Ridesharing ทางออกของเมืองที่รอการคิดใหม่ 

01 มี.ค. 2562 เวลา 10:48 น. 6

ช่วงหลายอาทิตย์ที่ผ่านมา หลายคนคงออกจากบ้านไม่ได้ ถ้าไม่หาหน้ากากอนามัยมาใส่เสียก่อน ส่วนคนที่ไม่อยากใส่หรือหาใช้ไม่ได้ ก็คงได้แต่กังวลถึงสุขภาพตัวเอง เพราะถ้าถามว่าฝุ่น PM 2.5 มาจากไหน ก็คือมาจากท่อไอเสียรถยนต์จากการจราจรที่หนาแน่นเป็นหลัก จริงๆ วิกฤติฝุ่น PM 2.5 ค่อนข้างเป็นดัชนี ชี้วัดว่าเราทุกคนควรต้องมีการปรับ ตัวและเปลี่ยนแปลงในหลายๆ เรื่อง และประเด็นหนึ่งที่น่าพูดถึงก็คือ การ ใช้ธุรกิจรถร่วมโดยสาร (Ridesharing) เป็นทางออกสำหรับเมืองไทย นับวันก็จะยิ่งได้รับความนิยมมากขึ้นทุกวันจากจำนวนผู้ให้บริการและผู้ใช้บริการที่มากขึ้น และยังสามารถเข้ามาแก้ไขหลากปัญหาของเมืองใหญ่ที่กำลังเติบโตแบบไม่หยุดยั้งในหลายๆ ด้าน

Ridesharing เป็นโอกาสในการสร้างเมืองที่ฉลาดขึ้น (Smart Cities)

ในความเป็นจริงแล้ว โครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งที่มีอยู่เดิมของแต่ละเมืองในภูมิภาคเอเชียนั้น ไม่สามารถรอง รับความต้องการด้านการขนส่งได้ เนื่องจากความเจริญที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ได้มาควบคู่กับความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้นและความแออัดอย่างรุนแรง ดังนั้น การแก้ไขปัญหา ในระยะยาวคงต้องมีการลงทุนอย่างมากในโครงสร้างพื้นฐานใหม่ แต่ในอีกทาง เมืองต่างๆ ก็ต้องปรับปรุงประสิทธิภาพของโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่เดิม ซึ่งมีผลต่อการควบ คุมความต้องการของผู้คน ในการถือครองยานพาหนะส่วนตัว เพราะถ้าดูจากสถิติ ถึงแม้ประชาชนในเอเชีย 72% วางแผนที่จะซื้อยานพาหนะของตัวเองในอีก 5 ปีข้างหน้า แต่ 81%-90% ก็ยินดีที่จะละทิ้งการเป็นเจ้า ของรถยนต์ส่วนตัว หากพวกเขาสามารถเข้าถึงทางเลือก การขนส่ง ที่น่าเชื่อถือและราคาไม่แพงได้ 

 

Ridesharing  ทางออกของเมืองที่รอการคิดใหม่ 

เทคโนโลยีใหม่หมายถึงการนำเอากฎเก่ามาคิดใหม่

ในปัจจุบัน ผู้คนหลายล้าน คนในหลายประเทศทั่วเอเชียใช้บริการ Ridesharing และประเทศเหล่านี้ เล็งเห็นประโยชน์ของการตั้งกฎระเบียบที่จะเข้ามาดูแล เนื่อง จากมีความสำคัญต่อการคุ้มครอง ผู้บริโภค เพิ่มความมั่นใจแก่อุตสาห กรรมทางด้านเทคโนโลยี และแสดง ออกในความตระหนักถึง “การแบ่ง ปันความคล่องตัว (Shared Mobility)” อย่างไรก็ตาม บริการ Ridesharing นั้น มีความแตกต่างจากการเดินทางโดยรถสาธารณะแบบดั้งเดิม จึงมีความจำเป็นที่ต้องใช้กฎที่แตกต่างออกไปหรือปรับปรุงให้มีความทันสมัยขึ้น เช่น เดิม ผู้โดยสารต้องเดินออกมาข้างถนน เพื่อมองหา รถแท็กซี่ และโบกเรียก แจ้งสถานที่ที่ต้องการไป แต่ไม่สามารถรู้ค่าโดยสารล่วงหน้าได้ จึงต้องกำหนดลักษณะภายนอกของรถที่ให้บริการ ให้มีความชัด เจนและติดตั้งอุปกรณ์ส่วนควบต่างๆ ในขณะที่ Ridesharing มุ่งเน้นไปที่การนำเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่สามารถพัฒนาได้อย่างไม่มีขีดจำกัด มาสร้างมาตรฐานใหม่สำหรับการเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความปลอดภัย ความสะดวกสบาย ความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้โดยสารและผู้ขับขี่ที่เปลี่ยนไปตามยุคสมัย

