ปฏิกิริยา : "สัญญาณ" จากรากหญ้า ของแพง รายได้ไม่พอเลี้ยงชีพ

29 May 2018








รัฐบาลบอกว่าเศรษฐกิจของประเทศกำลังดีวันดีคืน จีดีพีของประเทศไต่ระดับดีขึ้นเรื่อยๆ แต่ขณะที่ประชาชนคนฐานรากกลับส่งเสียงระงม กำลังจะไม่ไหว รายจ่ายพุ่งแซงรายได้ กลุ่มแม่ค้าพ่อค้าขายสินค้าไม่ได้ กำลังซื้อหดหาย แล้วอะไรคือของจริง

แน่นอนว่าการบริหารประเทศของรัฐบาลพล.อ ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะนายกรัฐมนตรีตลอดระยะเวลา 4 ปี ความจริงหนึ่งที่เราสัมผัสจำได้ติดตา นั้นคือการที่ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลเรียงแถวกันออกมาโชว์ตัวเลขภาพรวมเศรษฐกิจประเทศกำลังดี พร้อมกับขายภาพเมกะโปรเจ็กต์รถไฟฟ้าสารพัดสีกว่า10สาย รวมทั้งอภิโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกหรืออีอีซี
ชนะใจนักลงทุนต่างชาติ นักลงทุนไทย มหาเศรษฐี องค์กรธุรกิจทั้งหลายทั้งปวงเพราะทุกโครงการจากนี้ไปจะมีความสำคัญยิ่ง เป็นจิ๊กซอว์เติมต่อประเทศไทยให้ก้าวพัฒนาต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง

แต่ความจริงอีกข้อหนึ่งที่รัฐบาลประยุทธ์ ยังแก้ไขปัญหาไม่เบ็ดเสร็จ คือการเข้าไปไม่ถึงหัวใจคนฐานราก แม้จะประกาศนโยบายชัดเจน จัดสรรงบประมาณหลายหมื่นหลายแสนล้านบาท ลงระดับจังหวัด ระดับท้องถิ่น แต่กลับมีอุปสรรค หลายหน่วยงานหลายองค์กรเข้าเกียร์ว่าง เข้าเกียร์สโลว์ ทำให้ทุกแผนปฏิบัติการไม่เป็นไปอย่างที่คาดหวัง
ต้องไม่ลืมว่า“ปากท้อง”.เป็นเรื่องใหญ่ที่มีผลวัดอนาคตการก้าวเดินของประเทศต่อไปหลังเลือกตั้งอันใกล้นี้ เพราะเมื่อคนส่วนใหญ่ของประเทศ มองไม่เห็นอนาคตตัวเอง มันจะเป็นดัชนีชี้วัดความสามารถของรัฐบาลได้อย่างดีว่าจะได้อยู่ต่ออยู่ยาวๆหรือไม่ แค่นี้ก็เป็นเรื่องใหญ่แล้ว
นี่ก็อาจทำให้กระแสความนิยมดำดิ่งลงไปอีก เมื่อว่าด้วยเรื่องราคาสินค้าเกษตรหลายตัวตกต่ำ ขายได้ไม่คุ้มทุน ยกตัวอย่างยางพารา เห็นได้ชัดเจนที่สุด ราคาไม่ขยับขึ้นเลยใช่หรือไม่ ล่าสุดยางแผ่นดิบเทียบจากราคาตลาดกลางท้องถิ่น เหลือเพียงกก.ละ 46.25 บาท(ณวันที่ 25 พ.ค. 61)

จริงหรือไม่ว่าที่ผ่านมาแทบไม่มีความช่วยเหลืออะไรที่เป็นรูปธรรม และที่บอกว่าจะรับซื้อยางพารามาใช้ในกิจการของรัฐ ได้ทำอะไรบ้างหรือยัง เช่นทำถนนดำเนินการไปแล้วกี่เส้นทาง

นี่ก็เป็นอีกเรื่องใหญ่ ที่นายกรัฐมนตรีต้องเงี่ยหูฟัง เมื่อกลุ่มคนฐานรากหลากหลายอาชีพสะท้อนความเป็นจริงเรื่องปากท้อง ข้าวของแพงให้รับฟัง ร้องขอให้รัฐบาลหันมาใส่ใจความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างแท้จริงสักที

