"เสกสรรค์" เชื่อไทยแลนด์ 4.0 – กลไกประชารัฐ คือ 'มาสเตอร์แพลน' ของคสช.​ – ช่วงชิงมวลชน +วางอำนาจให้กับชนชั้นนำภาครัฐในระยะยาว

19 June 2017





"เสกสรรค์" เชื่อไทยแลนด์ 4.0 – กลไกประชารัฐ คือ 'มาสเตอร์แพลน' ของคสช. – ช่วงชิงมวลชน +วางอำนาจให้กับชนชั้นนำภาครัฐในระยะยาว

1497865243780
-19-6-60- ในงานสัมมนา ‘Direk’s Talk ทิศทางการเมืองโลก ทิศทางการเมืองไทย และนโยบายสาธารณะ’ ซึ่งจัดโดยศูนย์วิจัย ดิเรก ชัยนาม คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีการสัมมนาเรื่อง การเมืองไทยกับสังคม4.0 ปาฐกถา โดย ดร.เสกสรรค์ ประเสริฐกุล

โดย ดร. เสกสรรค์ เริ่มต้นก่อนการปาฐกถาโดยกล่าวกับแขกที่มาร่วมงานในวันนี้ว่า มีความรู้สึกยินดีและภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้รับเชิญมาพูดคุยกับท่าน โดยหลายปีที่ผ่านมา ได้ใช้ชีวิตวัยชราอยู่ในความเงียบสงัด ไม่ค่อยได้พบปะผู้คน แต่นั่นมิได้หมายความว่าจะไม่คิดถึงวงการที่คุ้นเคย และยิ่งมิได้หมายความผมจะไม่คิดถึงคณะและมหาวิทยาลัยที่ผมเคยใช้ชีวิตอยู่ถึง 30 ปี

54484
ขอคารวะทุกคนที่มาในวันนี้ด้วยแง่คิดบางประการที่มีต่อบ้านเมืองของเรา และขอยืนยันว่าหัวข้อสนทนาของตนเองนั้นเป็นหัวข้อวิชาการ วิธีการวิเคราะห์ก็เป็นแบบวิชาการ ซึ่งอาจจะถูกหรือผิดก็ได้ พร้อมส่งท้ายด้วยถ้อยคำที่ว่า “หวังว่าจะไม่มีผู้ใดตีความไปในทางอื่น และไม่มีผู้ใดมาทำให้วัยชราของผมเงียบสงัดไปกว่านี้อีก”

ความหมายของการเมืองที่ผมจะใช้ในวันนี้เป็นความหมายในระดับกว้างสุด ดังนั้นจึงกินความรวมทั้งนักการเมืองในระบบและนักการเมืองนอกระบบ ทั้งพวกที่แสวงหาชัยชนะในการเลือกตั้ง และพวกที่แสวงหาอำนาจโดยผ่านการแต่งตั้ง ที่ผมต้องกล่าวเช่นนี้เพราะ 3-4 ปีที่ผ่านมามักมีการพูดถึงการเมืองโดยโยงนัยไว้ที่นักการเมืองและพรรคการเมืองเท่านั้น ทำให้เข้าใจกันผิดๆ ว่ามีแต่นักการเมืองฝ่ายเดียวที่เล่นการเมือง ฝ่ายอื่นๆ ไม่ได้เล่นการเมือง

คำพูดแบบรวบรัดดังกล่าว เมื่อนำมาบวกกับเรื่องคนดี คนไม่ดี ก็จะกลายเป็นข้อสรุปที่ว่า นักการเมืองที่เคยกุมอำนาจโดยผ่านระบบเลือกตั้งล้วนเป็นคนไม่ดี ส่วนคนที่อยู่บนเวทีอำนาจด้วยวิธีอื่นล้วนไม่ใช่นักการเมือง ดังนั้นจึงเป็นคนดี

แน่นอน วาทกรรมเช่นนี้ไม่เพียงขัดต่อหลักวิชาของพวกเราเท่านั้น หากยังขัดกับธรรมชาติของความจริง เพราะที่ไหนมีอำนาจ ที่นั่นก็มีการเมือง และมีคนเล่นการเมือง อันนี้เป็นเรื่องที่รู้กันมาตั้งแต่สมัยสามก๊กแล้ว ทั้งๆ ที่สมัยนั้นไม่มีระบบเลือกตั้ง และจะว่าไป คนที่มาข้องเกี่ยวกับการแข่งขันชิงอำนาจหรือการใช้อำนาจ ก็มีดีมีชั่วปนๆ กันไป

"ถามว่าทำไมผมเอาเรื่องนี้มาพูด คำตอบคือเพราะมันเป็นประเด็นสำคัญที่ช่วยอธิบายว่าเกิดอะไรขึ้นในบ้านเมืองของเราในระยะ 3-4 ปีมานี้ นับตั้งแต่การลุกฮือต้านรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของมวลชนคนเสื้อเหลือง ซึ่งนำไปสู่รัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 มาจนถึงการร่างและการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับ 2560 รัฐธรรมนูญที่ผู้ร่างเรียกเองว่าเป็นฉบับต้านโกง"

ใช่หรือไม่ว่าทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเพราะมีคนเชื่อว่าตัวเองกำลังทำความดีด้วยการเอาคนไม่ดีลงมาจากเวทีอำนาจ จากนั้นก็เขียนกติกาการเมืองขึ้นมาใหม่เพื่อป้องกันไม่ให้คนไม่ดีกลับมามีอำนาจอีก หรือถ้าขึ้นมาได้ก็ต้องถูกฝ่ายคนดีควบคุมอย่างเข้มข้น

แน่นอน หากผมพูดเพียงแค่นั้นมันก็ดูง่ายไป ถ้าจะพูดให้ยากขึ้นคงต้องบอกว่าปรากฏการณ์เหล่านี้ไม่เพียงเกิดขึ้นโดยการชูธงความดีเท่านั้น หากการชูธงดังกล่าวยังสะท้อนให้เห็นว่าใครขัดแย้งกับใครและเพราะอะไร
หากเราถอดนามธรรมออกมาเป็นรูปธรรมแล้วก็จะพบว่า พวกที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นคนไม่ดีนั้นล้วนผูกติดอยู่กับการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย ส่วนผู้ถือตนเป็นคนดี ตอนแรกก็เป็นมวลชนคนชั้นกลางในเมือง กับแกนนำที่มาจากพรรคการเมืองฝ่ายค้าน จากนั้นจึงมีการส่งไม้ต่อไปยังชนชั้นนำภาครัฐให้ช่วยลงดาบสุดท้าย

ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่าวิกฤติการเมืองที่เกิดขึ้นในประเทศไทยช่วง 2556-2557 ไม่ได้เป็นความขัดแย้งระหว่างมวลชนที่ใส่เสื้อสีต่างกันเท่านั้น หากยังกินลึกไปถึงความขัดแย้งระหว่างชนชั้นนำเก่าจากภาครัฐ กับชนชั้นนำใหม่ที่โตมาจากภาคเอกชนและขึ้นสู่อำนาจโดยผ่านการเลือกตั้ง โดยฝ่ายแรกคุมกลไกรัฐราชการ ฝ่ายหลังมีมวลชนเรือนล้านเป็นฐานเสียงสนับสนุน

ถ้าเราวางคอนเซปต์ไว้เช่นนี้ก็จะเห็นว่าปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นความขัดแย้งที่ใหญ่โตเกินเรื่องราวของบุคคลและคณะบุคคล มันเป็นความขัดแย้งที่สะท้อนความไม่ลงตัวในโครงสร้างอำนาจในสังคมไทย ซึ่งนำไปสู่การเบียดขับแย่งยึดพื้นที่ของกันและกันในระดับระบอบต่อระบอบ

แน่นอน ความขัดแย้งที่ลงลึกขนาดนั้นคงไม่ใช่เรื่องที่แก้ไขได้ง่ายๆ ด้วยวิธีจับมือปรองดองกันของบรรดาแกนนำสีเหลือง สีแดง ในขณะที่ตัวละครเอกจริงๆ ถูกจัดไว้นอกสมการ

19221885_1998602150369730_1619659350025885260_o
การเป็นคู่กรณีของชนชั้นนำภาครัฐนั้นสังเกตได้จากการที่นับวันอคติของพวกเขายิ่งขยายจากความรังเกียจนักการเมืองจากบางตระกูลไปสู่นักการเมืองและพรรคการเมืองโดยรวม นี่เป็นความรังเกียจที่มีต่อคู่ชิงอำนาจซึ่งเคยแสดงออกมาแล้วในปี2534 และปี2549

นอกจากนี้ เรายังสังเกตได้ด้วยว่าหลังรัฐประหารปี2557 แทนที่รัฐบาลทหารจะรีบแก้ไขความขัดแย้งระหว่างมวลชนเสื้อสี กลับเดินหน้ากำหนดนโยบายต่างๆทั้งในด้านเศรษฐกิจ การเมืองและสังคมอย่างเร่งด่วน ทั้งนี้เพื่อขับเคลื่อนและผลักดันประเทศไทยให้เป็นไปตามวิสัยทัศน์ของตน

การทำสิ่งต่างๆดังกล่าวไม่ใช่ลักษณะของรัฐบาลที่ขึ้นมารักษาการณ์ชั่วคราว หากเป็นลักษณะของผู้ปกครองที่มีชุดความคิดของตัวเอง และประสงค์จะดัดแปลงโลกให้เป็นไปตามนั้น

