ถึงเวลาองค์กรต้องลงทุนวัฒนธรรมการทำงานใหม่

5 October 2017






ผลสำรวจของไมโครซอฟท์เผยว่า การเปลี่ยนแปลงรูปแบบในการทำงานของประเทศไทยส่งผลให้องค์กรต้องปลูกฝังวัฒนธรรมใหม่ในการทำงาน เพื่อบรรลุผลสำเร็จในการปฏิรูปธุรกิจด้วยนวัตกรรมดิจิทัล  โดยร้อยละ 54 รู้สึกว่าองค์กรของตนควรมีบทบาทมากขึ้นในด้านการพัฒนาวัฒนธรรม

ผลสำรวจพบว่าปัจจัยที่ส่งผลต่อวัฒนธรรมในการทำงานปัจจุบัน คือ1.การทำงานนอกสถานที่และความเสี่ยงด้านความปลอดภัยที่เพิ่มขึ้น – การขยายตัวของการทำงานแบบโมบิลิตี้และการเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีคลาวด์และโมบายล์ ส่งผลให้พนักงานสามารถทำงานจากหลายสถานที่บนอุปกรณ์หลายชนิดได้ โดยผลสำรวจพบว่ามีพนักงานเพียงร้อยละ 15 เท่านั้นที่ใช้เวลาทำงานทั้งหมดอยู่ในออฟฟิศ ขณะที่กว่าร้อยละ 88 ทำงานบนสมาร์ทโฟนส่วนตัว ซึ่งถือเป็นความท้าทายขององค์กรด้านความปลอดภัยในการทำงาน

2.มิติของการทำงานที่มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น – ผลสำรวจพบว่าร้อยละ 43 ของคนทำงานในประเทศไทย ทำงานร่วมกับผู้อื่นมากกว่า 10 ทีมในเวลาเดียวกัน ดังนั้น ความพร้อมของข้อมูลเชิงลึกแบบเรียลไทม์และเครื่องมือสำหรับทำงานร่วมกันให้ทำงานสำเร็จลุล่วงจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก   และ 3. ช่องว่างที่เกิดจากการขาดทักษะด้านดิจิทัลของพนักงานที่เพียงพอ – ถึงแม้ว่าจะมีเทคโนโลยีใหม่มากมายที่ถูกนำมาปรับใช้ในหลากหลายอุตสาหกรรม แต่ในทางปฏิบัติแล้ว กลับพบว่าไม่ได้มีการใช้งานจริงอย่างกว้างขวางเท่าที่ควร โดยจากผลสำรวจ กว่าร้อยละ 54 ยังเชื่อว่าองค์กรควรมุ่งมั่นพัฒนาทักษะดิจิทัลของพนักงานให้มากกว่านี้

นางสาวทาเทียน่า มารัชเชฟสกาย่า ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “การเติบโตของเทคโนโลยีดิจิทัลควบคู่ไปกับการเริ่มทำงานของคนยุคใหม่อย่างกลุ่มมิลเลนเนียล ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ความคาดหวัง องค์ความรู้ และทักษะของคนทำงานยุคใหม่เปลี่ยนแปลงไป รวมไปถึงเครื่องมือที่ใช้ในการทำงาน เนื่องจากครึ่งหนึ่งของประชากรกลุ่มมิลเลนเนียลทั่วโลกอาศัยอยู่ในทวีปเอเชีย องค์กรต่างๆ จึงต้องปรับตัวเพื่อให้เหมาะสมกับพฤติกรรมการใช้เทคโนโลยีในยุคดิจิทัล ยิ่งไปกว่านั้น จากการนำเทคโนโลยีที่เกิดใหม่และล้ำหน้าเข้ามาใช้งาน องค์กรจึงจำเป็นต้องพิจารณาการพัฒนาทักษะเพิ่มเติมให้กับพนักงาน เพื่อเพิ่มศักยภาพด้านความคิดสร้างสรรค์และการวางกลยุทธ์ให้พวกเขาในอนาคต”

