ม่านพม่า รามัญมอญ 2

26 มิ.ย. 2564 เวลา 5:51 น. 1.4k

(ต่อจากตอนที่ 1) ความสัมพันธ์ระหว่างชนชาติสามเผ่าพันธุ์ ไทย พม่า รามัญนั้นมีจุดเชื่อมโยงกันมานาน

เวลานี้ละคร ขุนช้างขุนแผน โดยฝ่ายนางวันทองคนงามกำลังฮิตนัก น่าสงสัยว่าทำไมตัวละครต่างๆ มักมีชื่อ ‘พลาย’ นำหน้า โดยขุนแผน ตอนเด็กชื่อพลายแก้ว พระไวยลูกขุนแผนคนเอก เด็กๆชื่อ พลายงาม และลูกคนรองก็ชื่อพลายชุมพล จนถึงรุ่นหลานลูกพระไวย ชื่อ พลายเพชรพลายบัวพลายยงเปนต้น

อันซึ่งคำว่า “พลาย” นี้ในภาษามอญ แปลว่า “คนหนุ่ม_คนแข็งแรง” อย่างคำว่า ช้างพลายก็คือช้างหนุ่มแข็งแรงนั่นเอง ส่วนคำว่า “ทะแม่ง” เเปลว่าปลาร้า ยามว่าเราบ่นว่าได้กลิ่นอะไรทะแม่งๆ ก็คือกลิ่นปลาร้า ซึ่งบ่งและส่งนิยามความหมายว่า มีเรื่องไม่ใคร่จะชอบมาพากล_ตรงกับฝรั่งว่า I smell something ‘fishy’.

 

ภาพนางวันทอง ฝีมือศิลปินแห่งชาติ จักรพันธุ์ โปษยกฤต

นักปราชญ์ผู้ใหญ่ในอดีตอย่างท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช อธิบายเรื่องระบบราชการในสมัยอยุธยาไว้ส่วนหนึ่งว่า กรมที่มีความสำคัญมากๆ กรมหนึ่งในสมัยนั้นก็คือ “กรมอาทมาต” มีหน้าที่ในการสืบราชการลับ “กรมอาทมาตสมัยอยุธยานั้น คงจะมีสายลับอยู่ในประเทศต่างๆ ที่อยู่รอบพระราชอาณาจักร เช่น ลาวเขมร และญวน แต่ราชการสงครามในสมัยนั้นมีอยู่ที่ประเทศพม่าเป็นส่วนใหญ่สายลับของกรมอาทมาตที่จะส่งเข้าไปอยู่ในพม่านั้นหากส่งคนไทยเข้าไปแล้วก็คงจะไม่ได้ผล เพราะคนไทยมีความแตกต่างกับคนพม่าอยู่มากมาย แต่ในเมืองไทยนั้นมีมอญที่ภักดีต่อพระมหากษัตริย์ไทยอยู่มาก มอญนั้นแต่งกายเหมือนพม่า ไว้ผมยาวเช่นเดียวกับพม่า และพูดภาษาพม่าได้เป็นภาษาที่สอง ดีเท่ากับภาษามอญของตนเอง เพราะฉะนั้น เมื่อส่งมอญเข้าไปเป็นสายลับ พม่าก็จับไม่ได้ ”

ว่ากันว่า ขุนไกรพ่อขุนแผนเปนนายด่านชายแดนสุพรรณท่านเปนมอญประเภทอาทมาตนี้ หน้าฉากทำหน้าที่ดูแลควายป่าให้ราชสำนักไทย แต่ลับหลังเปนสายข่าวรายงานความเคลื่อนไหวฝ่ายพม่าให้ทางราชการทราบ อนึ่งว่า อาทมาต กรมซีไอเอ นี้ ในยุคจะสิ้นกรุงศรีฯ มีครูดาบสองมือไปสังกัดมาก เรียกกันว่าพวกอาทมาตดาบสองมือก็มีชวนให้คิดว่าเปนกรมฝีมือดาบ อนึ่ง (อีกที) ว่ามอญแม้ในยุค 2020 นี้ มีการบ่งอัตลักษณ์ความเปนมอญ กล่าวคือโสร่งมอญนั้นจะมีลายขาวพาดขวางเหนือเข่าเสมอ