ยิ่งไปกว่านี้ รัฐธรรมนูญฉบับ2560 อันเป็นผลงานของรัฐบาลชุดปัจจุบัน ยังสะท้อนให้เห็นอย่างแจ่มชัดว่า ชนชั้นนำภาครัฐต้องการทวงคืนและรักษาพื้นที่ส่วนใหญ่ในเวทีอำนาจไว้อย่างถาวร อีกทั้งจำกัดพื้นที่ของนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง โดยไม่ให้อยู่ในฐานะผู้กุมอำนาจนำอีกต่อไป

ที่ผมพูดเช่นนี้ไม่ใช่ข้อกล่าวหา แต่เป็นข้อสังเกตที่ยืนยันได้จากข้อเท็จจริง โดยเฉพาะในประเด็นรัฐธรรมนูญนั้น เราสามารถมองเห็นเจตจำนงของผู้ร่างได้จากบทบัญญัติที่เป็นลายลักษณ์อักษร

ประการแรก ดังที่กำหนดไว้ในมาตรา91 รัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้เปลี่ยนระบบเลือกตั้งแบบเดิมให้เป็นระบบใหม่ที่เรียกว่า”จัดสรรปันส่วนผสม”ซึ่งจะทำให้อิทธิพลของพรรคใหญ่ถูกจำกัดลงอย่างมีนัยสำคัญ แต่ขณะเดียวกันก็ส่งเสริมโอกาสของพรรคขนาดกลางและขนาดเล็ก ระบบดังกล่าวจะทำให้การได้เสียงข้างมากของพรรคเดียวเป็นไปได้ยาก และรัฐบาลที่ตั้งขึ้นอาจจะต้องเป็นรัฐบาลผสม ซึ่งไม่ค่อยมีเสถียรภาพ

พูดให้ชัดเจนขึ้นก็คือ ตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ระบบเลือกตั้งส.ส.บัญชีรายชื่อได้ถูกดัดแปลงให้ขึ้นต่อการเลือกตั้งส.ส.เขต โดยประชาชนใช้บัตรเลือกตั้งแค่ใบเดียว จากนั้นเอาคะแนนรวมของแต่ละพรรคจากเขตเลือกตั้งทั่วประเทศมาคำนวณหาจำนวนรวมของผู้แทนราษฎรที่พรรคการเมืองแต่ละพรรคควรมี และจำนวนส.ส.บัญชีรายชื่อที่พึงได้รับ พรรคไหนชนะเลือกตั้งส.ส.เขตเต็มโควต้าแล้วก็จะไม่มีสิทธิมีส.ส.บัญชีรายชื่อเลย

ผลทางอ้อมของระบบเลือกตั้งเช่นนี้ ย่อมทำให้การเสนอนโยบายในระดับชาติของพรรคการเมืองถูกลดความสำคัญลง เพราะถ้าเราดูจากประสบการณ์ที่ผ่านมาในระบบเลือกตั้งเดิม ก็จะพบว่าการเลือกส.ส.เขตนั้น ผู้ลงคะแนนมักจะเลือกตัวบุคคลมากกว่าพรรค ส่วนการเลือกสส.บัญชีรายชื่อมักเป็นการเลือกพรรคที่มีนโยบายโดนใจ

ประการต่อมา ในขณะที่อำนาจของนักการเมืองและพรรคการเมืองถูกจำกัดลงทั้งโดยตรงโดยอ้อม บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญยังเปิดพื้นที่ทางการเมืองใหม่ๆให้ชนชั้นนำภาครัฐอย่างเต็มที่ โดยกำหนดให้ข้าราชการชั้นสูงเป็นทั้งกรรมการสรรหาและเป็นผู้รับการสรรหามาดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระและกลไกควบคุมต่างๆ และที่น่าสนใจคือในกระบวนการดังกล่าว บทบาทและอำนาจของฝ่ายตุลาการได้ถูกยกระดับให้สูงขึ้นและแผ่ขยายออกไปมาก

ประเด็นสำคัญที่สุด ดังที่ทุกท่านทราบดีอยู่แล้ว บทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังได้กำหนดให้สมาชิกวุฒิสภาชุดแรกมาจากการแต่งตั้งโดยคณะรักษาความสงบเรียบร้อย และกำหนดให้มีอำนาจร่วมกับสภาผู้แทนราษฎรในการรับรองหรือไม่รับรองผู้ที่มาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เรื่องนี้เมื่อบวกรวมกับบทบัญญัติที่ให้นายกรัฐมนตรีสามารถเป็นบุคคลนอกรายชื่อของพรรคการเมืองได้ ก็ทำให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญอยู่ตรงไหน

ประการสุดท้าย ถ้าเราดูบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ ก็จะพบว่าพรบ.แผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศ กับพรบ.การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งครม.ส่งร่างเข้าสภาแล้ว จะต้องออกมาภายใน4เดือนหลังประกาศใช้รัฐธรรมนูญ อันนี้หมายถึงว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งแทบจะกำหนดนโยบายอะไรเพิ่มไม่ได้เลย และอาจจะต้องกลายเป็นผู้สืบทอดนโยบาย คสช.เสียเอง

"ยิ่งไปกว่านี้ รัฐธรรมนูญฉบับ2560 ยังมีบทบัญญัติต่างๆที่ทำให้แก้ไขได้ยาก จนถึงขั้นเกือบเป็นไปไม่ได้ ซึ่งหมายถึงว่าผู้ร่างมีวัตถุประสงค์จะตรึงโครงสร้างอำนาจดังกล่าวไว้ให้นานแสนนาน"

ดังนั้น เมื่อบวกรวมกับช่วงที่รัฐบาลทหารปกครองโดยตรงแล้ว เราอาจกล่าวได้ว่าการกุมอำนาจของชนชั้นนำภาครัฐคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่องไม่ต่ำกว่า9-10ปี

แน่ละ ถ้าพูดถึงตัวบุคคลหรือแม้แต่คณะรักษาความสงบเรียบร้อย การสืบทอดอำนาจอาจจะไม่เป็นเส้นตรงขนาดนั้น แต่ถ้าพูดถึงชนชั้นนำภาครัฐแล้ว การต้องการพื้นที่ถาวรและอำนาจนำในปริมณฑลทางการเมือง เป็นสิ่งที่เห็นได้อย่างชัดเจน

19221739_1998563463706932_124886575521666795_o
ประเด็นที่ผมคิดว่าน่าสนใจมากคือ ทำไมชนชั้นนำภาครัฐและพันธมิตรทางสังคมจึงกล้าร่างรัฐธรรมนูญที่เอียงข้างตนเองออกมาได้ขนาดนี้ ?

เรื่องนี้ถ้าเราพักเรื่องผิดถูกดีชั่วเอาไว้ก่อน ก็อาจจะวิจารณ์ได้ในหลายทาง

ในทัศนะส่วนตัวของผม คิดว่าเป็นไปได้ที่พวกเขาอาจจะรู้สึกว่าฐานะชนชั้นนำของตนที่มีมาแต่เดิม กำลังถูกกัดกร่อนคุกคามทั้งโดยกลุ่มนักการเมืองที่โตมาจากภาคเอกชน และโดยระบอบประชาธิปไตยที่ผนวกมวลชนชั้นล่างเข้ามาสู่ระดับกำหนดนโยบายมากขึ้น ยิ่งไปกว่านั้นระบบทุนนิยมโลกในยุคโลกาภิวัตน์ก็กำลังแปรรูปรัฐชาติให้เป็นแค่ผู้จัดการตลาด ซึ่งเป็นตลาดที่ในแต่ละวันมีแต่จะย่อยสลายวัฒนธรรมจารีต และทุบทำลายค่านิยมที่ฝ่ายอนุรักษ์ยึดถือ

ด้วยเหตุดังนี้ ชนชั้นนำภาครัฐจึงต้องการกลับมามีฐานะนำ ในการกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างรัฐไทยกับทุนนิยมโลกให้เป็นไปตามแนวทางที่ตนเองยังคงมีบทบาทและมีที่อยู่ที่ยืนครบถ้วน ซึ่งจะทำเช่นนั้นได้ ก็ต้องคงฐานะทางการเมืองของรัฐชาติกึ่งจารีตไว้ให้ได้ภายใต้เงื่อนไขที่เปลี่ยนไป

ด้วยเหตุดังนี้ วาทกรรมเรื่องความดีจึงผูกติดอยู่กับวาทกรรมเรื่องความเป็นไทย

และด้วยเหตุดังนี้ จึงมีการกำหนดทิศทางของประเทศโดยผ่านยุทธศาสตร์ชาติเอาไว้ก่อนการเลือกตั้งครั้งหน้า

อย่างไรก็ตาม นอกเหนือไปจากความวิตกกังวลดังที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว เราคงต้องยอมรับว่าการยึดอำนาจของชนชั้นนำภาครัฐครั้งนี้มีมวลชนสนับสนุนอยู่ไม่น้อย รัฐประหารปี 2557 ได้รับการเรียกร้องและนำร่องด้วยการเคลื่อนไหวมวลชน ซึ่งขยายตัวเป็นยุทธการที่โจมตีทั้งรัฐบาลจากการเลือกตั้งและล้มกระดานประชาธิปไตยไปในคราเดียวกัน

