จีนกินรวบ! ค้าดิจิตอล “อาลีบาบา-JD.com" ยึดหัวหาด - แบงก์ผวาฮุบระบบชำระเงิน

24 September 2017






กูรูอี-คอมเมิร์ซ ชี้! ค้าออนไลน์ไทยถูกจีนยึดเบ็ดเสร็จ หลัง JD.com บุกร่วมทุน “เซ็นทรัล” ตามรอย “อาลีบาบา” ซื้อ “ลาซาด้า” หวั่นค้าปลีก-แบงก์ไทยอ่วม ... “ไทยพาณิชย์” ระบุ เสี่ยงสูงยุคดิจิตอล ด้าน “ทีเอ็มบี” ผวาถูกกินรวบตลาดชำระเงินระหว่างประเทศ

การบุกเข้ามายึดธุรกิจอี-คอมเมิร์ซเป็นที่เรียบร้อยโรงเรียนจีนของ “อาลีบาบา” และ “จีดีดอทคอม” เป็นเพียงการสยายปีกธุรกิจเข้ามาในไทยก้าวแรกในยุคดิจิตอลไล่ล่าเท่านั้น ด้วยรูปแบบธุรกิจ, บริการ, เทคโนโลยี, เงินทุน และประสบการณ์ระดับโลก จะค่อย ๆ รุกคืบเข้าไปยึดธุรกิจอื่น ๆ ทั้งค้าปลีกและธนาคาร หากผู้ประกอบการไทยไม่ปรับตัว จะแข่งขันไม่ได้

ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ นายกสมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย



“อี-คอมเมิร์ซไทย” ถูกยึดแล้ว!
นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ นายกสมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ขณะนี้ ธุรกิจอี-คอมเมิร์ซของไทยถูกยักษ์ใหญ่อี-คอมเมิร์ซจากจีน ยึดหัวหาดไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ก่อนหน้านี้ เบอร์ 1 ในตลาดอี-คอมเมิร์ซไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คือ “ลาซาด้า” ถูกกลุ่ม “อาลีบาบา” ซื้อกิจการไป 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 17,000 ล้านบาท และเพิ่มทุนเพื่อขยายธุรกิจอีก 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 17,000 ล้านบาท

ล่าสุด กลุ่ม “เจดีดอทคอม (JD.com)" ผู้ให้บริการอี-คอมเมิร์ซอันดับ 2 ของจีน ร่วมเป็นพันธมิตรกับกลุ่ม “เซ็นทรัล” ยักษ์ใหญ่ค้าปลีกของไทย โดยร่วมลงทุน 50:50 มูลค่ารวม 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 17,000 ล้านบาท

“การเข้ามาของยักษ์ใหญ่ทั้ง 2 ราย ระยะสั้นส่งผลกระทบกับผู้ประกอบการอี-คอมเมิร์ซไทยโดยตรง เนื่องจากทั้ง 2 ราย มาทั้งระบบอีโค ซิสเต็มส์ ธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ ไม่ว่าจะเป็น แพลตฟอร์มทางด้านอี-คอมเมิร์ซ, บริการด้านการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ หรือ อี-เพย์เมนต์, บริการหีบห่อเพื่อจัดส่งสินค้าอี-คอมเมิร์ซ และระบบบริหารจัดการคลังสินค้าแบบครบวงจร พร้อมกับเงินทุนมหาศาลสายป่านยาว มีงบอุดหนุนราคาสินค้าและจัดโปรโมชัน ดึงลูกค้าเข้ามาซื้อสินค้า จะมีความได้เปรียบคู่แข่ง”