ถึงแม้ว่าร้อยละ 89 ของผู้นำภาคธุรกิจไทยจะเห็นว่าทุกองค์กรจำเป็นต้องปรับตัวสู่ยุคดิจิทัลเพื่อผลักดันให้ธุรกิจประสบความสำเร็จ แต่สุดท้ายแล้ว ทรัพยากรมนุษย์ก็ยังคงมีบทบาทเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการปฏิรูปธุรกิจด้วยดิจิทัล

“คนคือหัวใจสำคัญของการปฏิรูปธุรกิจด้วยดิจิทัล ความคาดหวัง องค์ความรู้และทักษะ รวมไปถึงเครื่องมือที่ใช้ในการทำงาน ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อระดับความสำเร็จที่จะได้รับจากการปฏิรูปองค์กร ความท้าทายขององค์กรในปัจจุบันคือการนำวัฒนธรรมในการทำงานยุคใหม่เข้ามาใช้ เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการเสริมศักยภาพคนทำงานในเอเชีย โดยเฉพาะพนักงานส่วนหน้าที่ต้องพบปะกับบุคคลภายนอกอยู่เสมอ ซึ่งมีจำนวนกว่า 2 พันล้านคนทั่วโลก และนับเป็นกลุ่มคนทำงานที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในตอนนี้” นางสาว ทาเทียน่า มารัชเชฟสกาย่า กล่าวเสริม

ทุกวันนี้ พนักงานที่ทำงานส่วนหน้าเปรียบเสมือนด่านแรกในการเชื่อมต่อระหว่างบริษัทกับส่วนอื่นๆ ทั้งหมด ต้องติดต่อสื่อสารกับลูกค้าเป็นลำดับแรก เป็นตัวแทนของแบรนด์ และยังได้สัมผัสผลิตภัณฑ์และบริการที่เกิดขึ้นจริง

และเพื่อเสริมศักยภาพของพนักงาน องค์กรจำเป็นต้องหาหนทางและยกระดับพนักงาน โดยเฉพาะพนักงานส่วนหน้า โดยการมุ่งพัฒนาแนวคิดขององค์กรกับวัฒนธรรมใหม่ในการทำงาน

1. ปลดปล่อยพลังแห่งความคิดสร้างสรรค์ให้พนักงาน  โดยการทำงานร่วมกันอาจก่อให้เกิดนวัตกรรมใหม่ ผ่านทางการแลกเปลี่ยนความคิดสร้างสรรค์ระหว่างกัน ทั้งยังช่วยเสริมให้เกิดความยืดหยุ่นในการทำงานร่วมกันผ่านหลากหลายดีไวซ์ อย่างไรก็ตาม จากผลสำรวจยังพบว่าพนักงานถึงร้อยละ 64 ต้องเข้ามาทำงานที่ออฟฟิศ เพราะว่าเครื่องมือและอุปกรณ์สำคัญที่สามารถใช้ได้จากในออฟฟิศเท่านั้น

2.เสริมพลังการทำงานเป็นทีม   โดยการจัดหาชุดเครื่องมือให้พนักงานทุกคนได้ใช้ทำงานร่วมกันอย่างทั่วถึง จะช่วยให้พนักงานในองค์กรสามารถเลือกวิธีการทำงานร่วมกันในแบบเรียลไทม์ได้ด้วยตนเอง จากผลสำรวจ ร้อยละ 49 พบว่าการเข้าถึงเทคโนโลยีเพื่อการทำงานร่วมกันสามารถช่วยให้พวกเขาตอบสนองต่อคำขอจากเพื่อนร่วมงานและบุคคลภายนอกได้รวดเร็วขึ้น จึงถือเป็นสิ่งสำคัญในการทำงาน

