thansettakij
thansettakij
โตโยต้า-ฟอร์ด ไร้ส่งออกรถยนต์ไปสหรัฐ หวั่น EV จีน ระบายสต๊อกมาไทย

โตโยต้า-ฟอร์ด ไร้ส่งออกรถยนต์ไปสหรัฐ หวั่น EV จีน ระบายสต๊อกมาไทย

09 เม.ย. 68 | 05:29 น.
อัปเดตล่าสุด :09 เม.ย. 68 | 05:49 น.

นโยบายภาษีทรัมป์ ป่วนการค้าโลก โตโยต้า-ฟอร์ด ยืนยันไม่มีการส่งออกรถยนต์ไปสหรัฐอเมริกา หวั่นกำลังผลิต EV ในจีนล้น แล้วระบายสต๊อกมาไทย ลากสงครามราคายาว

จากมาตรการการขึ้นภาษีนำเข้ากับประเทศคู่ค้าของ “โดนัลด์ ทรัมป์” ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ทั่วโลก ขณะที่ประเทศไทยการส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปทั้งคันไปยังสหรัฐอเมริกา มีจำนวนไม่มาก ทว่ากลุ่มผู้ผลิตยางรถยนต์ ที่มีมูลค่าส่งออกไปสหรัฐอเมริการะดับ 1 แสนล้านบาทต่อปี จะได้รับผลกระทบที่ชัดเจนกว่า

 

ด้าน โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย (TMT) ตั้งเป้าการส่งออกรถยนต์ 336,184 คัน ลดลง 1% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา และตั้งเป้าการผลิตรถยนต์ทั้งหมดของปี 2568 อยู่ที่ 537,860 คัน เพิ่มขึ้น 0.3% จากปีที่ผ่านมา แต่ยืนยันว่าฐานการผลิตในไทยไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง เพราะทีเอ็มที ไม่มีการส่งออกรถยนต์ไปสหรัฐอเมริกา

โตโยต้า-ฟอร์ด ไร้ส่งออกรถยนต์ไปสหรัฐ หวั่น EV จีน ระบายสต๊อกมาไทย

“เรายังต้องเฝ้าดูสถานการณ์เศรษฐกิจโลก ที่อาจส่งผลต่อการผลิตรถยนต์ ส่วนเป้าหมายการส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปของโตโยต้า ปีนี้คาดการณ์ว่ายังต้องเผชิญกับภาวะทรงตัว จากภาวะเศรษฐกิจ และกำลังซื้อของประเทศคู่ค้า ส่วนมาตรการด้านภาษีของ ปธน.โดนัลด์ ทรัมป์ เราไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง” นายศุภกร รัตนวราหะ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด กล่าว

 

เช่นเดียวกับ ฟอร์ด ที่ใช้ 2 โรงงานใน จ.ระยอง กำลังผลิตรวมเกือบๆ 2 แสนคันต่อปี ในจำนวนนี้เป็นการส่งออกสัดส่วน 70-80%  แต่ไม่มีการส่งออกจากไทยกลับไปประเทศบ้านเกิด

 

โดยโรงงานฟอร์ด ไทยแลนด์ แมนูแฟคเจอร์ริ่ง (FTM) เป็นโรงงานเดียวในโลกที่ผลิตปิกอัพสมรรถนะสูง เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ขณะที่โรงงานออโต้ อัลลายแอนซ์ (AAT) เป็นโรงงานเดียวที่ผลิตเอสยูวี เอเวอเรสต์ โดยฟอร์ดใช้ไทยเป็นฐานผลิตเพื่อส่งออกรถไป 137 ประเทศทั่วโลก

นายสุวัชร์ ศุภกาญจน์เดชากุล นายกสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย เปิดเผยว่า นโยบายกีดกันการค้าของประธานาธิบดีทรัมป์แห่งสหรัฐฯ ที่เน้นการลดการเสียเปรียบด้านการค้ากับประเทศคู่ค้า โดยการเพิ่มภาษีสินค้าที่นำเข้าไปในสหรัฐฯ ส่งผลให้สินค้ายานยนต์และชิ้นส่วนได้รับผลกระทบ เช่น รถยนต์นั่ง ยางรถยนต์ อะไหล่และอุปกรณ์ยานยนต์ต่างๆ รวมถึงความเสี่ยงทางอ้อมที่อาจทำให้ประเทศไทยกลายเป็นแหล่งระบายสินค้าจากประเทศที่ถูกกีดกันการค้าสูงกว่ามากขึ้น นำไปสู่การแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงจากภาวะอุปทานเกินขนาด

โตโยต้า-ฟอร์ด ไร้ส่งออกรถยนต์ไปสหรัฐ หวั่น EV จีน ระบายสต๊อกมาไทย

ส่วนการผลิตรถยนต์ของไทยปีนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ 1.5 ล้านคัน เติบโต 2.1% เมื่อเทียบกับปี 2567 โดยแบ่งเป็นการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ 5 แสนคัน และผลิตเพื่อส่งออก 1 ล้านคัน

 

ประเทศไทย ต้องรักษาการเป็นฐานการผลิตยานยนต์และชิ้นส่วนสำหรับรถยนต์ ICE ที่สำคัญของโลก และส่งเสริมการผลิต Future ICE เพื่อรักษา Economy of Scale ให้สามารถแข่งขันได้ในช่วงเปลี่ยนผ่าน ด้วยการเร่งเจรจา FTA กับกลุ่มประเทศที่ยังมีความต้องการรถยนต์สันดาปภายในอยู่

 

“นอกจากนี้ ยังต้องหามาตรการส่งเสริมการผลิตยานยนต์และชิ้นส่วนในกลุ่ม Future ICE เช่น Product Champion, HEV หรือ PHEV พร้อมขยายการส่งออกยานยนต์ประเภท ZEV (Zero Emission Vehicle) ไปยังประเทศที่มีศักยภาพ พร้อมเร่งรัดการเจรจาข้อตกลง FTA โดยเฉพาะกับกลุ่มประเทศที่มีนโยบายส่งเสริมการใช้ยานยนต์ที่เป็นมิตรต่อมีสิ่งแวดล้อม” นายสุวัชร์ กล่าว

 

ด้านแหล่งข่าวจากบริษัทผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ เปิดเผยว่า นโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐด้วยการขึ้นภาษี อาจจะกระทบกับไทยในแง่ที่บริษัทรถจีน มีกำลังผลิตเยอะ หรือโอเวอร์ซัพพลาย ทำให้ต้องระบายสต๊อก พร้อมจัดโปรโมชัน แข่งกันลดราคา ส่งผลถึงตลาดรถยนต์รวมปั่นป่วนทั้งระบบ

นายอเล็กซ์ เป่า จ้วงเฟย ผู้จัดการประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ZEEKR Global เปิดเผยว่า เดิมคาดว่าสงครามราคาอีวี จะลดลงในปีนี้ เพราะหลายค่ายสต๊อกเริ่มเบาบาง และบริหารการผลิต หรือรถที่ค้างอยู่ในมือได้ แต่ในเมื่องานบางกอก มอเตอร์โชว์ 2025 มีคนเปิดเกมลดราคา ก็ทำให้ค่ายอื่นๆ อยู่ไม่ได้

 

“เรามองว่าตลาดอีวี ปีนี้ยังไม่ข้าม 1 แสนคัน เต็มที่อาจจะได้ 8-9 หมื่นคัน มากกว่าปี 2567 ที่ทำได้ประมาณ 7 หมื่นคัน” นายอเล็กซ์ กล่าว