‘ชาริช’ตั้งเป้าโตเท่าตัว ลัมโบร์กินี-BYD สร้างรายได้3พันล้านบาท

14 September 2018






 

หลังจากได้รับการแต่งตั้งให้เป็นตัวแทนจำหน่ายและให้บริการหลังการขายอย่างเป็นทางการของ “ลัมโบร์กินี” ซูเปอร์คาร์จากอิตาลี ทำให้พอร์ตธุรกิจที่เดิมมีทั้ง บิ๊กไบค์ สกูตเตอร์ไฟฟ้า และอีวีแบรนด์จีน“บีวายดี” ดูแข็งแกร่ง และมีผลต่อรายได้ในอนาคต “ฐานยานยนต์” สัมภาษณ์หัวเรือใหญ่ “อภิชาติ ลีนุตพงษ์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ชาริช โฮลดิ้ง จำกัด ถึงการปรับโครงสร้างทางธุรกิจครั้งใหญ่และเป้าหมายของการดำเนินงาน

อภิชาติ ลีนุตพงษ์



เป้าหมายใหม่

เป้าหมายรายได้ในปี 2562 จะทำได้ 2,500-3,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2561 ขณะที่เป้าหมายในปีนี้เราก็ปรับเพิ่ม จากเดิม
1, 200 ล้านบาท ก็เพิ่มเป็น 1,500 ล้านบาท

ทั้งนี้เป็นเพราะได้ถือสิทธิในการทำตลาดของแบรนด์ลัมโบร์กินีเพิ่มอีกหนึ่งแบรนด์ และการมีรถรุ่นใหม่เข้ามาทำตลาดในช่วงปลายปีนี้ นอกจากนั้นแล้วฟีดแบ็กของเทสลา ที่เราได้สิทธิขายจากสำนักแต่งก็มีลูกค้าให้ความสนใจแล้วกว่า 15 คัน
ภาพธุรกิจรวมทั้งหมด

เรามีแบรนด์ลัมโบร์กินี, ดูคาติ,รอยัล เอนฟิลด์, นิว (NIU) รถสกูตเตอร์ไฟฟ้า 100%, ไอโรบอต หุ่นยนต์ดูดฝุ่น, บีวายดี รถยนต์ไฟฟ้าและโรงงานผลิตแบตเตอรี่ และการเป็น Exclusive Distributor ของ RevoZport และ Unplugged Performance แห่งเดียวในประเทศไทย ซึ่งเป็นสำนักแต่งรถเทสลา
แผนในอนาคต

แผนงานภายใน 3 -5 ปีต้องการเพิ่มแบรนด์รถยนต์อีกสักหนึ่งแบรนด์ในการทำตลาดในประเทศไทย

ดูคาติเป็นอย่างไรบ้าง

แบรนด์ดูคาติ ปีนี้ตั้งเป้าหมายใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมาประมาณ 1,000 คัน  โดยยอดขายของดูคาติมาจากหลายปัจจัย เดิมเราไม่มีคู่แข่งในตลาดเลย ถือเป็นแบรนด์ยุโรปรายแรกที่ประกอบในไทย อย่างไรก็ดีหลังจากที่หลายแบรนด์เข้ามาตั้งฐานผลิตในไทย ประกอบกับคอส ออฟ โอนเนอร์ชิพของเราสูงกว่าคู่แข่ง และการใช้งานของเราที่เป็นรถในกลุ่มสปอร์ตอาจจะดูว่าเข้าถึงยากเมื่อเทียบกับแบรนด์อื่นๆอย่างในกลุ่มคลาสสิก  ก็ทำให้ยอดขายเราเริ่มทรงตัว ซึ่งในอนาคตหากบริษัทแม่มีการออกโปรดักต์ใหม่ ที่รองรับกับตลาดเอเชียก็อาจจะทำให้ยอดขายกลับมา