"แม้ว่าที่ผ่านมาทั้งคณะรัฐประหารและขบวนทีนำร่องรัฐประหารต่างก็ยืนยันว่าต้องการสร้างประชาธิปไตยฉบับที่ดีกว่า แต่โดยไม่เป็นทางการ ถ้าเราติดตามข่าวสารทั้งในสื่อหลักและโซเชียลมีเดีย ก็จะพบว่าปัจจุบัน มีผู้คนที่สนับสนุนระบอบเผด็จการอย่างเปิดเผยมากขึ้น และเท่าที่มีการแสดงออก บรรดากลุ่มทุนใหญ่กับบรรดาคนชั้นกลางในเมืองดูจะรู้สึกมั่นคงสบายใจกับรัฐบาลอำนาจนิยมมากกว่าประชาธิปไตยอย่างชัดเจน"

ถึงแม้ว่าคนเหล่านี้จะเป็นผู้ได้เปรียบในยุคโลกาภิวัตน์ แต่ก็อดรู้สึกถูกคุกคามไม่ได้เมื่อฐานะได้เปรียบของพวกเขาถูกท้าทายโดยระบอบประชาธิปไตยที่อาศัยการเคลื่อนไหวมวลชนชั้นล่างๆเป็นฐานเสียง

ดังนั้น พวกเขาจึงขานรับเรื่องคนดีและความเป็นไทยด้วยความเต็มอกเต็มใจ ทำให้เสียงยืนยันที่ว่าประเทศไทยมีลักษณะพิเศษ และไม่จำเป็นต้องเหมือนฝรั่ง ดังกระหึ่มขึ้นมาพอสมควร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่ชนที่มีการศึกษาสูง กระทั่งเรียนหนังสือกับฝรั่งมาคนละหลายๆปี

19225418_1998564173706861_7346337166751009789_n
ปรากฏการณ์ดังกล่าว นับว่าพลิกทฤษฎีรัฐศาสตร์เก่าๆที่ว่าคนชั้นกลางเป็นฐานทางสังคมของระบอบประชาธิปไตยไปเลย

ดังนั้น ไม่ว่าใครจะรู้สึกอึดอัดกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้แค่ไหนก็ตาม ผลการลงประชามติเมื่อวันที่7สิงหาคม 2559 ก็ยังปรากฏว่าร่างรัฐธรรมนูญ 2560 ได้รับการยอมรับโดยเสียงข้างมาก โดยมีคนเห็นชอบ ประมาณ 16 ล้าน8แสนเสียง ไม่เห็นชอบราว 10ล้าน5แสนเสียง

แน่ละ โดยหลักการแล้วก็คงต้องยอมรับว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ประกาศใช้โดยผ่านความเห็นชอบของประชาชน แต่ในโลกของความเป็นจริง คน10ล้านที่ไม่เห็นชอบ ก็ไม่ใช่คนหยิบมือเดียวที่จะมองข้ามได้ ทั้งนี้ ยังไม่ต้องเอ่ยถึงว่าในช่วงรณรงค์ให้รับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยดูจะมีพื้นที่น้อยมากในการนำเสนอทัศนะของตน

และยังไม่ต้องเอ่ยถึงว่า ถอยไปต้นปี2557 ประชาชนที่มาลงคะแนนเลือกตั้งโดยเห็นว่าการเลือกตั้งเป็นทางออกจากวิกฤตที่ดีกว่ารัฐประหาร ก็มีจำนวนมากถึงราว20ล้านคน ทั้งๆที่มีความพยายามที่จะขัดขวางการเลือกตั้งครั้งนั้นในหลายๆแห่ง

ดังนั้น ถ้าพิจารณากันตามเนื้อผ้า การที่รัฐธรรมนูญฉบับ 2560 สอบผ่านประชามติ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีคนจำนวนมหาศาลแอบคิดต่างอยู่เงียบๆ

"ด้วยเหตุดังนี้ การวางแผนผังจัดสรรอำนาจโดยไม่สอดคล้องกับสภาพดุลกำลังทางสังคมที่เป็นอยู่ โดยผลักดันฐานะครอบงำของฝ่ายอนุรักษ์มากเกินจริง จึงเท่ากับซ่อนแรงเสียดทานหรือกระทั่งระเบิดเวลาเอาไว้ตั้งแต่ต้น"

เช่นนี้แล้วอะไรเล่าที่ทำให้ผู้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันกล้าทำเกินดุลกำลังเปรียบเทียบระหว่างผู้สนับสนุนกับผู้คัดค้านอำนาจนำของชนชั้นนำภาครัฐ โดยบัญญัติให้เสียงของประชาชนมีผลน้อยที่สุดต่อการจัดตั้งรัฐบาลและการกำหนดนโยบาย

ในความเห็นส่วนตัวของผม คำตอบน่าจะอยู่ในนโยบาย2ประการ หนึ่งคือการพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อยกระดับประเทศไทยไปสู่ประเทศรายได้สูง หรือที่เรียกกันว่านโยบายไทยแลนด์4.0 และสอง นโยบายขับเคลื่อนจุดหมายทางเศรษฐกิจดังกล่าวด้วยกลไกประชารัฐ

แม้ว่าโดยภายนอกแล้วนโยบายทั้งสองอย่างดูเป็นเรื่องเศรษฐกิจ แต่ผมคิดว่านี่เป็น Master Planในการช่วงชิงมวลชนและสร้างความชอบธรรมใหม่ของชนชั้นนำภาครัฐที่แยบยลมาก มันเป็นส่วนสำคัญของยุทธการยึดพื้นที่ทางการเมืองเพื่อสถาปนาอำนาจนำ ซึ่งเป็นการวางแผนที่เป็นระบบและบูรณาการการโจมตีจากทุกมิติเข้าด้วยกัน

แน่ละ กล่าวสำหรับนโยบายไทยแลนด์4.0 นั้น รัฐบาลชุดนี้ยังคงยึดโยงอยู่กับระบบทุนโลกาภิวัตน์ซึ่งดำเนินไปภายใต้แนวทางเสรีนิยมใหม่ การจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษตามแนวชายแดน10แห่ง รวมทั้งการจัดตั้งระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกหรืออีอีซี ล้วนเป็นโครงการที่จะใช้ดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติและทุนในประเทศ

นอกจากนี้รัฐบาลยังมีโครงการยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน infrastructures ซึ่งคิดเป็นงบประมาณถึง2.4ล้านล้านบาท มีการขยายระบบโลจิสติกส์ในระดับอภิมหาโครงการหลายอย่าง ตั้งแต่เพิ่มเส้นทางขนส่งในระบบรางไปจนถึงการสร้างสนามบินและท่าเรือน้ำลึก ทั้งหมดนี้เพื่อเพิ่มความโยงใยอันแน่นแฟ้นระหว่างประเทศไทยกับทุนนิยมโลกทั้งสิ้น

19221729_1998564723706806_6531754016402727891_o
ล่าสุด กระทรวงพาณิชย์ได้ถอด 19 ธุรกิจออกจากบัญชี3 แนบท้าย พรบ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว เพื่อเปิดโอกาสให้ทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนในธุรกิจเหล่านี้ โดยเสรี ซึ่งในบรรดาธุรกิจทั้ง19ประเภทมีธุรกิจการนำอสังหาริมทรัพย์ออกให้เช่า และธุรกิจบริการที่มีส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจเป็นคู่สัญญาด้วย

แต่ก็อีกนั่นแหละ การอาศัยระบบทุนนิยมที่ไร้ชาติมาสนองผลประโยชน์แห่งชาตินั้นนับเป็นเรื่องที่มีปัญหาย้อนแย้งกันอยู่ ปัญหาดังกล่าวไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นในรัฐบาลนี้แต่มีมาพักใหญ่แล้ว

จริงอยู่ การลงทุนจากต่างชาติอาจจะช่วยทำหน้าที่เป็นหัวรถจักรฉุดลากเศรษฐกิจไทยให้เติบโตในอัตราที่สูงขึ้น แต่การเติบโตทางเศรษฐกิจไม่ได้นำไปสู่การกระจายรายได้และลดความเหลื่อมล้ำโดยอัตโนมัติ กระทั่งอาจสวนทางกันในหลายๆกรณี

การที่รัฐไทยต้องลดภาษีนิติบุคคลให้กับบรรดาผู้ประกอบการในเขตเศรษฐกิจพิเศษเป็นเวลา5ปี อนุญาตให้เช่าที่ดินใช้ทรัพยากรในท้องถิ่นได้ในระยะยาว และลดเงื่อนไขอีกหลายๆอย่างให้นักลงทุนพอใจ ย่อมหมายถึงว่าผลประโยชน์สูงสุดจะต้องตกเป็นของฝ่ายทุนอย่างแน่นอน

ใช่หรือไม่ว่า สภาพดังกล่าวย่อมขัดแย้งกับนโยบายลดความเหลื่อมล้ำหรือการปรับโครงสร้างรายได้ให้เป็นธรรมมากขึ้น

พูดกันแบบตรงไปตรงมา ปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยนั้นสั่งสมตัวมาหลายทศวรรษแล้ว ยิ่งในยุคโลกาภิวัตน์ช่องว่างระหว่างรายได้ยิ่งขยายกว้างขึ้นอย่างรวดเร็ว

