผลิตคือจุดอ่อนสาคัญของพลังงานหมุนเวียนเพราะสภาวะธรรมชาติที่อาจควบคุมไม่ได้ในบางครั้งผู้ประกอบการจึงต้องหาวิธีรับมือ เช่นในวันที่มีแสงแดดน้อย โรงผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ต้องหาทางชดเชยพลังงานที่ผลิตได้ไม่พอ โดยใช้เครื่อ่งกาเนิดไฟฟ้าเชื้อแพลิงฟอสซิล เพื่อให้มีการส่งพลังงานอย่างสม่าเสมอ ซึ่งทาให้ต้นทุนเพิ่มขึ้น ปัจจัยในทานองนี้นาไปสู่ความผันผวนด้านราคาพลังงานระหว่างวัน ด้วยเหตุนี้ประเทศออสเตรเลียจึงมีนโยบายสร้างตลาดแบบ Real Time โดยเปลี่ยนระยะเวลากาหนดราคาซื้อขายทันทีของพลังงานไฟฟ้า (Electricity Sport Prices) จากเดิมที่ตั้งราคาทุก 30 นาที เป็นทุก 5 นาที โดยจะมีผลในปี 2021 ออสเตรเลียเชื่อว่าข้อบังคับนี้จะช่วยให้พลังงานหมุนเวียนมีราคาที่เหมาะสมไม่แพงเกินไป และทากาไรได้มากขึ้น 

• การค้าผ่านระบบ Algorithm และโปรแกรมต่างๆ 

เมื่อตลาดพลังงานก้าวไปสู่ระบบตลาดแบบ Real Time สิ่งที่ตามมาก็คือ ข้อมูลจานวนมหาศาลหรือ Big Data และการใช้ระบบ Algorithm เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลและนามาใช้ในการตัดสินใจซื้อขายจากระบบเดิมที่มีข้อมูลการเพิ่มต้นทุน (Increment) เพียง 24 รอบต่อวัน และการกาหนดราคา (Cost Settlement) เป็นรายชั่วโมง เมื่อตลาดเข้าสู่ระบบ Real 2 Time) ข้อมูลจะเพิ่มขึ้นจนเมื่อถึงที่สุดแล้ว ก็จะกลายเป็นการเพิ่มต้นทุน 288 รอบต่อวันและกาหนดราคาทุก 5 นาที (ปริมาณข้อมูลเพิ่มขึ้น 1,100%) 

ระบบ Algorithm จะช่วยรับมือในสถานการณ์เช่นนี้และช่วยให้ผู้ค้าด้านพลังงานทากาไรได้ดีขึ้นรวมถึงช่วยลดต้นทุนทรัพยากรมนุษย์ (Human Capital) ที่เกิดขึ้นแบบ 24 ชั่วโมงต่อวันตลาดพลังงานในยุโรปกาลังเป็นผู้นาในการ ประยุกต์ใช้ระบบใหม่ๆเหล่านี้บรรดาผู้ค้าพลังงานจะตั้งค่าตัวแปรต่างๆ เช่นฐานราคาต่าสุด และเพดานราคาสูงสุดในการ ซื้อขาย แล้วใช้ระบบคิดคานวณตามที่ตั้งโปรแกรมไว้ออกมาเป็นกลยุทธ์การขาย การตั้งออร์เดอร์การซื้อขายเปลี่ยนถ่าย พลังงาน เป็นต้น แล้วส่งผลผ่านข้อมูลเหล่านั้นด้วย Software ในกลุ่ม ETRM (Energy Trade Management) ซึ่งเป็นโปรแกรมที่คำนวณและบริหารจัดการความเสี่ยงในการซื้อขายพลังงานไปยังผู้เกี่ยวข้อง 

 