“เราพูดคุยกับบริษัทแม่มาโดยตลอดเกี่ยวกับยอดขายที่ลดลง และในปีที่ผ่านมาเรามีการปรับลดราคาอะไหล่ หรือบริการหลังการขายกว่า 45%  ซึ่งในส่วนของเราก็ถือว่าทำเต็มที่แล้ว หลังจากนี้ก็ขึ้นอยู่กับโปรดักต์ที่บริษัทแม่จะทำออกมาแล้วจะเหมาะกับตลาดเอเชียหรือไม่ รวมไปถึงอะไหล่ต่างๆ”


ปรับกลยุทธ์หรือไม่

แผนงานของดูคาติในปีนี้ มีการวางงบประมาณการตลาดไว้ที่ 25 ล้านบาท โดยจะมีการปรับโฉมโชว์รูมและศูนย์บริการ รวมไปถึงการเทรนนิ่งบุคลากรในส่วนต่างๆ ด้านแผนขยายเครือข่ายในปีนี้ยังไม่มี ปัจจุบันมีจำนวนโชว์รูมทั้งหมด 15 แห่ง นอกจากนั้นจะมีการจัดกิจกรรมทางการตลาด อาทิ เข้าร่วมงานโมโตจีพี โดยชวนลูกค้าไปชมการแข่งขัน
รอยัล เอนฟิลด์ ยอดขายเติบโต

รอยัล เอนฟิลด์ เป็นรถมอเตอร์ไซค์คลาสสิกที่ราคาจับต้องได้ และใช้ในชีวิตประจำวัน ปัจจุบันมีรุ่นรถที่ทำตลาดได้แก่ คลาสสิก, หิมาลายัน, คอนติเนน ทัล จีที, บูลเล็ต โดยภายในสิ้นปีนี้จะมีการเปิดตัวรุ่นใหม่ในแบบ 2 สูบ ซึ่งบริษัทคาดว่ายอดขายของรอยัลเอนฟิลด์ในปีนี้จะ
ทำได้ 1,500 คันหรือเติบโต 10% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ส่วนปีหน้าคาดว่าสัดส่วนการขายจะเพิ่มขึ้นอีก 10-15% ขณะที่
จำนวนเครือข่ายดีลเลอร์ของรอยัล เอนฟิลด์มีจำนวนทั้งสิ้น 9 แห่ง
การตอบรับของแบรนด์ นิว

รถสกูตเตอร์ไฟฟ้า 100% แบรนด์ นิว (NIU) อาจจะมีการชะลอแผนงานออกไปก่อน เนื่องจากสเปกในปัจจุบันมีทำความเร็วสูงสุด  65 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งไม่เหมาะสมกับสภาพท้องถนนในบ้านเรา โดยบริษัทกำลังรอให้มีสเปกที่สามารถทำความเร็วสูงสุดได้ประมาณ 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
ความคืบหน้าของรถยนต์ไฟฟ้า

แบรนด์บีวายดี เพิ่งส่งมอบรถแท็กซี่ไฟฟ้า 100% ในรุ่น “บีวายดี อีซิกซ์” หรือ “แท็กซี่วีไอพี” จำนวน 101 คัน และในปีหน้าตั้งเป้า 1,000 คัน ส่วนรถบัสไฟฟ้าเมื่อดูจากโอกาสทางการขายแล้ว พบว่ามีจำนวน 50 คัน คาดว่าจะดีลจบภายในสิ้นปีแต่อาจจะส่งมอบรถในปีหน้า เช่นเดียวกับรถฟอร์กลิฟต์ก็คาดว่าจะมีโอกาสทางการขายจำนวน 100 คัน

ด้านรถยนต์นั่งที่แต่เดิมจะนำมาทำตลาดในปี 2563 อาจจะไม่ทันโดยต้องรอความชัดเจนหลายอย่าง และคาดว่าในปี 2563 อาจจะประกาศความคืบหน้าเกี่ยวกับแผนนี้อีกครั้ง

หน้า 32-33 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 3,400 วันที่ 13 - 15 กันยายน พ.ศ. 2561