เดี๋ยวนี้เป็นที่ทราบกันดีว่าคนรวย10%แรกของประชากรไทยมีรายได้สูงกว่าคนจนสุด10%ล่างถึง35เท่า และคนรวย10%นี้เป็นเจ้าของทรัพย์สินของประเทศถึง79% ล่าสุดจากการจัดอันดับอภิมหาเศรษฐีของนิตยสารฟอร์บส์ ปรากฏว่ามีเศรษฐีไทยติดอันดับ500บุคคลที่รวยที่สุดในโลกถึง4คน บางคนถึงขั้นอยู่ในอันดับ100คนแรก โดยมีทรัพย์สินมากกว่า5แสนล้านบาท ส่วนประเทศไทยนั้นถูกจัดเป็นประเทศเหลื่อมล้ำอันดับ3ของโลก รองจากรัสเซียและอินเดีย

ทรัพย์สินประเภทหนึ่งที่สะท้อนความเหลื่อมล้ำในประเทศไทยได้เป็นอย่างดีคือที่ดิน ดังเราจะเห็นได้ว่าขณะที่เกษตรกร 40%ไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตัวเอง และขณะที่คนไทยมากกว่า3ใน4ไม่ได้เป็นเจ้าของที่ดินใดๆเลย นักธุรกิจบางตระกูลกลับถือครองที่ดินไว้ถึง6แสน3หมื่นไร่ โฉนดที่ดิน61% ของประเทศไทยอยู่ในมือประชากร10%ที่รวยสุด

แน่นอน ความเหลื่อมล้ำทางด้านทรัพย์สินย่อมนำไปสู่ความเหลื่อมล้ำทางด้านโอกาส โดยเฉพาะอย่างยิ่งโอกาสทางการศึกษาและทางเลือกในการประกอบอาชีพ ตลอดจนโอกาสในการปรับตัวเข้าสู่ยุคโลกาภิวัตน์ สภาพดังกล่าวทำให้การเปลี่ยนฐานะทางชนชั้นของผู้เสียเปรียบเป็นไปได้ยาก ซึ่งก็ส่งผลทำให้โครงสร้างทางชนชั้นของสังคมไทยมีลักษณะ rigid แข็งตัวและสร้างรอยแยกถาวรให้กับสังคม

"ความเหลื่อมล้ำสุดขั้วนั้นนำไปสู่ความรู้สึกไม่มั่นคงของทุกชนชั้น ด้วยเหตุดังนี้ทุกฝ่ายจึงเรียกหาอำนาจการเมืองมาดูแลตนหรือใช้มันเปลี่ยนเกมที่ตนกำลังเสียเปรียบ ซึ่งอาจจะเป็นอำนาจเผด็จการก็ได้อย่างในกรณีคนชั้นสูงและคนชั้นกลางส่วนบน หรืออาจจะเป็นอำนาจของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งก็ได้อย่างในกรณีเกษตรกรรายย่อยในชนบท"

จริงอยู่ การใช้อำนาจการเมืองมาคุ้มครองผลประโยชน์ทางชนชั้นนั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ของมนุษยชาติ แต่ในยุคโลกาภิวัตน์ความปั่นป่วนผันผวนในเรื่องนี้ได้ทวีความเข้มข้นยิ่งขึ้น ทั้งในสังคมไทย ในยุโรปและสหรัฐอเมริกา อเมริกาใต้ ตลอดจนที่อื่นๆ

19221739_1998563463706932_124886575521666795_o
กลับมาเรื่องประเทศไทย 4.0

มันอาจจะเร็วเกินไปที่จะประเมินความสำเร็จหรือล้มเหลวของนโยบายนี้ แต่ถ้าพูดกันอย่างยุติธรรม นโยบายไทยแลนด์4.0นั้นมีจุดหมายที่ดี ในการมุ่งพาประเทศไทยก้าวให้พ้นกับดักประเทศรายได้ปานกลาง ทั้งนี้โดยลดการพึ่งพาอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออก แล้วหันมาโฟกัสที่การค้าและการบริการ (Trades & Services) อาศัยเทคโนโลยีขั้นสูงเปลี่ยนกระบวนการผลิต การทำงานมาสู่ระบบดิจิทัล และอาศัยนวัตกรรมกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์เป็นแกนหลักของการสร้างรายได้

แต่ก็อีกนั่นแหละ คำถามยังคงมีอยู่ว่าคนไทยพร้อมแค่ไหนในการก้าวกระโดดไปสู่การทำงานในระบบเศรษฐกิจ4.0

ในเรื่องนี้ประเด็นความเหลื่อมล้ำยังคงเข้ามาเป็นอุปสรรคอย่างเลี่ยงไม่พ้น ถ้าเราดูตัวเลขจากผู้มีงานทำ 37.4ล้านคน แรงงานในระบบอายุ40ปีขึ้นไปมีถึง46% และสัดส่วนแรงงานในระบบ 50.5% เรียนหนังสือไม่เกินชั้นประถม ในจำนวนนี้มี1.2ล้านคนที่ไม่มีการศึกษา ในเมื่อแรงงานครึ่งหนึ่งอายุมากและมีการศึกษาน้อย การปรับตัว ยกระดับทักษะให้เป็นแรงงาน4.0 คงทำได้ยากทีเดียว

ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีความเป็นไปได้ที่อำนาจต่อรองของคนงานจะลดลงมาก เพราะการผลิต การค้าและงานบริการนับวันจะใช้แรงงานคนน้อยลง โดยมีคอมพิวเตอร์และปัญญาประดิษฐ์เข้ามาแทนที่ คนงานที่จะปรับทักษะให้สอดคล้องกับหุ่นยนต์และนวัตกรรมใหม่ๆได้ก็คงมีจำนวนน้อย จำนวนคนที่ตกงานน่าจะมีมากขึ้น กลายเป็นสินค้าล้นตลาดที่ราคาตกต่ำลง

ล่าสุด อีคอนไทย หรือสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย ได้ประเมินว่าน่าจะมีอย่างน้อย8อาชีพที่เสี่ยงตกงานเพราะเทคโนโลยี4.0

อาชีพดังกล่าวได้แก่ 1)พนักงานขายปลีกหน้าร้าน ในห้าง และพนักงานขายตรง 2)พนักงานโรงแรม 3)พนักงานที่เกี่ยวข้องกับสถาบันการเงิน 4)แรงงานในภาคอุตสาหกรรม 5)แรงงานในภาค

โลจิสติกส์ 6)บุรุษพยาบาลดูแลคนสูงวัยหรือผู้ป่วย 7)คนขับรถยนต์และรถบรรทุก และ8)คนทำงานเคาน์เตอร์เซอร์วิสในภาคธุรกิจต่างๆ

ในบรรดากลุ่มเสี่ยง กลุ่มอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้นนับว่าน่าเป็นห่วงมากที่สุด เพราะอุตสาหกรรมดังกล่าวถือครองสัดส่วน80เปอร์เซ็นต์ของมูลค่าการส่งออก แต่ส่วนใหญ่ยังอยู่ในยุค2.0-2.5 ซึ่งในสัดส่วน80เปอร์เซ็นต์นี้ มี25%ที่เปราะบางมากเพราะการปรับเปลี่ยนเทคโนโลยี

ในทางตรงกันข้ามฝ่ายผู้ประกอบการดูเหมือนจะมีความพร้อมมากกว่าในการเข้าสู่ยุค4.0 ดังจะเห็นจากการที่หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยยืนยันว่าปัจจุบันบริษัทขนาดใหญ่มีความพร้อมเข้าสู่ธุรกิจ4.0แล้ว

นโยบายของหอการค้าเองก็พร้อมผลักดันให้ผู้ประกอบการที่เป็นสมาชิกประมาณ1แสนรายทั่วประเทศเข้าสู่ธุรกิจการค้าและบริการในระดับ4.0 โดยตั้งเป้าไว้ในแผนงานปี2560-2561 ว่าจะยกระดับผู้ประกอบการในหอการค้าจำนวน5หมื่นรายให้มีศักยภาพสูงขึ้นและสร้างรายได้รวมเพิ่มขึ้น30% หรือราวๆ 2-3 หมื่นล้านบาท โดยปัจจุบันจีดีพีจากภาคการค้าและบริการคิดเป็นสัดส่วน 52 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพีประเทศ

ดังนั้น เราจะเห็นได้ว่าการใช้ทุนข้ามชาติมาช่วยฉุดลากเศรษฐกิจไทยก็ดี ความสับสนอลหม่านเรื่องแรงงานในระยะเปลี่ยนผ่านไปสู่ไทยแลนด์4.0 ก็ดี ล้วนแล้วแต่จะนำกลับมาสู่ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ซึ่งหมายถึงว่าการลดช่องว่างระหว่างรายได้ยังคงเป็นแค่ความฝันระยะไกล

19222995_1998563877040224_3879459774342036943_o
แต่ก็อีกนั่นแหละ ผมคิดว่าทางผู้บริหารชุดปัจจุบันก็คงรู้ปัญหาดีอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นรัฐราชการจึงต้องหันมาใช้ระบบสวัสดิการอ่อนๆและระบบสังคมสงเคราะห์เพื่อลดทอนแรงกดดันจากชนชั้นล่างสุด ในการนี้ รัฐบาลปัจจุบันได้เตรียมงบประมาณไว้ถึง 8หมื่นล้านบาท สำหรับการช่วยเหลือดูแลคนจนที่มาลงทะเบียนไว้14ล้านคน