รูปนายแบบนุ่งโสร่งมอญคาดขาว ที่พระราชวังเดิมหงสาวดี ปัจจุบันคือเมืองพะโค

รูปมูลนิธิจักรพันธุ์ โปษยกฤต เล่นหุ่นตอนยุทธหัตถี

 

ตานี้ก็จะไปต่อภาคสองที่ว่าพระมหาอุปราชาขาดคอช้างนั้นเปนได้อย่างไร คราวตะเบงชเวตี้พระเจ้าหงสาวดีบุกกรุงศรีอยุธยารอบแรก ก็เกิดเหตุสลด พระสุริโยทัยขาดคอช้างไปแล้ว โดยรายละเอียดจะยกไว้ไม่ได้กล่าวซ้ำในที่นี้

ประเด็นที่น่าสนใจมีว่า ข้างพม่านั้นตำนานมุขปาฐะกล่าวทำนองว่า พระเจ้าตะเบงชะเวตี้ทรงรู้สึกสลดที่กีฬากษัตริย์คือการรบพุ่งขยายดินแดน อันเปนหน้าที่กึ่งเกมส์กีฬาของวรรณะนั้น (กีฬา=กรีฑา--,กรีฑาทัพ) เกิดเหตุพิฆาตเอาสตรีเพศผู้อยู่นอกเกมส์การละเล่นของกษัตริย์ โดยการเข้าใจผิดด้วยองค์พระศรีฯปลอมพระองค์เปนชายเข้าร่วมในการยุทธ การผิดกฎการละเล่นดังกล่าวทำให้ทรงล่าถอยไปจากสมรภูมิ เพื่อตั้งท่ารอกลับมาเล่นเกมส์ใหม่ ทั้งที่จะทรงดำเนินการหักหาญเอากรุงศรีอยุธยาต่อให้ม้วนเดียวจบก็ทรงกระทำได้ทันทีนั้นไม่ได้ยากเย็นเลย

ความสามารถในการหักหาญของพระเจ้าหงสาวดีลิ้นดำนี้ กอร์ปด้วยกฎกติกาและแบบธรรมเนียมการทัพโดยเคร่งครัดหลายประการ เช่น ทัพของท่านนั้นเปนทัพกษัตริย์ มีทัพหน้าเปนเจ้าเมืองศักดิ์น้อยกว่าท่านมากล่วงหน้ากรุยทางมา โปรดให้อัญเชิญพระปรมาภิไธย (นำชื่อ) ของท่านมากับทัพหน้า เมื่อจะเหยียบแดนใดให้ประกาศชื่อท่านก่อน ถ้ายอมรับในอำนาจวาสนาบารมี รับเสด็จโดยไว้หน้าท่านแล้ว จะทรงพระกรุณารับไว้เปนข้าแผ่นดินเดียวกัน

เหตุที่เปนเช่นนี้ เพราะ ปรากฏการณ์อย่างความลิ้นดำ หรือลิ้นเปนปานนั้น ฝ่ายอุษาคเนย์นับว่าเปนกฤษฎาภินิหารอย่างหนึ่งโดยธรรมชาติ ยิงไม่เข้าฟันไม่ออก คำรามแล้วจังงัง ฯลฯ สิ่งมีชีวิตที่ลิ้นเปนปาน มีอำนาจลึกลับ เช่น ม้านิลมังกรเขี้ยวเปนเพชร เกล็ดเปนนิล ลิ้นเปนปาน มีความแกล้วกล้า ทรงกำลังบารมีมากกว่าปกติ