3.เพิ่มความมั่นคงด้านความปลอดภัย   ร้อยละ 80 ของผู้เข้าร่วมการสำรวจระบุว่าพวกเขาทำงานบนคอมพิวเตอร์ของบริษัท แต่ในขณะเดียวกัน กว่าร้อยละ 88 เลือกใช้สมาร์ทโฟนส่วนตัวในการทำงานด้วยเช่นกัน ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงด้านความปลอดภัยสำหรับองค์กร นอกจากนี้ กว่าร้อยละ 73 ยังเช็คอีเมลส่วนตัวจากอุปกรณ์ของบริษัทเพื่อความสะดวกสบายของตนเอง ดังนั้น ผู้นำธุรกิจจึงจำเป็นต้องเสริมสร้างระบบด้านความปลอดภัยขององค์กร เพื่อให้ข้อมูลลับขององค์กรไม่ตกอยู่ในความเสี่ยง โดยที่ไม่ก่อให้เกิดอุปสรรคในการทำงานด้วย

4.ปรับระบบให้เรียบง่าย  ด้วยการเติบโตของแอพพลิเคชั่น ดีไวซ์ บริการและความเสี่ยงด้านความปลอดภัยใจสถานที่ทำงาน งานบริหารจัดการระบบไอทีจึงทวีความซับซ้อนขึ้นจนต้องมีการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ให้เรียบง่ายลง เปิดโอกาสให้บริการต่างๆ ในองค์กรสามารถแบ่งปันและรวบรวมข้อมูลกันได้ ผลสำรวจจากผู้นำธุรกิจไอที ของไมโครซอฟท์ เอเชีย แปซิฟิค  พบว่าร้อยละ 76 ของผู้บริหารด้านไอทีในประเทศไทย เห็นด้วยว่า การลดความซับซ้อนของการบริหารจัดการความปลอดภัยด้านไอทีนั้นมีความจำเป็น



“เราเชื่อว่าพนักงานทุกคน ตั้งแต่คนทำงานหลังบ้านอย่างในโรงงาน คนทำงานหน้าบ้าน ไปจนถึงระดับผู้บริหาร ล้วนมีบทบาทในความสำเร็จขององค์กรด้วยกันทั้งสิ้น และเราเชื่อว่าการให้ความสำคัญกับคนทำงานหน้าบ้านนั้นส่งเสริมการปฏิรูปธุรกิจด้วยดิจิทัล และสามารถสร้างโอกาสอันยิ่งใหญ่แบบที่ไม่เคยมีมาก่อน ส่งผลต่อคน องค์กร รวมถึงสังคมและเศรษฐกิจโดยรวม” นายวิสสุต เมธีสุวกุล ผู้จัดการอาวุโสผลิตภัณฑ์ออฟฟิศ บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าว “ไมโครซอฟท์เล็งเห็นว่าเทคโนโลยีมีบทบาทสำคัญในการช่วยเปิดโอกาสให้คนทำงานส่วนหน้าได้ทำงานกับเครื่องมือที่ถูกต้อง เช่น Microsoft 365 ยิ่งไปกว่านั้น การปฏิรูปธุรกิจด้วยดิจิทัลจะสำเร็จได้เมื่อใช้เครื่องมือที่ถูกต้องตามเนื้องาน เพื่อยกระดับการทำงานได้อย่างเต็มรูปแบบ”

ไมโครซอฟท์ได้ประกาศขยายชุดโซลูชั่น Microsoft 365 ให้ตอบโจทย์ดังกล่าว โดยรวมถึงแพ็คเกจ Microsoft 365 F1 เพื่อพนักงานส่วนหน้าโดยเฉพาะ ซึ่งจะช่วยพัฒนาวัฒนธรรมในการทำงานและสังคมของพนักงานส่วนหน้า รวมถึงอบรมและเสริมทักษะให้พนักงาน ปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำธุรกิจ เพิ่มความเชี่ยวชาญแบบเรียลไทม์ ลดความเสี่ยงและต้นทุนธุรกิจ ความสามารถใหม่ในการค้นหาแบบอัจฉริยะ มิติใหม่แห่งการสื่อสารบน Microsoft Teams และการปรับปรุงระบบความปลอดภัยและการบริหารจัดการด้านไอทีที่ดีขึ้น เพื่อช่วยให้องค์กรทั้งปลอดภัยและปฎิบัติงานได้ตามมาตรฐาน

 


ไมโครซอฟท์ ปฏิรูปธุรกิจด้วยนวัตกรรมดิจิทัล วัฒนธรรมการทำงานใหม่