• การขยายตัวของการค้าเสรีในตลาดพลังงานโลก

เมื่อแนวโน้มพลังงานเปลี่ยนไปสู่การใช้พลังงานหมุนเวียนทั่วทั้งภูมิภาค ให้เป้าหมายของตลาดเป็นไปในทิศทางเดียวกัน กระทั่งประเทศที่เคยแข่งขันก็ไม่สามารถต้านกระแสแห่งอนาคตได้ และจาเป็นต้องพึ่งพาตลาดค้า พลังงานระหว่างประเทศ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่มีแต่จะเพิ่มขึ้นในประเทศญี่ปุ่นหลังจากเหตุสลดใจที่เกิดขึ้นกับโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ฟุกุชิมะเมื่อ 9 ปีก่อน ทาให้เกิดความเปลี่ยนแปลงและความไม่แน่นอนด้านพลังงาน ญี่ปุ่นต้องกลับไปพึ่งพาพลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิล จึงเริ่ มคิดถึงตลาดการค้าพลังงานแบบเสรี ซึ่งเปิดโอกาสให้เอกชนราย ย่อยมาร่วมลงทุน และ เริ่มกระบวนการผลักดันอย่างจริงจังตั้งแต่ปี ค.ศ. 2016 นอกจากนี้ประเทศต่างๆ เช่น เกาหลีใต้ ฟิลิปปินส์ ใต้หวันมาเลเซีย สิงคโปร์และไทย ก็ล้วนแต่ให้ความสนใจตลาดพลังงานเสรีเช่นกัน โดยกาหนดให้มีนโยบาย ส่งเสริมให้เอกชนลงทุนด้านพลังงานรูปแบบใหม่ เช่น พลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม เพื่อรองรับความต้องการ พลังงานที่จะเพิ่มสูงขึ้นในอนาคตอีกไม่กี่สิบปี ข้างหน้า 

 

ธุรกิจกับการลดโลกร้อน (7) เทรนด์ใหม่พลังงานหมุนเวียน

 

• การเติบโตของ Prosumer แห่งตลาดพลังงาน 

ปัจจุบันจำนวนของ “Prosumer” หรือที่เราเรียกว่าเป็น “ผู้บริโภคมืออาชีพ” ในตลาดต่างๆ ทั่วโลกนั้น เพิ่มขึ้นทุกวัน ผู้บริโภคประเภทนี้มีความรู้ในสินค้าที่ตัวเองซื้อเป็นอย่างดี หลายครั้งที่พวกเขามีบทบาทในการผลิตสินค้า หรือกลายเป็นผู้ร่วมผลิตในตลาดพลังงานก็ไม่ต่างกัน เมื่ออุปกรณ์ในการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเริ่มมีราคาถูกลง รวมถึงมีขนาดเล็กลง เช่นแผงโซลาร์เซลล์ ผู้บริโภครายย่อยที่มีกำลังทรัพย์มากพอก็สนใจที่จะมีแหล่งผลิตพลังงานขนาด เล็กเป็นของตนเอง ในบางประเทศมีแนวคิดสนับสนุนให้ตามบ้านเรือนอาคารหลายแห่งติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ จุดประสงค์ แรกเริ่มอาจเป็นการทดลองผลิตไฟฟ้าเองเพื่อลดค่าใช้จ่าย ต่อมาก็มีผลพลอยได้เมื่อผู้บริโภครายย่อยเหล่านี้สามารถผลิต ไฟฟ้าเกินความต้องการและขายคืนให้ผู้ค้าหลักได้ 

• ความก้าวหน้าในการจัดเก็บและสำรองพลังงาน 

หนึ่งในปัญหาใหญ่ของโครงการพลังงานหมุนเวียนไม่ว่าจะเป็นโครงการเล็กหรือใหญ่ก็ คือปัญหาเรื่องราคาและประสิทธิภาพของแบตเตอรี่หรืออุปกรณ์เก็บสา รองพลังงาน นักวิจัยพยายามคิดค้นว่าจะทำอย่างไรให้แบตเตอรี่เก็บพลังงานเหล่านี้มีขนาดเล็ก แต่สามารถเก็บบรรจุพลังงานได้จานวนมากโดยที่ราคาไม่สูงเกินไป เมื่อใดที่แก้ปัญหา เหล่านี้ได้ ตลาดพลังงานหมุนเวียนก็จะยิ่งเติบโต เพราะอุปกรณ์สำรองพลังงานเหล่านี้จะช่วยเสริมความมั่นคงทางพลังงาน ให้ระบบ Grid ไฟฟ้า หรือระบบเครือข่ายการใช้ไฟฟ้าที่ผลิตจากพลังงานหมุนเวียน ปัจจุบันนี้เทคโนโลยีของแบตเตอรี่

สามารถสำรองไฟฟ้าให้ระบบ Grid ขนาดเล็กระดับ Micro โดยเป็นแหล่งไฟฟ้าสารองในช่วง Peak หรือช่วงที่มีการใช้ไฟฟ้าสูงสุด และเป็นแหล่งเก็บพลังงานส่วนเกินในช่วงที่มีปริมาณการใช้ไฟฟ้าตํ่า