 

ม่านพม่า รามัญมอญ 2

หากยังจำกันได้คราวกองกำลังกระเหรี่ยงก็อดส์ อาร์มี่รับบัญชาเด็กเล็กๆสองคนจอนนี่ กับลูเธอร์ บ้าบิ่น บุกยึด สถานเอกอัครราชทูตสหภาพพม่ากลางกรุงเทพฯยี่สิบปีก่อน สถานการณ์กว่าจะคลี่คลายต้องอาศัยตัวประกันชั้นสูงอย่าง รมช. ต่างประเทศ ม.ร.ว. สุขุมพันธุ์ บริพัตรซึ่งทำใจแล้วแต่ถ่วงใจอยู่ เนื่องจากยังไม่ทันกราบบาทลาบิดา พระองค์เจ้าสุขุมาภินันท์ ผู้พ่อ ก็ขึ้นเฮลิคอปเตอร์ไปเปนตัวประกันส่งกลับผู้ก่อการในแดนตรงข้ามพระราชอาณาเขต ผิว่าจะมิได้กลับมาอีก หากจรวดอาร์พีจีรัฐบาลพม่ายุคนั้นพุ่งเข้าใส่ เพื่อกวาดล้างกองกำลังชนกลุ่มน้อยก่อเหตุร้ายนี้ให้ดับสูญกลางเวหา

เดือนถัดๆมาโรงพยาบาลชายแดนที่ราชบุรีก็ตกเปนข่าวและเหตุระทึกขวัญ กองกำลังของเด็กลิ้นดำนี้บุกยึดแพทย์และพยาบาลเปนตัวประกันอีก ซึ่งปลายทางคราวนี้ถูกเก็บกวาดโดย ผู้บัญชาการเหตุการณ์ระดับหมวกเเบเร่ต์แดงของไทยและที่เหลือถูกกวาดต้อนนำส่งกลับก่อนมอบตัวและลี้ภัยไปประเทศที่สาม

เด็กจอนนี่และลูเธอร์นี้เกิดมามีลิ้นดำเปนปาน กะเหรี่ยงจึงยกให้เปนผู้นำโดยธรรมชาติ และยกยอให้บัญชาการการรบได้สิ้น ทว่า cat out of the box สำหรับเรื่องนี้ มีว่า เมื่อเวลาผ่านไปราวยี่สิบปี จอนนี่และลูเธอร์สารภาพกันกับสื่อฝรั่งว่าเรื่องลิ้นดำนั้นไม่ใช่พวกเขา เด็กลิ้นดำเปนอีกคนหนึ่งชื่อ จ่อปา ซึ่งตายตั้งแต่ 5 ขวบ ด้วยวัณโรค! ชะรอยจะมีกลไกเบื้องหลังสวมรอยให้พวกเขาสองพี่น้องเปนเด็กศักดิ์สิทธิ์!!

คราวหนึ่งไปไร่ที่แม่สอด หัวหน้าคนงานที่ทำงานมาแต่สมัยของปู่เปนมอญ ชื่อ ลุงเตียวเยแกมีหมาพรานคู่ตัว ชื่ออะไรไม่แน่ชัด ชั่วแต่ว่าลิ้นของมันเปนปานดำ เขาใช้มันในการจับตัวแลน(ญาติเหี้ย) เวลาตัวแลนหนีขึ้นต้นไม้ หมาลิ้นดำนี้ยืนตะกายโคนต้นไม้เห่าโฮ่งเข้าใส่ สองสามที

ด้วยอำนาจลึกลับนั้น ตัวแลนจะอ่อนเปลี้ยตกจากยอดไม้ลงดินให้ตาล้วนพิฆาตเอาเนื้อบ้องตันโคนหางมาทำกินแก้หิวได้ในทันที ไม่ต้องยิง นี้เปนฤทธิ์ของสิ่งมีชีวิตลิ้นดำ

