รัฐบาลเป็ดง่อย หาช่องรอดทางกฎหมาย

14 ต.ค. 2564 เวลา 0:09 น. 1.5k

รัฐบาลเป็ดง่อย หาช่องรอดทางกฎหมาย : รายงาน หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 3,722 หน้า 12 วันที่ 14 - 16 ตุลาคม 2564

น่าแปลกใจมั้ยว่าทำไมเรื่องที่รัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา บอกว่าเป็นเรื่อง “เร่งด่วน” แต่ดูเหมือน “ไม่เร่งด่วน” เสียแล้ว    

 

โดยเฉพาะพ.ร.ก.โรคติดต่อ ที่ผ่านมติ ครม. ไปเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2564 แต่จนกระทั้งบัดนี้ “พ.ร.ก.โรคติดต่อ” ดังกล่าว ก็ยังไม่เห็นมีการดำเนินต่อเพื่อให้เป็นกฎหมายออกมาคับใช้แต่อย่างใด

 

ในที่ประชุม ครม.วันนั้น ครม. ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เป็นประธาน มีมติเห็นชอบวาระสำคัญของรัฐบาล ยกร่างพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 พ.ศ. … (พ.ร.ก.โรคติดต่อ) ตามที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเสนอมีสาระสำคัญเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 ให้เป็นร่างพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 พ.ศ. ...

 

ทั้งนี้เพื่อกำหนดให้มีมาตรการที่จำเป็นและมีประสิทธิภาพในการป้องกัน ระงับ ควบคุม หรือขจัดโรคติดต่อที่มีการระบาดในกรณีปกติและในกรณีที่มีความรุนแรงให้ยุติหรือบรรเทาลงโดยเร็ว และเพิ่มหมวดเกี่ยวกับการจัดการสถานการณ์ฉุกเฉินด้านสาธารณสุข เพื่อแยกการจัดการกรณีโรคติดต่อในสถานการณ์ปกติออกจากโรคติดต่ออันตรายร้ายแรงที่มีลักษณะของการเป็นโรคอุบัติใหม่หรือโรคติดต่ออุบัติซํ้า ซึ่งต่อไปจะได้ไม่ต้องประกาศใช้พระราชกำหนดบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน (พ.ร.ก.ฉุกเฉิน)

 

 

ในส่วนบทบัญญัติคุ้มครองบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข ร่างพ.ร.ก.ดังกล่าว กำหนดให้ยกเว้นความรับผิดให้แก่เจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อและเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือบุคคลใด ซึ่งได้รับมอบหมายหรือได้รับการร้องขอให้ช่วยเหลือเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อ “ที่ปฏิบัติหน้าที่ในสถานการณ์ฉุกเฉินด้านสาธารณสุข” เช่นเดียวกับในกรณีสถานการณ์ฉุกเฉินด้านสาธารณสุข (ครอบคลุมไปถึง ผู้ช่วย อสม. พนักงานกู้ภัย) นับตั้งแต่วันที่ได้มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร คือ วันที่ 26 มีนาคม 2563

 

ส่อพลิกพรก.เป็นพรบ.

 

เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2564 ที่ผ่านมา มือกฎหมายของรัฐบาล อย่าง นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีออกมาให้สัมภาษณ์ถึงพ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติมพ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ. 2558 ว่า ขณะนี้ยังไม่ได้ทูลเกล้าฯ ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะเอาเป็นพระราชบัญญัติหรือไม่ เพราะถ้าเสนอเป็นพระราชบัญญัติก็รอให้สภาเปิดและเสนอเข้าเป็น พ.ร.บ.ปฏิรูปเข้าสอง สภาพิจารณาร่วมกัน

 

รัฐบาลเป็ดง่อย หาช่องรอดทางกฎหมาย

 