Ridesharing เอื้อประโยชน์เหล่านี้ผ่านการนำเทคโนโลยีมาใช้

ด้วยการนำเทคโนโลยี Ridesharing มาใช้ ผู้ขับขี่และผู้โดยสารสามารถตรวจสอบอัตลักษณ์ของอีกฝ่ายและทราบค่าโดยสารล่วงหน้า นอกจากนี้ระบบประเมินความพึงพอใจในการรับและให้บริการ พร้อมข้อเสนอแนะผ่านระบบดิจิทัลจะช่วยให้มั่นใจได้ว่าเมืองสามารถยกระดับคุณภาพการบริการ เดินทางขนส่งที่ตรงตามความคาดหวังของชุมชน ยิ่งไปกว่านั้น เทคโนโลยีการจับคู่ที่ชาญ ฉลาดควบคู่ ไปกับรูปแบบการชำระ ค่าโดยสารที่ยืดหยุ่น จะเข้ามาช่วย ให้มั่นใจว่า ยานพาหนะอยู่บนท้อง ถนน เฉพาะเมื่อจำเป็นเท่านั้น อย่างไร ก็ตาม กฎระเบียบยังควรต้องพิจารณา ถึงวิธีการในการบริหาร ความเสี่ยงด้วยเช่นกัน เพราะกฎระเบียบที่เกี่ยว ข้องที่ล้าสมัย จะทำให้การให้บริการ Ridesharing ที่มีประโยชน์นั้นไม่สามารถใช้ได้สำหรับบุคคลทั่วไป ที่ต้องการจะแบ่งปันการเดินทางในยานพาหนะ ส่วนตัวของพวกเขาเอง

 

Ridesharing สามารถช่วยลดจำนวนยานพาหนะบนถนนได้อย่างมีนัยสำคัญ

การให้บริการ Ridesharing เป็นตัวเลือกที่ดีในการเดินทางที่จะช่วยลดปัญหาความแออัดบนท้องถนน อันเป็นสาเหตุของการจราจรที่ติดขัดและการเกิดมลพิษที่หนาแน่น ตัวอย่างสถิติที่เห็นคือ รถที่ให้บริการ Ridesharing 1 คัน จะสามารถรับงานโดยเฉลี่ยได้ 8 เที่ยวต่อวัน แปลว่ารถคันดังกล่าว จะสามารถช่วยรองรับผู้ร่วมโดยสารได้อย่างตํ่า 8 คนในแต่ละวัน ซึ่งเท่ากับการลดจำนวนรถยนต์บนท้องถนนได้ 3 คันเป็นอย่างน้อย จากการที่ผู้ขับขี่ไม่จำเป็นต้องขับรถออกมาที่มีตนเอง เป็นคนนั่งในรถเพียงคนเดียว จากข้อมูลของ Grab ซึ่งเป็นแอพพลิเคชันการให้บริการ Ridesharing ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สามารถช่วยลด การปล่อยก๊าซคาร์บอนฯเกือบ 3.2 ล้านกิโลกรัมในทุกปี ซึ่งเทียบเท่า กับการลดก๊าซที่เกิดจากการเผาไหม้ถ่านหินจำนวน 1,532,598 กิโลกรัม หรือเทียบเท่ากับการลด ปริมาณก๊าซคาร์บอนฯที่ปล่อยจากรถจำนวน 1,021 คันเลยทีเดียว

จะเห็นได้ว่า การพัฒนากฎใหม่จะช่วยปรับปรุงทางเลือกในการเดินทางและขนส่งสำหรับ ประชาชนและภาคธุรกิจ ลดปัญหามลพิษทางอากาศ อีกทั้งเปิดโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ๆ พร้อม สนับสนุนการพัฒนาระบบการขนส่งแบบ “Shared Mobility” ในเมืองของเราได้ สำหรับในตอนต่อไปเราจะมาพูดคุยเกี่ยวกับประโยชน์ที่ผู้ใช้บริการ ไม่ว่าจะเป็นคนนั่ง ผู้ขับขี่ และนักท่องเที่ยว จะได้รับจากการพัฒนากฎระเบียบในเรื่อง Ridesharing และการอนุญาตให้นำรถยนต์ส่วนบุคคลมาให้บริการ ในรูปแบบรถร่วมโดยสารได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายในประเทศไทย 

คอลัมน์ หน้า 11 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ | ฉบับ 3449 ระหว่างวันที่ 3 - 6 มีนาคม 2562

 

Ridesharing  ทางออกของเมืองที่รอการคิดใหม่ 

 

แท็กที่เกี่ยวข้อง