กลับมาที่พระเจ้าตะเบงชเวตี้เมื่อทรงให้ออกพระนามมากับทัพหน้าแล้ว ปรากฎว่าฝ่ายเมืองกาญจนบุรีตั้งด่านป้องกันเปนสามารถหลายด่าน แต่ไม่อาจทานทัพพม่ารามัญ ครั้นทรงหักเข้าเมืองกาญจนบุรีได้แล้ว เจ้าเมืองยอมตายรักษาเมือง จะทรงเทครัวเอาชาวเมืองกาญจนไปเปนไพร่เปนทาสก็หาไม่ พระราชดำริว่า ให้จับมาฆ่าทิ้งเสียทุกคน ไม่เว้นแก่เด็ก หญิงชาย พระยาพะสิมนายทัพหน้ากลืนน้ำลายเอื๊อก ว่าธรรมเนียมศึกไม่ทำการพิฆาตพลเรือนเช่นนี้ มีแต่พลรบเท่านั้นที่ต้องสมควรแก่โทษการศึก มีพระราชโองการบรรหารตรัสสั่งว่า ข้อนั้นจริงอยู่สำหรับการยุทธนาทั่วไป แต่ครั้งนี้ทรงพระกรุณาให้ทัพหน้าเชิญพระปรมาภิไธยมาบอกกล่าวก่อนแล้วว่าพระเจ้าลิ้นดำจะเสด็จยกทัพกษัตริย์มา ก็หาได้มีชาวกาญจนบุรีผู้ใดไว้พระเกียรติยศตามสมควรไม่ กลับต่อต้านแข็งขืนพระกรุณาธิคุณจักชุบเลี้ยง

หากพระยาพะสิมอดสูนักด้วยการกุดหัวพลเรือนนี้ ก็ให้เปลี่ยนเปนการเผาให้สิ้นทั้งคนทั้งบ้านเรือนชาวเมืองกาญจนบุรีเทอญหาไม่พระยาพะสิมเองจะโดนจับเผาทั้งเป็นฯ กาญจนบุรีเก่า ก็กลายเปนทะเลเพลิงด้วยประการฉะนี้ ทีนี้ว่าหากใครไปเเถวเขาชนไก่ ช่องเขาขาดแล้วก็บ่นว่ามีผีดุ ก็อย่าได้แปลกใจไปเลย

ม่านพม่า รามัญมอญ 2

 

กลับมาด้วยประเด็นการฟันขาดสะพายแล่ง คนเราก็ว่าแหม่ พระแสงง้าว/พระแสงของ้าว ฟันคนขาดทะแยงได้เชียวหรือ ดาบคาตานะยังยากนะติดกระดูกไหปลาร้า ไหนจะว่าพม่าใส่เกราะทองทรงขนนกยูงอีก ฝ่ายพม่านั้นจารึกว่าพระมหาอุปราชมิได้ขาดคอช้าง ทรงโดนกระสุนปืนลอบยิงจากทัพไทยของสมเด็จพระนเรศวรตะหาก

นั่น! ดูแล้วท่าพงศาวดารพม่าจะสมจริงมากกว่าไทย?!? 55 ตานี้ก็สมควรจะพิจารณาให้แยบคายลงไป เทียบเคียงกันสองกรณี หนึ่งคือพระสุริโยทัย ขาดคอช้าง กับสองพระมหาอุปราชาขาดคอช้าง

กรณีหนึ่งนั้น สมเด็จกรมพระยานริศฯ ทรงเฉลยว่า เกราะที่เจ้านายอยุธยาทรงนั้นเปนเกราะอ่อนทำจากหนังสัตว์อานุภาพป้องกันมีน้อย เมื่อพิเคราะห์ตามเฉลยแล้วย่อมได้ว่า ฉะนั้นการที่พระเจ้าแปรฟาดพระแสงง้าวใส่พระองค์ท่านในแนวเฉียงย่อมมีการที่คมพระแสงนั้นถึงพระวรกายเกิดบาดแผลอุฉกรรจ์ ถึงพระชนม์ชีพได้ ยิ่งช้างพระที่นั่งถูกงัดได้ล่างแล้วยิ่งเพิ่มกำลังการฟันฟาดเข้าไปใหญ่