นอกจากนี้ฝ่ายรัฐก็ไม่ได้อาศัยการลงทุนจากต่างชาติเป็นแรงขับเศรษฐกิจ4.0แต่อย่างเดียว หากยังคิดยุทธศาสตร์ที่เรียกว่ากลไกประชารัฐขึ้นมาเป็นเครื่องจักรใหญ่อีกตัวหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

จุดที่น่าสนใจที่สุดของนโยบายหรือกลไกประชารัฐก็คือ มันไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อการเติบโตของจีดีพีเท่านั้น หากยังมีเป้าหมายลดความเหลื่อมล้ำและกระจายรายได้ไปพร้อมๆกัน ตามนโยบายประชารัฐ รัฐราชการเสนอตัวเป็นแกนนำประสานความร่วมมือระหว่างทุนใหญ่กับธุรกิจรายย่อย หรือแม้แต่เกษตรกรในท้องถิ่นต่างๆ ทั้งนี้โดยมีเครือข่ายภาคประชาสังคมเป็นภาคีขับเคลื่อนด้วย

ด้วยเหตุดังนี้นโยบายประชารัฐจึงมีนัยทางการเมืองสูงมาก เพราะเป็นการจับมือกันระหว่างภาครัฐกับภาคประชาสังคมและภาคธุรกิจเอกชน เคลื่อนไหวลงสู่มวลชนระดับฐานรากซึ่งทับซ้อนกับฐานเสียงของนักการเมือง ถ้าเรื่องนี้ทำสำเร็จก็อาจจะส่งผลให้การเมืองภาคตัวแทนกลายเป็นโมฆะได้

พูดอีกแบบหนึ่งมันก็คือความพยายามที่จะแปรความขัดแย้งทางชนชั้น ที่หลายท่านเกลียดและกลัวมาเป็นความร่วมมือทางชนชั้นภายใต้การนำของรัฐราชการ ดังนั้นกลไกประชารัฐจึงมีกลิ่นอายของ ”ความรัก ความสามัคคีของคนในชาติ”อยู่พอสมควร แต่ในอีกด้านหนึ่งก็ทำให้อดไม่ได้ที่จะนึกถึงลัทธิ corporatism กับนิยามเรื่องรัฐของ Hegel

สิ่งที่เราไม่รู้คือนโยบายนี้มุ่งลอยแพตัดตอนนักการเมืองมาตั้งแต่แรกด้วยการทำให้พวกเขาเป็นคนนอกกระบวนการพัฒนาประเทศ หรือเป็นแค่ผลพลอยได้ของสูตรแก้ปัญหาเศรษฐกิจ แต่ที่แน่ๆคือในทางนโยบายแล้วมันถูกออกแบบมาหักล้างตอบโต้นโยบายประชานิยมโดยตรง

ดังจะเห็นได้จากคำพูดของผู้นำเครือข่ายประชาสังคมท่านหนึ่ง ซึ่งกล่าวว่า “ประชานิยมคือการเอาเงินของรัฐไปแจกชาวบ้าน นักการเมืองเอาบุญคุณ ชาวบ้านอ่อนแอเรื่อยไป ไม่หายจน ประชารัฐคือการส่งเสริมความเข้มแข็งของประชาชนคนรากหญ้าให้พ้นความยากจน มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี พึ่งตนเองได้ สามารถควบคุมนักการเมือง ทำให้เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง”

"แน่นอน เมื่อตัดเรื่องเจตนาออกไปแล้ว คำถามก็ยังคงมีอยู่ว่าการหวังให้กลุ่มทุนใหญ่เป็นผู้ขับเคลื่อนการยกระดับฐานะของธุรกิจเอสเอ็มอีและชนชั้นล่างๆจะไม่สวนทางกับธรรมชาติของระบบทุนนิยมหรอกหรือ มันเป็นไปได้หรือไม่ที่ปลาใหญ่จะไม่กินปลาเล็ก"

มันอาจจะเร็วเกินไปที่จะมีข้อสรุปแบบฟันธงในเรื่องนี้ออกมา แต่ที่น่าสนใจมากก็คือรัฐธรรมนูญฉบับ2560ไม่ได้กำหนดให้ใช้ระบบเศรษฐกิจแบบใด แต่เน้นว่าต้องเป็นระบบที่ประชาชนได้ประโยชน์อย่างทั่วถึงและยั่งยืน อันนี้ต่างจากรัฐธรรมนูญฉบับ2540ที่ยืนยันว่าประเทศไทยจะต้องยึดถือในระบบเศรษฐกิจเสรีและอาศัยกลไกตลาดเท่านั้น

เป็นไปได้หรือไม่ว่าการไม่มีบทบัญญัติดังกล่าวอาจจะทำให้รัฐสามารถเข้าไปไกล่เกลี่ยผลประโยชน์ระหว่างทุนใหญ่กับผู้ผลิตรายย่อยได้ง่ายขึ้น และบางทีอาจจะมีผลประโยชน์นอกกลไกตลาดเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

1497865260466
ท่านผู้มีเกียรติทั้งหลาย

"จากที่ผมกล่าวมาทั้งหมด ทุกท่านคงเห็นแล้วว่าเที่ยวนี้ชนชั้นนำภาครัฐไม่ได้เข้ามากุมอำนาจอย่างเฉื่อยเนือย หรือแค่รักษาผลประโยชน์เดิมๆไปวันๆ ตรงกันข้าม พวกเขาเข้ามาเปิดฉากรุกทางการเมืองอย่างเข้มข้น เป็นระบบ ถึงขั้นมี master plan ในการสถาปนาอำนาจนำของตนให้มั่นคงยั่งยืน และอยู่ได้ในยุคโลกาภิวัตน์"

พูดอีกแบบหนึ่งคือ3ปีที่ผ่านมา สถานการณ์ในเมืองไทยไม่ได้สะท้อนแค่ความขัดแย้งระหว่างชนชั้นนำเก่ากับเครือข่ายการเมืองของนายทุนบางกลุ่มเท่านั้น หากยังสะท้อนความพยายามของชนชั้นนำภาครัฐที่จะสร้างสังคมตามแนวคิดอนุรักษ์นิยมคู่ขนานไปกับการเกี่ยวร้อยกับทุนนิยมโลก มันเป็นความพยายามที่จะดำรงฐานะนำของรัฐราชการในการบริหารระบบทุนไร้พรมแดน

แต่ประเด็นมี อยู่ว่าอุดมการณ์และวาทกรรมของรัฐชาติที่เป็นแบบรัฐราชการนั้น โดยเนื้อแท้แล้วก็ไปกันไม่ได้ลัทธิเสรีนิยมใหม่ที่ขับเคลื่อนทุนไร้ชาติไร้พรมแดน หรือแม้แต่ content ของเศรษฐกิจ4.0

ด้วยเหตุดังนี้ สภาพขัดกันเองระหว่างนโยบายเศรษฐกิจที่แลไปข้างหน้ากับนโยบายทางการเมืองและสังคมที่แลไปข้างหลังของรัฐไทยจึงปรากฏให้เห็นอยู่ตลอดเวลา เช่นความขัดแย้งระหว่างการศึกษาแบบท่องจำศิโรราบกับ เศรษฐกิจที่เน้นนวัตกรรม เป็นต้น

ดังที่ศาสตราจารย์ โนม ชอมสกี้ (Noam Chomsky)ผู้โด่งดังได้ให้สัมภาษณ์สื่อเมื่อไม่นานมานี้ ลัทธิเสรีนิยมใหม่นั้นถือปัจเจกชนเป็นตัวตั้ง และใช้กลไกตลาดกร่อนสลายสังคม ชุมชน ชาติ หรือองค์รวมใดๆอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ดังนั้นจึงเป็นเรื่องน่าสนใจมากว่าในขณะที่รัฐราชการของไทยสมาทานลัทธิ neoliberal ซึ่งมีทั้งแนวคิดและการกระทำที่เป็นปรปักษ์กับ concept ผลประโยชน์แห่งชาติ รัฐนี้จะยังคงใช้วาทกรรมรัฐชาติกึ่งจารีต ขับเคลื่อนสังคมไทยให้หมุนตามศูนย์อำนาจได้แค่ไหน

กระนั้นก็ตาม เมื่อพิจารณาจากภาพรวมแล้ว สิ่งที่คสช.เสนอนับเป็นการ challenge ครั้งใหญ่ต่อนักการเมืองและพรรคการเมืองตลอดจนนักทฤษฎีฝ่ายประชาธิปไตย ซึ่งถ้าพวกเขาไม่เห็นด้วยกับผังอำนาจและแนวทางบริหารประเทศแบบ top down ก็คงต้องมีข้อเสนอแตกต่างในระดับที่ grand พอๆกันไม่ใช่พูดแค่หลักการลอยๆ

19264537_1998563570373588_5981148024753209347_o
เรียนตรงๆ ถ้าพรรคการเมืองใดคิดอะไรไม่ได้มากไปกว่าชนชั้นนำภาครัฐ หรือไม่กล้าแตะต้องลัทธิเสรีนิยมใหม่ หรือไม่กล้าคิดต่างในเรื่องใหญ่ๆ ก็ป่วยการจะมีพรรคเหล่านั้น เพราะพวกเขาจะกลายเป็นแค่กลุ่มแสวงหาอำนาจ และเป็นแค่ส่วนตกแต่งของพลังอำนาจที่ขับเคลื่อนรัฐราชการและควบคุมสังคมไทยอยู่แล้ว

