กระแสจับคู่บิ๊กอสังหาแรง เสริมแกร่งรับมิกซ์ยูส-RMLโชว์รายได้เพิ่ม

25 August 2018






เจแอลแอล ชี้ตลาดอสังหาฯแห่พัฒนาโครงการมิกซ์ยูสผลักดันให้เกิดการจับคู่ธุรกิจ เพื่อเพิ่มศักยภาพและประสบความสำเร็จเร็วยิ่งขึ้น

จากการเติบโตอย่างมากของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะในช่วง 1-2 ปีนี้มีกลุ่มทุนรายใหญ่ เช่น กลุ่มทีซีซี ของนายเจริญ สิริวัฒนภักดี เจ้าสัวเบียร์ช้าง ซึ่งคว้าที่ดินแปลงใหญ่บนทำเลทองอย่างถนนพระราม 4 เกือบทั้งเส้น พัฒนาโครงการมิกซ์ยูส ตั้งแต่โครง การสามย่านมิตรทาวน์, โครงการวันแบงค็อก และโครงการเดอะปาร์ค เป็นการพลิกโฉมให้ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์หันมาพัฒนาโครงการ มิกซ์ยูสมากขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาด อีกทางหนึ่งก็เป็น การเพิ่มรายได้



นอกจากส่งผลให้ความต้อง การที่ดินในย่านเศรษฐกิจสูงขึ้นแล้ว ขณะเดียวกันผู้ประกอบการรายใหญ่บางรายก็มีการจับคู่ร่วมทุนกัน เช่น กรณีไรมอนแลนด์ กับเคพีเอ็นแลนด์ หรือเซ็นทรัลพัฒนา-ซีพีเอ็น ในเครือเซ็นทรัล ยักษ์ใหญ่วงการค้าปลีกที่มีแผนจะรุกอสังหาริมทรัพย์ด้านอื่นๆ ที่นอกเหนือจากศูนย์การค้า

ต่อปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนางสุพินท์ มีชูชีพ กรรมการผู้จัดการเจแอลแอล บริษัทที่ปรึกษาและบริการด้านอสังหาริมทรัพย์ ให้ความเห็นว่า ปัจจุบันดีเวลอปเปอร์มีความสนใจพัฒนาโครงการมิกซ์ยูส ก็ต้องการพาร์ตเนอร์ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เพราะในธุรกิจอสังหาฯแต่ละประเภท ไม่ว่า ศูนย์การค้า อาคารสำนักงาน และโรงแรม ความเชี่ยวชาญจะต่างกัน การได้ผู้ร่วมลงทุนที่มีความแข็งแกร่ง และประสบการณ์แต่ละประเภทการพัฒนา จะช่วยเสริมให้อัตราการประสบความสำเร็จจะรวดเร็วยิ่งขึ้น เช่น ไรมอน แลนด์ กับเคพีเอ็น แลนด์ ก็เพราะไรมอน แลนด์เชี่ยวชาญด้านพัฒนาอาคารสำนักงาน และค้าปลีกโดยมีบริษัทแม่ในสิงคโปร์ที่เชี่ยว ชาญด้านพัฒนาอาคารสำนักงาน การจับคู่กับเคพีเอ็น มาเสริมด้านอสังหาฯเพื่ออยู่อาศัย



ขณะที่ซีพีเอ็น เชี่ยวชาญด้านศูนย์การค้า ถ้าจับกับจีแลนด์ ซึ่งเชี่ยวชาญด้านอาคารสำนักงาน และ คอนโดมิเนียม ที่ผ่านมาจีแลนด์ให้เช่าที่ดินขึ้นโครงการศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา พระราม 9 ซึ่งช่วยเสริมให้จีแลนด์ปล่อยเช่าพัฒนาพื้นที่ได้ดีขึ้น ไม่ว่าอาคารสำนักงาน หรือพื้นที่ค้า ปลีกที่อำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้พื้นที่อาคารสำนักงาน

ด้านนายเอเดรียน ลี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไรมอน แลนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ RML เผยถึงการร่วมมือกับเคพีเอ็น แลนด์ ว่าการมีพันธมิตรทางธุรกิจรายใหม่นี้จะเป็นการต่อยอดธุรกิจของบริษัท และช่วยเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันและเพิ่มโอกาสทางธุรกิจในการขยายตลาดคอนโดมิเนียมระดับบน อาทิเช่นกลุ่มลูกค้า ซึ่งกว่า 50% ของฐานลูกค้า ไรมอน แลนด์ เป็นชาวต่างชาติ ในขณะที่ KPNL มีฐานลูกค้ากว่า 90% เป็นคนไทย ทำให้เรามีฐานลูกค้าที่เพิ่มขึ้น รวมทั้งเป็นการเพิ่มโอกาสเข้าถึงลูกค้าได้กว้างขึ้น

“หากดีลนี้สำเร็จ ทำให้ยอดแบ็กล็อกของบริษัทในปีนี้เพิ่มเป็น 6,020 ล้านบาท จากปีก่อนที่มี 5,028 ล้านบาท และปี 2563 เพิ่มเป็น 1.3 หมื่นล้านบาท และ 1.79 หมื่นล้านบาทในปี 2564 ขณะที่รายได้ก็คาดว่า ณ สิ้นปี 2561 ทำได้ 4,620 ล้านบาท สูงกว่าปี 2560 ที่ทำได้ 2,866 ล้านบาท”

 

หน้า 31 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 3395 ระหว่างวันที่ 26 - 29 สิงหาคม 2561



อสังหาริมทรัพย์ จับคู่ธุรกิจ มิกซ์ยูส-RML