 

2. พลังงานหมุนเวียนกับเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกในประเทศไทย 

ข้อมูลจาก www.bangkokbignews.com ในบทความเรื่อง “พลังงานทดแทนอนาคตไทยสู่เป้าลดก๊าซเรือนกระจก เมื่อ 11 มิถุนายน 2564 สรุปไว้ว่า ในแผนพัฒนากาลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2561-2580 ได้กำหนดเป้าหมายกาลังการผลิตไฟฟ้าจาก “พลังงานทดแทน (หรือพลังงานหมุนเวียน)” ให้ได้ร้อยละ 37 ภายในปี  พ.ศ. 2580 โดยจะสนับสนุนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ และส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศ เพื่อเพิ่มการเข้าถึงพลังงานสะอาดเหล่านี้ ช่วยลดมลพิษทางอากาศ ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เป็นต้น โดยต้องทาให้เกิดความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคประชาชนที่สอดประสานกับทิศทางนโยบายเศรษฐกิจสีเขียวของรัฐบาล และนโยบายการส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนของกระทรวงพลังงานเพื่อนาไปสู่เป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามข้อตกลงปารีสร่วมกันอย่งเป็นรูปธรรมอีกด้วย 

• กองทุนพัฒนาไฟฟ้าเพื่อขับเคลือ่นพลังงานหมุนเวียน 

ที่ผ่านมา สานักงานคณะกรรม การการกับกิจการพลังงาน (กกพ) ได้จัดตั้ง “กองทุนพัฒนาไฟฟ้า” ขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นทุนสนับสนุนให้มีการบริการไฟฟ้าไปยังท้องถิ่นต่างๆ อย่างทั่วถึง กระจายความเจริญไปสู่ท้องถิ่น พัฒนาชุมชนในท้องถิ่นที่ได้รับผล กระทบจากการดาเนินงานของโรงไฟฟ้าและส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียนและเทคโนโลยีการประกอบกิจการไฟฟ้าที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อย 

• กองทุนแสงอาทิตย์ Thailand Solar Fund 

ข้อมูลเรื่อง “พลังงานหมุนเวียนในประเทศไทย” ใน www.greenpeace.org ชี้ให้เห็นความก้าวหน้าในเรื่องนี้ว่า กองทุนแสงอาทิตย์นี้ เป็นการระดมทุนครั้งใหญ่ของเครือข่ายภาคประชาชนในการสร้าง Solar Rooftop ให้กับโรงพยาบาล การรวมตัวครั้งนี้เกิดขึ้นในนาม“เครือข่ายกองทุนแสงอาทิตย์” โดยจะติดตั้ง Solar Rooftop ใหกับโรงพยาบาลรัฐ 7 แห่งที่เป็นโรงพยาบาลนาร่อง ได้แก่โรงพยาบาลท่าสองยาง จ.ตาก โรงพยาบาลภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ โรงพยาบาลศรีอุดม จ.อุบลราชธานี โรงพยาบาลชุมแพ จ.ขอนแก่น โรงพาบาลแก่งคอย จ.สระบุรีโรงพยาบาลสังขละบุรี จ.กาญจนบุรีและโรงพยาบาลหลังสวน จ.ชุมพร โครงการมีเป้าหมายเพื่อนาเงินที่ลดค่าไฟฟ้าไปใช้ในการรักษาชีวิตผู้ป่วยและเพิ่มขีดความสามารถในการบริการประชาชนอย่างเต็มที่ต่อไป และแสดงให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมถึงศักยภาพของการผลิตไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียน ทั้งนี้มีข้อมูลว่า Solar Rooftop ขนาด 30 เมมกะวัตต์ในโรงพยาบาล 1 แห่งนั้นจะช่วยลดค่าไฟฟ้าของโรงพยาบาลได้ถึง 2 แสนบาทต่อปี โครงการดังกล่าวจึงเป็นประโยชน์ ไม่เพียงลดค่าใช้จ่ายด้านการใช้ไฟฟ้าในรูปแบบเดิมเท่านั้น แต่การไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ยังช่วยลดภาวะโลกร้อนอีกด้วย หากโรงพยาบาลต่างๆ ทั่วประเทศได้เข้าร่วมโครงการรวมทั้งขยายผลไปยังองค์กรต่างๆที่ใช้ไฟฟ้า ได้เข้าร่วมกจะเป็นพลังที่มากขึ้นที่ช่วยลดลภาวะโลกร้อนลงได้