แต่ก็อีกนั่นแหละ เรื่องนี้มีความเป็นไปได้อยู่ไม่น้อย เพราะพรรคการเมืองและนักการเมืองรุ่นเก่าจำนวนหนึ่งล้วนเติบโตมาจากช่วงระบอบประชาธิปไตยครึ่งใบภายใต้รัฐธรรมนูญ2521 ดังนั้นจึงคุ้นเคยกับการร่วมมือกับชนชั้นนำภาครัฐในการจัดตั้งรัฐบาลที่มีนายกฯคนนอก

ดังนั้น ฉากหนึ่งที่อาจจะเกิดขึ้นคือพรรคการเมืองจำนวนหนึ่งผนึกกำลังกันหนุนผู้นำจากกองทัพ ทั้งเพื่อกีดกันพรรคที่เคยชนะพวกเขามาในการเลือกตั้งหลายครั้งหลัง และชิงส่วนแบ่งทางอำนาจมาไว้กับตน แม้จะต้องเล่นบทพระรองก็ตาม

"การดูถูกหมิ่นหยามนักการเมืองและพรรคการเมืองนั้น เป็นสิ่งที่ชนชั้นนำภาครัฐแสดงออกอย่างเปิดเผยมาตลอดช่วงหลังรัฐประหาร ทั้งนี้เนื่องจากมันเป็นวาทกรรมหรือฐานคิดที่ใช้ลดฐานะนำของสถาบันประชาธิปไตยอย่างสภาผู้แทนราษฎรและรัฐบาลที่มาจากเลือกตั้ง"

สามปีที่ผ่านมาคณะรัฐประหารและมวลชนที่สนับสนุนมักจะใช้วาทกรรมต่อต้านคอรัปชั่นพุ่งเป้าใส่นักการเมือง ซึ่งตอนแรกก็อาจจะหมายถึงพรรครัฐบาลที่ถูกโค่น แต่ต่อมากลับออกไปในทางเหมารวมนักการเมืองทั้งหมด ทั้งๆที่ในความเป็นจริงแล้วข้าราชการ กับพ่อค้า นักธุรกิจต่างหากที่เป็นต้นแบบของระบบทุจริตในประเทศไทย และการคอรัปชั่นก็ไม่ได้หายไปไหนในช่วงการปกครองแบบอำนาจนิยม

จากการประกาศค่าดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์คอรัปชั่น โดยองค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International) เมื่อต้นปี 2560 ประเทศไทยถูกระบุว่าได้คะแนนเพียง35จาก100 ซึ่งทำให้อยู่ในอันดับที่101 จาก176 ประเทศ คะแนนดังกล่าวนับว่าต่ำกว่าเกณฑ์เฉลี่ยทั่วโลก ซึ่งอยู่ที่43 คะแนน ก่อนหน้านี้ในปี2557ประเทศไทยเคยได้คะแนน38 และอยู่ในอันดับที่85 ส่วนปี2558 ขึ้นมาเป็นอันดับที่76 แต่คะแนนยังคงอยู่ที่38เหมือนเดิม สาเหตุหนึ่งที่ทำให้คะแนนลดลงในการประเมินครั้งล่าสุด ก็เพราะมีการนำข้อมูลความเป็นประชาธิปไตยเข้ามาประกอบการพิจารณาด้วย

19222663_1998563647040247_4846083078812135060_o
อย่างไรก็ดี ประเด็นเรื่องคอรัปชั่นนี้ยังคงเป็นประเด็นการเมืองที่มีนัยสำคัญในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของประเทศไทย ดังเราจะเห็นได้จากคำถาม4ข้อเรื่องธรรมาภิบาล ซึ่งฝ่ายรัฐตั้งขึ้นและรณรงค์ให้ประชาชนช่วยกันตอบ

ใช่หรือไม่ว่าคำถามเหล่านั้นแท้จริงแล้วคือการเปิดฉากรุกทางการเมืองต่อบรรดานักการเมืองอีกระลอกหนึ่ง โดยผู้กุมอำนาจปัจจุบันช่วงชิงเป็นฝ่ายกระทำก่อนการเลือกตั้งจะเกิดขึ้น

แต่อย่าเข้าใจผิด ทั้งหมดนี้ไม่ได้เป็นแค่ความเคลื่อนไหวในระดับบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่หลายท่านอาจมองว่าต้องการสืบทอดอำนาจ หากเป็นการต่อสู้ในระดับชิงระบอบของ State Elites ที่ต้องการสถาปนาความชอบธรรมของตนและลดทอนความชอบธรรมของคู่แข่ง

ซึ่งถ้าเรามองในระดับนี้ก็จะพบว่าฝ่ายชนชั้นนำเก่ามีสำนึกและมียุทธศาสตร์ในการต่อสู้มากกว่านักการเมืองหรือพรรคการเมืองซึ่งมักมุ่งหวังชัยชนะในระดับที่แคบกว่ากันมาก แค่ชัยชนะของบุคคลหรือพรรคของตนเท่านั้น

อันที่จริงประเด็นธรรมาภิบาลตามความหมายสากลไม่ได้เป็นแค่เรื่องศีลธรรมจริยธรรมหรือเรื่องคนดีคนเลวแบบฉาบฉวย หากเป็นกระบวนการบริหารจัดการที่นำไปสู่ประสิทธิภาพที่สะอาดและปราศจากข้อกังขา กระบวนการดังกล่าวประกอบด้วยหลักนิติธรรม หลักความโปร่งใส หลักกระจายอำนาจ หลักการมีส่วนร่วม และหลักฉันทามติ เป็นสำคัญ

ดังนั้นถ้ากล่าวในเชิง concept ล้วนๆ ระบอบประชาธิปไตยย่อมสร้างรัฐบาลที่มีธรรมาภิบาลได้ง่ายกว่าระบอบอำนาจนิยมอยู่แล้ว

อย่างไรก็ดี ไม่ทราบเป็นเพราะมีแผลกันอยู่บ้างหรือมีเหตุผลใด บรรดานักการเมืองจึงไม่ได้ออกมาโต้แย้งในเรื่องนี้อย่างจริงจัง จะมีท้วงติงบ้างก็แค่เป็นรายบุคคล

ในสายตาของผม โอกาสเดียวที่พรรคการเมืองจะต่อรองกับพรรคราชการได้ คือต้องร่วมมือกันเองอย่างเหนียวแน่น และตอบคำท้าของชนชั้นนำภาครัฐในทุกประเด็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะต้องตอบคำท้าใหญ่ด้วยยุทธศาสตร์การพัฒนาและการปฏิรูปตามครรลองประชาธิปไตย ที่พิสูจน์ได้ว่าเหนือกว่า ดีกว่า เป็นจริงและเป็นธรรมมากกว่า

ดังนั้นการเมืองในยุคไทยแลนด์4.0 จึงมีแนวโน้มที่จะไปได้ทั้งสองทาง คือทางแรกนักการเมืองเล่นบทหางเครื่อง คอยผัดหน้าทาแป้งให้กับชนชั้นนำภาครัฐที่จะกุมอำนาจต่อในฐานะรัฐบาลประชาธิปไตย กลายเป็นการเมืองแบบที่ท่านอาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์เรียกว่าระบอบ”เกี้ยเซี้ย” หรือ”เกี้ยซิยาธิปไตย”

ทางที่สอง พรรคการเมืองส่วนใหญ่ผนึกกำลังกันทำหน้าที่ฝ่ายค้านที่สร้างสรรค์ โดยมีข้อเสนอแนะหรือข้อโต้แย้งเชิงนโยบายที่แตกต่างจากแนวคิดของฝ่ายอนุรักษ์นิยม อันนี้ถ้าเกิดขึ้นจริงก็จะเป็นปรากฏการณ์ที่เร้าใจยิ่ง และเป็นการสมทบส่วนที่สำคัญให้กับพัฒนาการทางการเมืองในประเทศของเรา

กล่าวสำหรับภาคประชาชนโดยทั่วไป ฐานะของพวกเขาจะเป็นเช่นใดภายใต้เงื่อนไขไทยแลนด์4.0 และกลไกประชารัฐ ตลอดจนบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญปัจจุบัน?

