เช็คเลย! ข้อความใน “สมุดปกขาว” ที่ “เอกชน” ยื่นให้ “นายก”

ฐานเศรษฐกิจดิจิทัล
|
21 พ.ย. 2564 เวลา 3:22 น. 1.5k

“สนั่น” ประธานหอการค้า ยื่น “สมุดปกขาว” ถึงมือนายก แนะรัฐผลักดันข้อเสนอขับเคลื่อนเศรษฐกิจ 5 ภาค ขจัดอุปสรรคการเข้าถึงแหล่งทุน และเร่งแก้กฎระเบียบให้เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจ

นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศ ไดเป็นผู้แทนยื่น “สมุดปกขาว” ให้กับ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ซึ่งได้รวบรวมรายละเอียดและข้อเสนอแนะ จากประชุมสัมมนาระดมความคิดเห็นหอการค้าทั่วประเทศครั้งที่ 39

หอการค้าฯ ยื่นสมุดปกขาว

โดยระบุว่า คณะกรรมการหอการค้าไทย ได้กำหนดนโยบาย Connect the Dots ในวาระประจำปี 2564-2565 โดยมุ่งเน้นให้หอการค้าไทย เป็นศูนย์กลางการเชื่อมโยงเครือข่ายทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชน เพื่อยกระดับเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน ผ่านการขับเคลื่อนผ่าน 3 Value Chain ได้แก่ 1) การค้าและ การลงทุน 2) เกษตรและอาหาร และ 3) การท่องเที่ยวและบริการ

 

พร้อมยึดแนวทางที่หอการค้าไทยเคยดำเนินงานมาเป็นแนวทางการขับเคลื่อนภารกิจ “การฟื้นฟูเศรษฐกิจภายใน 99 วันแรก” เพื่อเร่งสร้างความเชื่อมั่น แก้ปัญหาระยะสั้น ทั้งการจ้างงานและปัญหาผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs และยกระดับเศรษฐกิจฐานรากไปสู่การฟื้นตัวอย่างยั่งยืน

 

ทั้งนี้ หอการค้าไทยได้จัดลำดับความสำคัญในการฟื้นฟูเศรษฐกิจภายใต้ทรัพยากรที่จำกัดให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ภายใน 99 วัน โดยมี 3 ภารกิจสำคัญ คือ 1.เร่งฉีดวัคซีนให้ประชาชน เพื่อเตรียมความพร้อมในการเปิดประเทศ  2.เร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย ด้วย Digital Transformation เพื่อให้ผู้ประกอบการเข้าถึงแหล่งเงินทุน และ 3.แก้ไขกฎระเบียบเพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการดำเนินธุรกิจได้สะดวก

สำหรับการประชุมหอการค้าทั่วประเทศ ครั้งที่ 39 ได้ดำเนินการ ภายใต้กรอบสัมมนา “Connect The Dots Design The Future” โดยได้รวบรวมเป็นแนวทางและออกแบบภาพอนาคตของประเทศไทยให้มีความเข้มแข็งและยั่งยืน แบ่งออกเป็น 3 เรื่อง ได้แก่

 

เรื่องที่ 1  “CONNECT หอการค้า 5 ภาค เดินหน้าฝ่าวิกฤตเพื่อพลิกเศรษฐกิจไทย” โดยได้กำหนดยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ 5 ภาค และ Strategic Move ให้มีบริบทสอดคล้องกับร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 และแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ.2561-2580)

 

โดยสามารถกำหนดโครงการที่สำคัญเร่งด่วนต่อการยกระดับเศรษฐกิจภูมิภาค ดังนี้

ภาคใต้ ได้แก่ โครงการ ANDAMAN ECONOMIC TOURLISIM (เขตเศรษฐกิจเพื่อการท่องเที่ยวอันดามัน) โครงการ ANDAMAN GO GREEN การสนับสนุนการเป็นเจ้าภาพการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 (พ.ศ. 2568) การสนับสนุนการเป็นเจ้าภาพจัดงาน Specialized Expo 2028 ณ จังหวัดภูเก็ต

           