เมื่อถูกถามว่าไม่ได้รีบร้อนอะไรใช่หรือไม่ นายวิษณุ ตอบว่า “ก็รีบเหมือนกัน แต่ขณะนี้ไม่มีประชุมสภา มันสามารถแก้ปัญหาไปได้ด้วยพระราชบัญญัติ และอีกประการหนึ่งถ้าออกเป็นพระราชกำหนดเร็วไป ซึ่งในรัฐธรรมนูญระบุว่า การออกพระราชกำหนด หากอยู่ในระหว่างปิดสมัยประชุมให้เรียกประชุมสมัยวิสามัญ ดังนั้น ไม่ต้องรีบอะไร เห็นไหม ไม่เห็นมีอะไรเดือดร้อน หรือเร่งรีบสักเรื่อง ประกาศฉุกเฉินก็ยาวไปจนถึงเดือนพฤศจิกายนอยู่แล้ว”

 

หาช่องใช้ส.ว.โหวต ก.ม.

 

ถัดมาวันที่ 8 ตุลาคม 2564 นายวิษณุ ให้สัมภาษณ์อีกครั้ง พ.ร.ก. โรคติดต่อ ว่า ยังตัดสินใจอยู่ว่าจะเป็นพ.ร.ก.หรือเป็น พ.ร.บ. ถ้าเป็นพ.ร.บ.ก็จะเสนอต่อสภา แต่ด้วยเหตุที่เป็นพ.ร.บ.ในเชิงปฏิรูปก็จะเสนอต่อที่ประชุมร่วมกันสองสภา 

 

“ขณะนี้ยังติดสินใจอะไรไม่ได้เพราะถามว่าด่วนไหม ความจริงด่วนนะ แต่ถ้าออกเป็นพ.ร.ก.ในเวลานี้ ผมได้บอกไปแล้วว่า รัฐธรรมนูญบัญญัติเอาไว้มาตรา 172 ว่า ถ้าออกพ.ร.ก.ระหว่างปิดสมัยประชุมก็ต้องเปิดสมัยประชุมวิสามัญ เราคิดว่าไม่อยากจะทำอย่างนั้น ก็อาจจะรอไว้ใกล้ๆ ตอนสภาจะเปิดแล้วค่อยดู ถ้าจะออก พ.ร.ก. สมมุติว่าประกาศสักวันที่ 26 27 28 ตุลาคม พอวันที่ 1 พฤศจิกายน ก็เปิดสภาอยู่แล้วก็ง่าย”

 

“หรือไม่อีกทางหนึ่งก็เอาเข้าสภาเป็นที่ประชุมร่วมกันเลย เพราะฉะนั้นจึงยังตัดสินใจตรงนี้ไม่ได้ แต่ว่าเราก็หยั่งเสียงถามกระทรวงสาธารณสุขเจ้าของเรื่องตลอดเวลา ซึ่งบอกว่าไม่เป็นอะไร ขณะนี้ใช้พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ไปพลางได้ แม้จะไม่ค่อยดีนัก แต่ก็ใช้ไปพลางได้”

 

เมื่อถามว่ามีความกังวลกันว่าถ้าไม่ผ่านสภาขึ้นมารัฐบาลจะต้องแสดงความรับผิดชอบตามธรรมเนียมปฏิบัติ นายวิษณุ กล่าวว่า “ก็แน่นอนอยู่แล้ว”

 

ไม่รู้ว่าการที่ “รัฐบาลลุงตู่” จ้องจะเปลี่ยนใจจากการออก “พ.ร.ก. โรคติดต่อ” ที่ผ่าน ครม.ไปแล้ว มาใช้ช่องทางการออกเชิง “พ.ร.บ.ปฏิรูป” แทน แล้วนำกฎหมายเข้าที่ประชุมร่วม 2 สภา คือ สภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) และสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) แทนที่จะนำ พ.ร.ก.โรคติดต่อเข้าเฉพาะสภา ส.ส. กลัวกฎหมายไม่ผ่านสภา ส.ส.หรือไม่ 