อันดับแรก ถ้าพูดเฉพาะเรื่องเลือกตั้ง เสียงของพวกเขาคงจะมีน้ำหนักลดลง ทั้งนี้เพราะระบบเลือกตั้งใหม่และอำนาจของวุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้งจะทำให้ไม่มีพรรคการเมืองไหนตั้งรัฐบาลได้โดยพรรคเดียว และเมื่อเป็นเช่นนั้นทางเลือกในระดับนโยบายของผู้ลงคะแนนเลือกตั้งก็ดูจะหายไปด้วย

จะว่าไปแม้แต่ในเรื่องนี้ ชนชั้นนำภาครัฐและมวลชนห้อมล้อมก็ได้ขับเคลื่อนวาทกรรมดักหน้าไว้แล้วว่าการเลือกตั้งไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุดในระบอบประชาธิปไตย วาทกรรมดังกล่าวใช้ประโยชน์ได้ถึงสองทาง คือด้านหนึ่งลดทอนเครดิตของการเมืองแบบเลือกตั้ง ขณะเดียวก็คล้ายว่าจะหันเหความสนใจของประชาชนจากประเด็นที่เสียงของพวกเขามีน้ำหนักน้อยลง

กระนั้นก็ตาม ที่ผ่านมาเสียงของประชาชนเคยมีน้ำหนักมาก ในการจัดตั้งรัฐบาลและเลือกนโยบายที่พวกเขาพอใจ คนเหล่านี้ถูกทำให้เงียบสนิทมาตลอดระยะเวลาสามปี ถึงวันนี้ก็ยังไม่มีใครรู้ชัดว่าพวกเขาคิดอย่างไร และจะแสดงออกทางการเมืองแบบไหน เมื่อมีการเลือกตั้งครั้งต่อไป

ทุกท่านคงนึกออกว่าในอดีต ชาวนาไทยเคยเจอสภาพที่ถูกทอดทิ้งให้จมปลักอยู่กับความเสียเปรียบ และไม่ถูกนับในทางการเมืองอยู่เป็นเวลานาน ด้วยเหตุนี้ เมื่อพรรคการเมืองหนึ่ง เข้ามาเสนอแนวทางประชานิยมหนุนช่วยพวกเขาในเรื่องหนี้สินและราคาผลผลิต บรรดาเกษตรกรจึงหันมาสนับสนุนพรรคนี้อย่างท่วมท้น และกลายเป็นพวกที่ตื่นตัวทางการเมืองแบบฉับพลัน

ก็น่าสนใจว่าเมื่อแนวทางประชานิยมถูกปิดกั้น ชะตากรรมของพวกเขาจะเป็นเช่นใด

ก่อนหน้ารัฐประหาร2557 แวดวงวิชาการเคยพูดถึงประเด็นการเกิดขึ้นของคนชั้นกลางใหม่ในต่างจังหวัดซึ่งส่วนใหญ่แล้วคือเกษตรกรรายย่อย ปัจจุบันคนชั้นนี้คือเป้าหมายหลักที่นโยบายประชารัฐต้องการช่วงชิงมาเป็นภาคี ดังนั้นจึงน่าสนใจมากว่าจากนี้ไป กลไกของฝ่ายอนุรักษ์จะสลายความเจ็บช้ำน้ำใจของชาวนาเสื้อแดงได้หรือไม่ และในการเลือกตั้งครั้งหน้าฐานมวลชนกลุ่มนี้จะย้ายค่ายหรือไม่

อันดับต่อมา พ้นจากการเมืองภาคตัวแทนและการเลือกตั้งแล้ว การเมืองภาคประชาชนเล่าจะมีสภาพเป็นเช่นใดภายใต้กฎกติกาการเมืองชุดล่าสุด พื้นที่สำหรับการเมืองภาคประชาชนยังมีเหลือหรือมีเพิ่มขึ้นมากน้อยแค่ไหน?

เรื่องนี้ถ้าพูดกันตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแล้ว เราอาจจะมองโลกในแง่ดีได้ เพราะรัฐธรรมนูญฉบับ2560 ยังคงยืนยันเรื่องสิทธิเสรีภาพของประชาชนในด้านต่างๆไว้โดยละเอียด ในหมวด3 ตั้งแต่มาตรา25ถึงมาตรา49 อีกทั้งยังมีมาตรา77ซึ่งกำหนดให้รัฐต้องจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นผู้ที่เกี่ยวข้องในการตรากฎหมายแต่ละฉบับ และมาตรา133 ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าชื่อกันไม่น้อยกว่าหนึ่งหมื่นคนเพื่อเสนอร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสิทธิเสรีเสรีภาพได้

อย่างไรก็ตาม คำมั่นสัญญาในรัฐธรรมนูญฉบับ2560 เรื่องความเสมอภาค ความเป็นธรรม หรือสิทธิเสรีภาพของประชาชนนั้น ดูจะมีเงื่อนไขมากเหลือเกิน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เงื่อนไขในด้านความมั่นคง ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีงาม ซึ่งเอื้อต่อการตีความแบบครอบจักรวาล ยังไม่ต้องเอ่ยถึงว่าทุกอย่างต้องอยู่ภายใต้กรอบที่กฎหมายเล็กกฎหมายน้อยกำหนดไว้ กฎหมายในเมืองไทยมีถึงกว่า1แสนฉบับ ก็ไม่ทราบเหมือนกันว่ามีกี่ฉบับที่ลดทอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน

นอกจากนี้แล้ว สิทธิเสรีภาพของชาวบ้านย่อมขัดแย้งกันในระดับประสานงากับความเป็นจริงทางเศรษฐกิจสังคมในประเทศไทย ซึ่งสรุปได้ด้วยคำสองคำคือ เหลื่อมล้ำและ อยุติธรรม

ดังนั้นลำพังมีกฎหมายคุ้มครองก็ไม่ได้หมายความว่าช่องว่างตรงนี้จะหดแคบลงโดยพลัน เรามีตัวอย่างมากมายที่สิทธิชุมชนถูกละเมิดโดยทุนใหญ่หรือไม่ก็โครงการของรัฐเอง อีกทั้งตัวบุคคลที่เป็นผู้นำชาวบ้านจำนวนไม่น้อย ก็สูญหายไปอย่างไร้ร่องรอย

พูดอย่างถึงสุดแล้ว ถ้าเราเข้าใจว่าการเมืองภาคประชาชนนั้นมักจะเป็นเรื่องปากท้องและฐานทรัพยากรของชุมชน เราก็คงมองเห็นว่านโยบายสร้างเขตเศรษฐกิจพิเศษก็ดี นโยบายไทยแลนด์4.0 สามารถนำไปสู่ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อเรื้อรังได้ อย่างเช่นในกรณีท่าเรือน้ำลึกที่ปากบารา ปัญหาที่ดินทำกินที่แม่สอด และกรณีโรงไฟฟ้าถ่านหินที่จังหวัดกระบี่เป็นต้น

แม้ว่านโยบายประชารัฐ โดยกองทุนหมู่บ้าน จะมีโครงการเปิดร้านค้าชุมชนถึง2หมื่นแห่ง และตลาดประชารัฐอีกราว1,300แห่ง แต่ถ้าท้องถิ่นยังคงเต็มไปด้วยปัญหาที่ดินทำกินและปัญหาถูกรุกล้ำฐานทรัพยากร การพัฒนาเศรษฐกิจรากหญ้าในแนวนี้ก็คงไม่สงบราบรื่นเท่าใด

"แน่นอน ในยุคไทยแลนด์4.0 ภาคประชาชนเองก็อาศัยเทคโนโลยีการสื่อสารปรับตัวเข้าสู่ยุคดิจิทัลเหมือนกัน ในระยะหลังๆพวกเขาได้ใช้เครือข่ายโซเชียลมีเดีย และสื่อออนไลน์ต่างๆมาสนับสนุนการต่อสู้ของตน ตั้งแต่การปกป้องลำน้ำในหมู่บ้านเล็กๆ ไปจนถึงการคัดค้านโครงการใหญ่ของฝ่ายรัฐและฝ่ายทุน ความก้าวหน้าดังกล่าวทำให้”การเมืองข้างถนน” กลายเป็นการเมืองคีย์บอร์ดมากขึ้นเรื่อยๆ"

บางทีอาจจะเพราะเหตุนี้บวกกับสภาพการชุมนุมล้นเกินก่อนเดือนพฤษภาคม2557 ตลอดจนความรู้สึก insecure อ่อนไหวในเรื่องอุดมการณ์ของรัฐ ชนชั้นนำที่กุมอำนาจจึงต้องการจำกัดขอบเขตของประชาธิปไตยทางตรงไปพร้อมๆกับประชาธิปไตยแบบตัวแทน

กล่าวคือนอกจากกลไกควบคุมนักการเมืองตามรัฐธรรมนูญใหม่แล้ว ยังมีกลไกอีกหลายอย่างที่รัฐราชการใช้ควบคุมการเคลื่อนไหวทางการเมืองของภาคประชาชน เช่น พรบ.การชุมนุมสาธารณะ พรบ.คอมพิวเตอร์ ยังไม่ต้องเอ่ยถึงร่างพรบ.ความมั่นคงไซเบอร์ กับร่างพรบ.คุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน ที่ฝ่ายรัฐกำลังผลักดันอยู่

อันนี้ไม่ทราบจะตรงกับที่นักวิชาการบางท่านเรียกว่าเป็นสภาวะ Deep State หรือ”รัฐพันลึก”ได้หรือไม่ กล่าวคือจะมีเลือกตั้งหรือมีรูปแบบภายนอกที่เป็นประชาธิปไตยก็มีไป แต่เบื้องลึกแล้วรัฐยังคงควบคุมสังคมโดยผ่านสารพัดกลไก

ต่อไป กลุ่มสุดท้ายที่ผมอยากจะเอ่ยถึงด้วยความเกรงใจ คือปัญญาชนและนักวิชาการ ชนกลุ่มนี้มีศักยภาพทางการเมืองสูงมาตั้งแต่สมัยโบราณ เพียงแต่วิวัฒน์จากนักปราชญ์ราชบัณฑิต ปุโรหิต สมณะมาเป็นผศ. รศ. คอลัมนิสต์ หรือนักวิชาการอิสระเท่านั้นเอง