ภาคตะวันออก ได้แก่ โครงการพัฒนา SMEs ให้สามารถขายสินค้าไปยังต่างประเทศผ่านช่องทาง Cross Border e-Commerce (CBEC) โครงการระเบียงผลไม้ภาคตะวันออก (Eastern Fruit Corridor :EFC) และพัฒนาโครงการต่อเนื่องกับโครงการมหานครผลไม้ การเร่งรัดการก่อสร้างถนนเฉลิมบูรพาชลทิต ระยะที่ 2 การเพิ่มประสิทธิภาพระบบการผลิตสินค้าเกษตร โดยการพัฒนาระบบการผลิตสินค้าเกษตรที่มีประสิทธิภาพ หรือการทำเกษตรแม่นยำ (Precision Farming) การสร้างแต้มต่อให้กับธุรกิจ SMEs ในการเข้าถึงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ โครงการสร้างสรรค์ศิลปะร่วมสมัยเพื่อต่อยอดทุนทางวัฒนธรรม (จ.ระยอง)

 

ภาคกลาง ได้แก่ การยกระดับเกษตรแนวใหม่มูลค่าสูงทั้งห่วงโซ่อุปทาน (Value Chain) โดยการสร้างผู้ประกอบการเกษตรรุ่นใหม่ (ปวช - ป ตรี , Short Course) / จัดตั้ง Value Creation Trader และ ขยายช่องทางการตลาดออนไลน์และออฟไลน์

 

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ การเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับการเปิดให้บริการรถไฟจีน - สปป.ลาว

 

ภาคเหนือ การเสริมสร้างความแข็งแกร่งของชุมชน และ SMEs (ยกระดับมาตรฐาน) และการดำเนินการโครงการนำร่องเปิดด่านการค้าชายแดนและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน อาทิ ไทย-สปป.ลาว-เวียดนาม-จีน / ไทย-จีน และ ไทย-อินเดีย

 

ทั้งนี้ จากการเสวนาฯ ได้เปิดโอกาสให้สมาชิกได้ร่วมแสดงความคิดเห็นต่อประเด็นสำคัญในการพัฒนาประเทศ โดย 3 อันดับแรกที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศมากที่สุด ได้แก่ 1) การพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพคน 2) การปรับสมดุลและการพัฒนาระบบบริหารจัดการภาครัฐ และ 3) การสร้างความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งหอการค้าไทย และเครือข่าย จะนำประเด็นที่ได้ไปขับเคลื่อน connect กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป

 

เรื่องที่ 2  เรื่อง “CONNECT SMEs ไทย ด้วย Digital Transformation” โดยหอการค้าไทย ได้จัดเสวนา เรื่อง “CONNECT SMEs ไทย ด้วย Digital Transformation” โดยมี สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม บริษัท ไอบีเอ็ม ประเทศไทย และมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ร่วมเสวนาและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นสมาชิกหอการค้าทั่วประเทศ เพื่อนำมาขับเคลื่อนและยกระดับผู้ประกอบการ SMEs ไทยด้วยเครื่องมือ Digital Transformation

 

โดยปัจจุบันประเทศไทย มีจำนวน SMEs จำนวน 3,134,442 ราย สร้างการจ้างงาน 12 ล้านคน และสร้าง GDP คิดเป็น 5.38 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 34.2% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศทั้งหมด อย่างไรก็ดี SMEs ของไทยยังประสบปัญหาขาดศักยภาพและความสามารถในการแข่งขันหลายด้าน อาทิ ขาดเครื่องมือเทคโนโลยีดิจิทัล หนี้สินมาก ผลิตภาพต่ำ มีการส่งออกน้อย และไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้

 

ทั้งนี้ จากการเสวนามีข้อเสนอต่อการส่งเสริมและสนับสนุน SMEs ด้วย Digital Transformation ดังนี้  

1) ขับเคลื่อน Thailand Trade Platform ในการช่วยเหลือ SMEs โดยเน้นการเชื่อมโยงข้อมูลและใช้เทคโนโลยี ให้สามารถเข้าถึงบริการภาครัฐได้อย่างทั่วถึง เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม และสร้างรายได้อย่างยั่งยืน

2) ปรับกฎหมายและระเบียบการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม เพื่อให้สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) สามารถดูแลงบบูรณาการของ SMEs เพื่อช่วยขับเคลื่อนแผนส่งเสริม SMEs ให้มีประสิทธิภาพ

 

เรื่องที่ 3  “โอกาสและทิศทางอนาคตประเทศไทยจากมุมมองของคนรุ่นใหม่” หอการค้าไทย ร่วมกับสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และเครือข่าย จัดเวทีทิศทางอนาคตประเทศไทย ภายใต้หัวข้อ “โอกาสและทิศทางอนาคตประเทศไทยจากมุมมองของคนรุ่นใหม่” เน้นการเชื่อมโยงกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ.2561-2580) และใช้แนวทาง Design Thinking โดยมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ช่วยทำหน้าที่ระดมความเห็นจากคนรุ่นใหม่ ทั้งภาครัฐและเอกชนทั่วประเทศ ซึ่งได้ข้อเสนอแนะที่เกี่ยวข้อง 5 ด้าน ดังนี้