“การที่รัฐบาลบอกว่าเศรษฐกิจดีขึ้นแล้ว ก็ไม่เห็นว่าเศรษฐกิจมันดีขึ้นตรงไหน หากเศรษฐกิจดีจริง การทำมาค้าขายต้องคึกคัก ยอดขายดี แต่ตรงกันข้ามทุกวันนี้ยอดขายกลับลดลงกว่าครึ่ง จากเดิมขายได้วันละพันสองพันบาท มาวันนี้ยิ่งขาย รายได้ยิ่งหด สวนทางรายจ่ายมีแต่เพิ่มขึ้น และไม่หยุดอยู่แค่นี้แน่นอน เมื่อข้าวของทุกอย่างขึ้นเอ๊าขึ้นเอา ตามราคาน้ำมัน”
นางประนอม คงศักดิ์ แม่ค้าขายอาหารตามสั่งย่านรามคำแหง บ่นให้ฟังด้วยความท้อแท้ สอดรับกับความเห็นของร้านค้าตลาดนัดปัฐวิกรณ์ ตลาดมีนบุรี ตลาดหัวมุมย่านเกษตร-นวมินทร์พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า รายได้ลดลงมากกว่าครึ่ง แม้ว่าบรรยากาศจะดูคึกคัก แต่กำลังซื้อไม่มี

“มีลูกค้ามาเดินดูสินค้ามากมาย แต่ก็จับจ่ายซื้อสินค้าน้อยลง แม่ค้าพ่อค้าได้แต่นั่งมองหน้ามองตากัน บางวันรายได้ยังไม่พอค่าเช่าแผงเลยคะ”

ไม่เพียงแต่กลุ่มคนกรุงเทพฯเท่านั้นที่ค้าขายย่ำแย่ ต่างจังหวัดก็กระทบไม่แพ้กัน แม้ว่ารัฐบาลจะหว่านเม็ดเงินหลายหมื่นล้านบาทผ่านโครงการไทยนิยมฯผ่านโครงการประชารัฐหรือโครงการสนับสนุนต่างๆ หวังกระตุ้นกำลังซื้อระดับฐานรากให้กลับมาคึกคัก แต่ก็ไม่เป็นตามคาดหวัง

อย่างที่มนูญ เรืองสุวรรณ เจ้าของร้านอาหารชื่อดังในจังหวัดภูเก็ตตั้งข้อสังเกตว่าเศรษฐกิจในระดับหมู่บ้านจะดีขึ้นเป็นช่วงๆ โดยเฉพาะช่วงที่รัฐบาลอัดฉีดงบประมาณเข้าโครงการต่างๆ เพื่อกระตุ้นกำลังซื้อแต่หลังจากนั้นไม่นานก็กลับมาสู่สภาวะเศรษฐกิจซบเซาเหมือนเดิม
สอดรับกับศาสตรา รัตนรัตน์ เจ้าของธุรกิจป้ายโฆษณาสิ่งพิมพ์ จังหวัดนครศรีธรรมราชให้ความเห็นว่าการทำธุรกิจยามนี้รู้สึกอึดอัดเหมือนคนใส่เสื้อคับ ธุรกิจป้ายโฆษณาสิ่งพิมพ์ ก็หนีไม่พ้นผลกระทบทางเศรษฐกิจ รายได้ลดลง
วันนี้มีอยู่พอประคองธุรกิจให้อยู่ได้ ถ้าลงทุนใหม่คงแย่ ยากที่จะยืนอยู่ได้ถ้าสายป่านไม่ยาวพอ อย่าหวังจุดคุ้มทุน ถ้าเป็นอยู่ในลักษณะนี้ต่อไปยากที่จะรอดผ่านพ้นภาวะวิกฤตินี้ จึงอยากให้รัฐบาลเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาภาวะเศรษฐกิจฝืดเคืองอย่างเร่งด่วน

ท่านนายกฯครับ “ถ้าคิดว่าเครื่องมือที่ทำอยู่ไม่บรรลุผล แล้วทำไมไม่คิดหาเครื่องมือใหม่มาตอบโจทย์ ได้โปรดมองปัญหาที่แท้จริงของคนฐานราก มากกว่าตัวเลขจีดีพีของประเทศ” เถอะนะครับ
......................
คอลัมน์ : ปฏิกิริยา โดย บิ๊กอ๊อด ปากพนัง