เท่าที่ผมสังเกตเห็น ซึ่งอาจจะเป็นการมองผิดไปก็ได้ ผมรู้สึกว่าปัญญาชนที่ถือตนว่าเป็นฝ่ายประชาธิปไตยนั้นไม่ค่อย connect กับการเคลื่อนไหวของภาคประชาชนเท่าใด ส่วนใหญ่พอใจอยู่กับการออกความเห็นใน Facebook กระทั่งบางส่วนออกจะรังเกียจการเมืองภาคประชาชน โดยเห็นว่าแกนนำบางคนเคยต่อต้านรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง

สำหรับเรื่องนี้ผมเองค่อนข้างรู้สึกประหลาดใจ ทั้งนี้เพราะสมัยทศวรรษ1960 และทศวรรษ1970 บรรดานักศึกษา ปัญญาชน และนักวิชาการพากันเข้าหาประชาชนจนไม่เป็นอันอยู่ในห้องเรียน ครั้นเติบโตมีประสบการณ์มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งประสบการณ์ในการพ่ายแพ้ ก็ได้เรียนรู้เพิ่มเติมว่าดุลกำลังเปรียบเทียบทางการเมืองนั้นเลื่อนไหลแปรเปลี่ยนไปมาอยู่ตลอดเวลา ขึ้นอยู่ว่าสังคมกำลังมีปัญหาอะไรใครก็ตามที่ไม่รู้จักเกี่ยวร้อยกับพลังที่เป็นคุณในแต่ละช่วงสถานการณ์ ผู้นั้นย่อมโดดเดี่ยวอย่างแน่นอน

การเมืองเป็นเรื่องของฉันทามติ นักเคลื่อนไหวทางการเมืองจึงต้องหาทางเอา10สู้หนึ่งเสมอ เพื่อให้คนส่วนใหญ่อยู่ข้างเดียวกับตน ไม่ใช่เอาหนึ่งสู้10แล้วนั่งภูมิใจอยู่ท่ามกลางความพ่ายแพ้

แต่ก็อีกนั่นแหละ ผมสงสัยว่าปัญญาชนรุ่นลูกรุ่นหลานคงไม่ได้คิดอะไรในแนวนี้อีกแล้ว และสำหรับหลายคน เสรีภาพในการแสดงความเห็น ซึ่งอาจจะเป็นความคิดก็ได้ หรือโดยไร้ความคิดก็ได้ นับเป็นจุดหมายสูงสุดในตัวของมันเอง

มันเป็นไปได้หรือไม่ว่าลัทธิ neoliberalism นั้นซึมลึกเข้ามาอยู่ในสังคมไทยมากกว่าที่เราคิด แม้แต่ในหมู่ปัญญาชนที่ถือตนว่าหัวก้าวหน้า หรือปัญญาชนประชาธิปไตย แนวคิดเรื่องปัจเจกชนนิยมสุดขั้วยังเข้ามาครอบงำอย่างหนาแน่น

ระบบ Facebook ก่อให้เกิดสภาพหนึ่งคนหนึ่งสำนัก และเมื่อเกิดหลายสำนักสิ่งที่หายไปคือสำนึกโดยเฉพาะสำนึกเรื่ององค์รวม หลายท่านให้ความสำคัญกับเสรีภาพส่วนตัวในการแสดงความคิดเห็น มากกว่าการผนึกกำลังกันเป็นกลุ่มก้อนขบวนการ บางท่านใช้เวลาไปในการวิพากษ์ โต้แย้ง หรือเสียดสี ตรวจสอบคุณสมบัติของปัญญาชนด้วยกัน มากกว่าจะสร้างขบวนทางปัญญาทีมีพลัง

และถ้าจะให้พูดตรงๆ ยกเว้นนักวิชาการอาวุโสที่เป็นผู้นำทางความคิดกับนักศึกษากลุ่มเล็กๆในท้องถิ่นแล้ว "ผมเห็นว่าปัญญาชนจำนวนมากเกินไป แทบจะไม่พยายามเข้าไปเกี่ยวร้อยกับทุกข์ร้อนรูปธรรมของประชาชนหมู่เหล่าต่างๆเลย ด้วยเหตุดังนี้ พวกเขาจึงยังไม่สามารถทำให้ความเห็นของตน matter ในสังคมไทย ศักยภาพทางการเมืองของพวกเขายังคงเป็นแค่ศักยภาพที่ซ่อนอยู่ในโลกเสมือนจริง แต่ยังไม่ใช่พลังในโลกแห่งความจริง"

1497865260466
ท่านผู้มีเกียรติทั้งหลายครับ

ผมหวังว่าสิ่งที่พูดมาทั้งหมดนี้คงจะไม่ใช่การมองโลกเชิงลบมากเกินไป ผมเพียงแต่ชวนท่านมามองความเป็นจริงโดยไม่หลบตา เพราะมีแต่มอบตัวให้กับความจริงเท่านั้น เราจึงจะสามารถแก้ไขปัญหาต่างๆได้ตรงตามเงื่อนไขเหตุปัจจัยที่ทำให้มันเกิดขึ้น

เนื่องจากได้รับเชิญมาพูดในงานของศูนย์วิจัย ดิเรก ชัยนาม ผมก็ได้แต่หวังว่าแง่คิดที่นำมาเสนอ จะมีส่วนจุดประเด็นให้ท่านไปทำวิจัยต่อได้บ้าง ไม่มากก็น้อย สถานการณ์ที่เรากำลังเผชิญอยู่ยังขาดองค์ความรู้มาประกอบการพิจารณาเป็นอย่างมาก ส่วนตัวผมเองก็ทำได้แค่ตั้งข้อสังเกตผ่านสายตาชายชรา

นับจากพ.ศ.2475มาถึงวันนี้ เราคงต้องยอมรับว่าเส้นทางวิวัฒนาการทางการเมืองของไทยไม่ใช่เส้นตรง หากยักเยื้องแบบ dialectical หรือเป็นลักษณะวิภาษ หลายปีที่ผ่านมาการเมืองการปกครองไทยแปรเปลี่ยนไปตามความขัดแย้งระหว่างพลังอำนาจนิยมกับพลังประชาธิปไตย ซึ่งด้านหลักเป็นความขัดแย้งระหว่างชนชั้นนำเก่าจากภาครัฐกับชนชั้นนำใหม่จากนอกระบบราชการ ทั้งนี้โดยมีประชาชนหลายชั้นชนเป็นตัวแปรสำคัญ

แต่ในกระบวนการคลี่คลายของความขัดแย้งทุกรอบ ก็ยังมีความขัดแย้งอื่นๆเข้ามาแทรก เช่นความขัดแย้งระหว่างพรรครัฐบาลกับพรรคฝ่ายค้าน ความขัดแย้งระหว่างคนชั้นกลางเก่ากับคนชั้นกลางใหม่ หรือความขัดแย้งระหว่างนายทุนกับคนงาน ความขัดแย้งระหว่างชาวชนบทกับคนเมืองหลวง กระทั่งความขัดแย้งในหมู่ชนชั้นปกครองและในหมู่ประชาชนด้วยกัน

ความขัดแย้งที่ทาบซ้อนกันเหล่านี้ เป็นแหล่งที่มาของการจัดกำลังเผชิญหน้ากันในยามที่สถานการณ์ดำเนินมาถึงช่วงวิกฤต ซึ่งฝ่ายไหนมีดุลกำลังเปรียบเทียบที่เหนือกว่าและมีแนวทางการต่อสู้ที่สอดคล้องกับความเป็นจริงเฉพาะหน้ามากกว่า ฝ่ายนั้นก็ชนะไป

ปัญหาใหญ่ของบ้านเราคือมักตกค้างอยู่ในภาวะ antithesis นานเกินไป จนหา synthesis ไม่เจอ

ในวันนี้ ชนชั้นนำภาครัฐได้กลับมาสถาปนาอำนาจนำของตนและฟื้นบทบาทของรัฐราชการในยุคโลกาภิวัตน์ได้สำเร็จ แต่สภาพดังกล่าวจะยั่งยืนแค่ไหนคงไม่มีใครตอบได้อย่างมั่นใจ

การที่รัฐธรรมนูญ60 จัดผังอำนาจโดยขยายบทบาทของข้าราชการทั้งทหารและพลเรือนไว้มาก อันนี้เท่ากับนำระบบราชการเข้ามาซ้อนทับและครอบงำปริมณฑลทางการเมือง ซึ่งในด้านหนึ่งนับเป็นการลดทอนบทบาทของประชาชนในกระบวนการคัดสรรและควบคุมผู้กุมอำนาจ แต่ในอีกในด้านหนึ่งย่อมจะทำให้ภาคราชการมีการเมืองมากขึ้น ข้าราชการระดับสูงกลายเป็นนักการเมืองไปโดยปริยาย ยังไม่ต้องเอ่ยถึงว่าระบบวุฒิสภาแต่งตั้งจะยิ่งทำให้นักการเมืองนอกระบบผุดขึ้นเต็มไปหมด

แน่นอน ที่ไหนมีการเมืองที่นั่นก็มีการแข่งขันชิงอำนาจ ที่นั่นก็มีความขัดแย้ง และความขัดแย้งในหมู่ผู้ปกครองก็เคยนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองมาหลายครั้ง

ผมรบกวนเวลาของท่านทั้งหลายมามากแล้ว ขอขอบคุณที่ให้เกียรติรับฟัง

ภาพ : Backpack Journalist