 

1) ด้าน Product & Service for the Future การพัฒนาสินค้าและบริการ เน้นการเพิ่มมูลค่า การพัฒนาผู้ประกอบการของประเทศ และการออกแบบพัฒนา Digital Platform   เพื่ออำนวยความสะดวกในอนาคต

2) ด้าน People for the Future การมองทรัพยากรมนุษย์ เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต ควรจะต้องมีการเตรียมวางแผนการพัฒนา ทั้งในเรื่องการศึกษา การพัฒนาความสามารถ Reskill, Upskill รวมถึง Learn Unlearn Relearn การพัฒนาบุคลากรในองค์กร การส่งเสริมให้มีการเรียนรู้ตลอดชีวีต (Life-Long Learning) รวมถึงการพัฒนามนุษย์ถือเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศ

3) ด้านการ Connect to the World เพราะการเชื่อมโลกเป็นสิ่งที่จำเป็นในการพัฒนาประเทศให้เป็นที่รู้จักได้มากขึ้น ผ่านสิ่งที่เรามี เช่น การท่องเที่ยว ผลิตภัณฑ์ บริการ วัฒนธรรม รวมทั้ง การส่งเสริมให้ผู้ประกอบการมีโอกาสเติบโตและก้าวเข้าสู่ตลาดต่างประเทศ

4) ด้าน Social Issues in the Future จะต้องเร่งแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคม การกระจายรายได้ ความยากจนข้ามรุ่น และความคุ้มครองทางสังคม

5) ด้าน Our Planet in the Future การพัฒนาเศรษฐกิจ ความเจริญปัจจุบัน จะต้องมีการพัฒนาและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมควบคู่กันไป

 

พร้อมทั้ง ได้ดำเนินการจัดการประกวด YEC Pitching : YEC’s Business SPIN UP ซึ่งเป็นการจัดการประกวด YEC Pitching อย่างต่อเนื่องเป็น ปีที่ 6 โดยเป็นความร่วมมือระหว่างคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาผู้ประกอบการรุ่นใหม่ YEC หอการค้าไทย สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA และมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการได้นำเสนอไอเดียธุรกิจเพื่อการเปลี่ยนแปลง โดยจะเป็นไอเดียธุรกิจใหม่ (NEW IDEA) หรือต่อยอดจากธุรกิจหลัก (SPIN-OFF) เพื่อเปลี่ยนผ่านธุรกิจของตนเองและช่วยสนับสนุนและผลักดันให้ผู้ประกอบการสร้างแนวคิดใหม่ในการต่อยอดธุรกิจของตนเอง ในสภาวะวิกฤตโควิด-19 โดยปีนี้มี YEC จากทั่วประเทศ สมัครเข้าร่วมประกวด จำนวน 46 โครงการ และมีผู้ที่ได้รับรางวัล ได้แก่

รางวัลชนะเลิศ คือ โครงการ Cen Solution : YEC หอการค้าจังหวัดนนทบุรี

รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 โครงการ Up Square TECH Platform : YEC หอการค้าจังหวัดสงขลา

รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 โครงการ One Move ERP : YEC กรุงเทพฯ

รางวัล Popular Vote โครงการ สบายดีลำปาง : YEC หอการค้าจังหวัดลำปาง

 

ทั้งหมดนี้ คือ สรุปผลประชุมการสัมมนาหอการค้าทั่วประเทศ ครั้งที่ 39 Connect The Dots Design The Future : รวมพลัง สร้างสรรค์ อนาคต ซึ่งพวกเราหอการค้าไทย มุ่งหวังจะทำงานเชื่อมโยงกับรัฐบาล ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ในทุกมิติ พร้อมทั้ง ร่วมกันออกแบบอนาคตเศรษฐกิจประเทศไทย ให้ไปสู่เป้าหมายร่วมกันในอนาคต ตามแนวคิด “Connect The Dots” เพื่อให้ประเทศไทยกลับมาฟื้นตัว เปิดประเทศได้อย่างรวดเร็ว และสร้างอนาคตประเทศอย่างยั่งยืนต่อไป 

 

 

แท็กที่เกี่ยวข้อง