จ่อเขมือบ! ค้าปลีก-ธนาคาร
ส่วนในระยะกลาง เห็นว่า ด้วยการเติบโตของธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ การซื้อขายออนไลน์จะส่งผลกระทบกับธุรกิจค้าปลีกของไทยแน่ และในระยะยาวจะส่งผลกระทบกับธุรกิจทางด้านการเงินการธนาคารของไทยอย่างเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากยักษ์ใหญ่ทั้ง 2 ราย มีบริษัทลูกที่ทำธุรกิจชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ โดย “อาลีบาบา” มี “แอ๊นท์ ไฟแนนเชียล เซอร์วิส” ให้บริการ “อี-เพย์เมนต์” ภายใตชื่อ “อาลีเพย์” ส่วน “เจดีดอทคอม” มี “เจดี ไฟแนนซ์” ที่ให้บริการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ และมีระบบ “บิ๊ก ดาต้า” ในการวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้า



แบงก์ผวา! “อาลีบาบา”
ด้าน นายอรพงศ์ เทียนเงิน ประธานกรรมการบริหารของ บริษัท ดิจิทัล เวนเจอร์ส จำกัด ผู้พัฒนาฟินเทคในเครือข่ายธนาคารไทยพาณิชย์ ให้ความเห็นว่า ธุรกิจธนาคารเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง ที่จะได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิตอล (Digital Disruption) โดยในช่วงเวลา 3 ปี หากไม่มีการปรับตัว โอกาสอยู่รอดได้ลำบาก

“คู่แข่งที่น่ากลัวของธนาคาร ไม่ใช่ผู้ให้บริการอี-เพย์เมนต์ แต่เป็น บริษัท แอนท์ ไฟแนนเชียล เซอร์วิสเซส กรุ๊ป ผู้ให้บริการการเงินดิจิตอลในเครือบริษัท อาลีบาบา กรุ๊ปฯ ที่เข้ามาปักหมุดในไทยแล้ว โดยมีการจัดตั้งสำนักงานสาขาในไทย มีการจับมือเป็นพันธมิตรกับผู้ให้บริการเพย์เมนต์เกตเวย์ และเข้ามาลงทุนใน บริษัท แอคเซนต์ มันนี่ จำกัด ผู้ให้บริการอี-เพย์เมนต์ เครือซีพี”

ขณะนี้ อยู่ระหว่างการรอใบอนุญาตให้บริการจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เชื่อว่า หลัง ธปท. เปิดให้ใบอนุญาต “อาลีบาบา กรุ๊ป” พร้อมเข้ามาลงทุนให้บริการการเงินดิจิตอลในไทยโดยทันที ซึ่งจะส่งผลกระทบกับธนาคารโดยตรง เนื่องจากเขาพร้อมทั้งเงินทุน ฐานลูกค้า ประสบการณ์ องค์ความรู้ และเทคโนโลยี ขณะที่ ธนาคารไม่มีทั้งสเกล เทคโนโลยี และช่องทางเข้าถึงลูกค้า

“เอสซีบี” เร่งปรับสู่ดิจิตอล
นายอรพงศ์ กล่าวต่อไปว่า “ดิจิทัล เวนเจอร์ส” ในกลุ่มธนาคารไทยพาณิชย์ ตั้งขึ้นมาด้วยเงินทุนเบื้องต้น 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 1,700 ล้านบาท เพื่อลงทุนศึกษาหาความรู้ที่อยู่ในกลุ่มสตาร์ตอัพ รวมถึงการพัฒนาบริการของธนาคารไปสู่ดิจิตอล โดยโพสิชันของ “เอสซีบี” ในอนาคต ไม่ใช่ตัวกลางที่มีความน่าเชื่อถือทางการเงินอีกต่อไป แต่ต้องเชื่อมต่อธุรกิจดั้งเดิมของลูกค้าเข้ากับโลกดิจิตอล โดยจะสร้างแพลตฟอร์มขึ้นมาสำหรับลูกค้าในแต่ละกลุ่มธุรกิจ

นริศ สถาผลเดชา ผู้อำนวยการอาวุโส ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) (บมจ.) หรือ ทีเอ็มบี



