อคส. ปรับตัวหารายได้ หลังไร้โครงการรับจำนำข้าว

11 September 2018






อคส. ปรับตัวหารายได้ หลังไร้โครงการรับจำนำข้าว ยอมรับผลประกอบการติดลบ เร่งหารายได้เพิ่มแก้ขาดทุน ทั้งการให้เช่าคลังและการขายข้าวผ่านออนไลน์ ขณะที่ สมาคมโรงสีข้าวไทย ระบุ ผู้ประกอบการให้เช่าคลังสินค้าปรับตัวนำคลังมาให้เช่าแต่คนเช่าน้อย ขณะที่บางส่วนต้องขายกิจการ

 

อินทิรา โภคปุณยารักษ์



นางอินทิรา โภคปุณยารักษ์ ผู้อำนวยการองค์การคลังสินค้า หรือ อคส. ระบุว่า ที่ผ่านมา อคส. มีรายได้อย่างต่อเนื่องจากค่าดำเนินการ แต่หลังจากที่ไม่มีโครงการรับจำนำข้าว ส่งผลให้ อคส. ประสบภาวะขาดทุน ทำให้ อคส. ต้องปรับบทบาทใหม่ในเชิงพาณิชย์ หารายได้เลี้ยงตัวเอง โดยการให้เช่าคลังสินค้าและการขายข้าวผ่านช่องต่าง ๆ รวมทั้งสินค้าเกษตรแปรรูป

สำหรับการหารายได้จะเน้นการทำธุรกิจการค้าด้านสินค้าเกษตรและธุรกิจบริการที่เกี่ยวข้อง การบริหารคลังสินค้า 7 แห่ง ล่าสุด ได้ให้บริษัทไปรษณีย์เช่าคลังสินค้าราษฎร์บูรณะ เพื่อเปิดเป็นศูนย์กระจายสินค้าด้านอี-คอมเมิร์ซและโลจิสติกส์ รวมทั้งขายข้าวหอมมะลิผ่านไปรษณีย์ด้วย คาดว่าจากการหารายได้ผ่านช่องทางต่าง ๆ จะส่งผลให้ อคส. มีรายได้สามารถเลี้ยงตัวเองและกลับมามีกำไรอีกครั้งในปี 2564

ทั้งนี้ อคส. เคยมีรายได้สูงสุดในปี 2556 มีผลประกอบการกว่า 1,000 ล้านบาท สามารถนำรายได้ส่งรัฐ 620 ล้านบาท โดยมีการแจกโบนัสให้กับพนักงาน 5 เดือน เพิ่มจากปี 2555 ที่จ่ายโบนัสเพียง 2 เดือน แต่ในปี 2559 ก็เริ่มขาดทุน เพราะไม่มีรายได้จากค่าดำเนินการ ทำให้ขาดทุน 6.84 ล้านบาท ต่อมาปี 2560 ยังขาดทุน 172 ล้านบาท และล่าสุดปี 2561 จาก ม.ค. ถึงเดือน ส.ค. อคส. ขาดทุน 20 ล้านบาท

 

เกรียงศักดิ์ ตาปนานนท์



ด้าน นายเกรียงศักดิ์ ตาปนานนท์ นายกสมาคมโรงสีข้าวไทย ระบุว่า โครงการรับจำนำข้าวส่งผลให้ผู้ประกอบการโรงสี ผู้ให้เช่าคลังสินค้า มีรายได้จากการฝากเก็บข้าว ทำให้มีการขยายคลังสินค้ามากขึ้น แต่หลังจากโครงการจำนำข้าวสิ้นสุดและมีการระบายข้าวออกไปหมด ทำให้ไม่มีรายได้ ผู้ประกอบการหลายรายจึงต้องปรับตัวนำคลังมาให้เช่าสินค้าชนิดอื่น แต่ก็มีผู้เช่าน้อย ทำให้ผู้ประกอบการบางส่วนขาดทุนจากการลงทุนขยายคลัง จึงขายกิจการ ซึ่งปัจจุบันมีคลังสินค้าที่รับฝากข้าวเกือบ 2,000 แห่ง




องค์การคลังสินค้า เกรียงศักดิ์ ตาปนานนท์ อินทิรา โภคปุณยารักษ์