 

เพราะหาก พ.ร.ก.ไม่ผ่านที่ประชุมสภาส.ส. รัฐบาลก็ต้องรับผิดชอบด้วยการ “ลาออก” 

 

ปัจจุบันฝ่ายรัฐบาลมีเสียงส.ส.อยู่ในมือ  275 เสียง ขณะที่ฝ่ายค้านมี 212 เสียง การเสนอกฎหมายเข้าสภาผู้แทนราษฎร ต้องใช้เสียงผ่านกฎหมาย 235 เสียง แต่ฝ่ายรัฐบาลโหวตได้จริง 247 เสียง ถือว่าเสียง “ปริ่มนํ้า” มาก

 

และยิ่งเสถียรภาพในรัฐบาลมีปัญหาอยู่แล้วด้วย โดยเฉพาะใน “พรรคพลังประชารัฐ”

 

นี่แหละถึงเป็นที่มาว่าทำไม การจะออกกฎหมาย รัฐบาลต้องหาทางนำเข้าสู่ที่ประชุมร่วม 2 สภา เพื่ออาศัยเสียง ส.ว. 250 เสียงที่รัฐบาลคุมอยู่ เป็นฝ่ายหนุนผ่านกฎหมายนั่นเอง

 

เร่งก.ม.คุมใช้สารต้องห้าม

 

นอกจาก พ.ร.ก.โรคติดติดต่อ แล้ว มีกฎหมายอีกฉบับที่รัฐบาลกำลังพิจารณาว่า จะออกเป็น พ.ร.ก. หรือ พ.ร.บ. นั่นคือ ร่างแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติควบคุมการใช้สารต้องห้ามทางการกีฬา พ.ศ. 2555 ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 

 

ล่าสุด นายนพดล เภรีฤกษ์ โฆษกสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาออกมาชี้แจงว่า การแก้ไขเพิ่มเติม พระราชบัญญัติควบคุมการใช้สารต้องห้ามทางการกีฬา พ.ศ. 2555 นั้น คณะรัฐมนตรีและสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเพิ่งรับทราบข้อสังเกตขององค์กรต่อต้านการใช้สารต้องห้ามโลก(World Anti-Doping Agency : WADA) ในการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2564 ที่ผ่านมา

 

ขณะนี้กำลังประชุมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณาว่าประเด็นที่ WADA ต้องการให้แก้ไขเพิ่มเติมมีเรื่องใดบ้าง หากได้ข้อมูลที่ถูกต้องตรงกันเป็นลายลักษณ์อักษรจากการกีฬาแห่งประเทศไทยแล้ว จะได้ดำเนินการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายให้ถูกต้องและสอดคล้องกับความต้องการต่อไป

 

...เหตุที่รัฐบาลไทยต้องเร่งออกกฎหมายดังกล่าว เพราะไทยกำลังจะถูกแบนห้ามจัดกีฬาระดับโลก ห้ามนั่งบอร์ดกีฬาโลก พร้อมกับเกาหลีเหนือ และอินโดนีเซีย หลังองค์กรต่อต้านสารกระตุ้นโลก หรือ WADA) ออกแถลงการณ์ว่า ทั้ง 3 ประเทศ ทำผิดกฎเกี่ยวกับสารกระตุ้น โดยในกรณีของประเทศไทย เนื่องจากไม่ได้บังคับใช้กฏการต่อต้านสารกระตุ้นโลกด้านการบังคับใช้กฎหมาย 

 

สภาพการณ์ของ “รัฐบาลลูงตู่” ยามนี้ จึงไม่ต่างอะไรกับ “รัฐบาลเป็ดง่อย” คิดจะออกกฎหมายอะไร ก็งึกๆ งักๆ กลัวรัฐบาลจะพลาดท่า มีอันเป็นไปก่อนครบเทอมเสียก่อน... 

 

แท็กที่เกี่ยวข้อง