ในขณะที่หากกรณีสอง พระมหาอุปราชาทรงเกราะมยุระโลหะขนนกยูงแล้ว พระแสงง้าวชื่อว่าเจ้าพระยาเเสนพลพ่ายของสมเด็จพระนเรศวรฟาดพระวรกายแนวดิ่ง พระแสงนั้นย่อมไถลลื่นไปตามระเบียบเกล็ดนกยูงมุงไว้อย่างหลังคาบ้านแป้นเกล็ดต้องพายุสายฝนฉะนั้น จึงโอกาสจะทำลายล้างถึงเลือดเนื้อย่อมเปนไปได้ยาก ทว่า สำนักมวยไชยามวยไทยโบราณของท่าน อ.เขตร์ ศรียาภัย สืบวิชากันมามีกลบทมวยอันหนึ่งชื่อว่า ทางมวย ‘อุปราชขาดคอช้าง’ เปนท่ามวยโบราณสอนกันมาร้อยๆปี

 

รูปมวยไชยา ท่าอุปราชขาดคอช้าง จากบ้านช่างไทย

กล่าวคือ ในขณะที่สมเด็จพระนเรศวร ทรงเพลี่ยงพล้ำ ถูกพระแสงง้าวพระมหาอุปราชฟาดฟันเข้าใส่ ทรงเอี้ยวพระองค์หลบเห พระแสงนั้นฟาดถูกพระมาลาที่เบี่ยงหลบเปนแผลขาดลิ (อันขนานนามกันต่อมาว่า พระมาลาเบี่ยง) ในจังหวะเบี่ยงต่ำลงนั้นเองทรงใช้กลบทพิชัยยุทธคชกรรมช้างไทย ‘ย้อนเกล็ดนาคราช’ ทรงตลบพระแสงง้าวเจ้าพระยาแสนพลพ่ายฟันสอดสะพายใต้เเล่งพระพาหาของพระมหาอุปราชาย้อนเกร็ดเกราะนกยูงทองสวนขึ้นพระอุระ คมพระแสงง้าวเลาะเข้าใต้เกล็ดโลหะมยุรา วาดขึ้นทะแยงมุม คร่าเอาดวงพระวิญญาณสมเด็จพระมหาอุปราชเสด็จข้ามภพจบชาติได้ต่างหาก ข้อนี้จึงเปนเหตุเปนผลเจือสมแก่เหตุนิติเวชกรรมพิสูจน์บาดแผลในการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่ไม่มีประจักษ์พยานมาให้ปากคำได้แน่ชัด

กฤษดาภินิหารของกษัตราธิราชสองฝ่ายนี้ ‘ถึงลือ’ กันมานาน เเละเปนปรากฏการณ์อย่างว่า ขนานคู่ parallel sacrament ของบรรพชนสองฝ่ายที่มีบุพกรรมต่อกัน ทัพพระเจ้าตะเบงชเวตี้ยกมาสมัย พระเจ้าตาของสมเด็จพระนเรศวร เสียพระสุริโยทัย สมเด็จยายของพระนเรศฯ ทัพพระนเรศฯ พิฆาตพระมหาอุปราชามังสามเกียด หลานตาพระเจ้าตะเบงชเวตี้ ในสามเจนเนอเรชั่นถัดมา กลกลืนกันฉะนี้

 

นสพ.ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 41 หน้า 17 ฉบับที่ 3,691 วันที่ 27 - 30 มิถุนายน พ.ศ. 2564   

แท็กที่เกี่ยวข้อง