รับกระทบธุรกรรมชำระเงิน
ด้าน นายนริศ สถาผลเดชา ผู้อำนวยการอาวุโส ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทีเอ็มบี กล่าวว่า กรณีการร่วมมือของบริษัทฟินเทคของประเทศจีน กับวงการค้าปลีกของไทยนั้น มองว่า มีผลกระทบต่อธนาคารพาณิชย์ค่อนข้างมาก โดยเฉพาะพื้นที่ในส่วนของธุรกรรมการชำระเงิน (Payment) และบริการโอนเงินระหว่างประเทศ (Remittance) จะเห็นว่า ธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ในประเทศจีน โดนกินตลาดการชำระเงินไปค่อนข้างมากให้กับกลุ่มอาลีบาบาภายใต้ “อาลีเพย์”

ส่วนกลุ่ม JD.com แม้จะไม่ค่อยใหญ่เมื่อเทียบกับ “อาลีบาบา” แต่จะมีแพลตฟอร์มอี-คอมเมิร์ซ ที่ไม่ต้องผ่านธนาคารพาณิชย์ แต่ทำธุรกรรมผ่านกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (E-Wallet) ซึ่งจะดึงกระแสเงินสด (Flows) ออกจากธนาคารพาณิชย์ ซึ่งเป็นโมเดลที่บริษัทเหล่านี้ใช้ในจีน จนทำให้ธนาคารพาณิชย์ในจีนต้องแพ้และเสียส่วนแบ่งตลาด ด้านการชำระเงินให้กับบริษัทเหล่านี้ไป

จี้! ธุรกิจไทยปรับตัว
นายภัทรพงศ์ กัณหสุวรรณ รองกรรมการผู้จัดการ บมจ.ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ในมุมมองธนาคาร เชื่อว่า การเข้ามาของกลุ่มทุนจีน หรือ บริษัทยักษ์ใหญ่ด้าน อี-คอมเมิร์ซ จะมาช่วยส่งเสริมให้เกิด Economy System และมาเป็นแรงกดดันให้ไทยต้องปรับตัวตาม เพื่อให้สามารถแข่งขันได้บนเศรษฐกิจใหม่ในยุคดิจิตอล

ธนาคารพาณิชย์ไทยปรับตัวค่อนข้างมากในช่วงที่ผ่านมา มีความพร้อมรับมือทั้งในด้านกลยุทธ์และทรัพยากรทางด้านไอที เชื่อว่า ไม่มีใครที่จะเป็นเจ้าของตลาดหรือผูกขาดตลาดได้ แต่จะเป็นพันธมิตรผ่านความร่วมมือกันมากกว่า

“เซ็นทรัล-เจดี” จ่อตั้งบริษัท
แหล่งข่าววงการค้าปลีก กล่าวว่า ภายในเดือน พ.ย. นี้ กลุ่มเซ็นทรัลกรุ๊ป, เจดีดอทคอม และเจดีไฟแนนซ์ เตรียมยื่นทะเบียนจัดตั้งบริษัท เพื่อให้บริการค้าปลีกออนไลน์ รวมถึงยื่นขอใบอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อทำธุรกรรมด้านการเงิน

ก่อนหน้านี้ นายเฉิน จาง ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยี เจดีดอทคอม (JD.com) ระบุว่า อัตราการเติบโตของ อี-คอมเมิร์ซไทย มีสัดส่วนเพียง 2% ขณะที่ สาธารณรัฐประชาชนจีนอยู่ที่ 15% และสหรัฐอเมริกาอยู่ที่ 10% สำหรับ JD.com เป็นผู้ค้าปลีกใหญ่ที่สุดในประเทศจีน ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ และมีรายได้เป็นอันดับ 3 ของผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตทั่วโลก

หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,298 วันที่ 21-23 ก.ย. 2560



ลาซาด้า จีน ฐานเศรษฐกิจ อาลีบาบา ขายออนไลน์ ค้าออนไลน์ JD.com ค้าดิจิตอล